knowledge

สรุปกิจกรรม Social Investment Talk “จากการบริจาคสู่การลงทุน”

14 กรกฎาคม 2017


มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย)  ร่วมกับสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน Social Investment Talk “จากการบริจาคสู่การลงทุน” ขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2559 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องในการพัฒนาความยั่งยืนของภาคีเครือข่าย สสส. เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองการลงทุนทางสังคม (Social Investment) ระหว่างตัวแทนองค์กรภาคสังคมและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งนำเสนอกองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND Fund) ซึ่งเป็นตัวอย่างการลงทุนทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ ภาคสังคม สถาบันวิชาการ


คุณหรรสา หรรสา สุสายัณห์กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง ให้มุมมองจากตัวแทนองค์กรภาคธุรกิจว่า ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมากมาย ซึ่งทุกปัญหาล้วนมีความเชื่อมโยงกัน ทำให้ทุกคนต่างไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและต้องเป็นผู้ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงไม่ตกเป็นหน้าที่ของรัฐ หรือ NGO หรือของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ภาคธุรกิจก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพราะการแก้ปัญหาสังคมจะทำให้เศรษฐกิจและประเทศมั่นคงและยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่น 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมตามมาตรฐาน MSCI World ESG Index สามารถเพ่ิมผลตอบแทนทางการเงินของบริษัทให้เติบโตถึง 130.40% สูงกว่า MSCI World Index ทั่วไปอยู่ที่ 129.40% (MSCI, August 31,2014) นอกจากนี้งานวิจัยของ CFA Institute เมื่อปี 2558 ยังแสดงให้เห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเกณฑ์ ESG ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

BKIND & อาโชก้า 25 มิย.59 (new).001

สำหรับในประเทศไทย คุณ สถาพร จิรฐาชฎายุ ผู้จัดการแผนกงานพัฒนาโครงการเพื่อสังคม โครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ มูลนิธิเพื่อคนไทย ได้ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่บริจาคเงินมากเป็นอันดับสองของโลก ในปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า คนไทยบริจาคเงินสูงถึง 75,760 ล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นเงินบริจาคและทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทนให้กับวัดหรือสถาบันทางศาสนา สูงกว่างบประมาณประจำปีของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ถึง 7.3 เท่า จึงแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินสำหรับการพัฒนาสังคม แต่ที่ผ่านมาเงินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ปัญหาสังคมเท่าที่ควร ในขณะเดียวกันองค์กรภาคสังคมที่มีเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาสังคมยังขาดเงินทุน ขาดองค์ความรู้ อาสาสมัครและเครือข่ายที่จะร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ดังนั้นคนไทยจึงควรเริ่มตั้งคำถามและหาคำตอบให้ได้ว่าเราจะสามารถจัดการเงินบริจาคให้ถูกนำมาแก้ไขปัญหาสังคมที่มีอยู่จริงๆได้อย่างไร

Screen Shot 2559-06-29 at 12.59.25 PM

คุณชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้ช่วยผู้อํานวยการบริหารสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น ภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แสดงให้เห็นภาพรวมของการเงินทางสังคม (Social Finance) และตัวอย่างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคมที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนทั้งจากในและต่างประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่การบริจาค (Charity) การให้ (Philanthropy) เช่น การให้เปล่า (Grant) การให้กู้ (Debt) ที่หวังผลลัพท์ทางสังคมเป็นหลัก และการลงทุนทางสังคม (Impact Investing) ที่นอกจากจะหวังผลลัพท์ทางสังคมแล้วยังคาดหวังให้ได้ผลตอบแทนทางการเงินด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND Fund) ของ บลจ.บัวหลวง ก่อตั้งขึ้นด้วยเงินลงทุนสูงถึง 1,800 ล้านบาท จัดเป็นรูปแบบการให้อย่างมีกลยุทธ์ (Reactive/Strategic Philanthropy) โดยกองทุนฯได้นำเงินไปลงทุนในหุ้นของกิจการที่ผ่านมาตรฐาน ESGC Scorecard ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) ธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance) และมีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น (Anti Corruption) และนำเงิน 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนนี้ ไปสนับสนุนโครงการกิจกรรมทางสังคมแบบให้เปล่า
  • AirAsia Foundation ลงทุนแบบให้เปล่าในกิจการเพื่อสังคมที่เริ่มก่อตั้งใหม่ โดยมีการบ่มเพาะ ให้คำปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจและสนับสนุนด้านการตลาดอีกด้วย
  • Crevisse Partners และ ARUN ของประเทศเกาหลีเป็นตัวอย่างการลงทุนทางสังคมแบบการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำและการลงทุนในหุ้นในกิจการเพื่อสังคมที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับแต่ละกิจการด้วย มีทั้งระบบสนับสนุน co-working space consulting coaching ดังนั้น ยิ่งมีความคาดหวังต่อผลตอบแทนทางการเงินสูงขึ้น จะยิ่งมี level of engagement สูงขึ้นด้วย
Screen Shot 2559-06-29 at 9.19.11 AM

กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND Fund) จัดเป็นกลไกการเงินทางสังคมที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรธุรกิจและองค์กรภาคสังคมที่เป็นรูปธรรมที่สุดในประเทศไทย โดยมีกลยุทธ์ในการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม 3 ประเภท ประกอบด้วย

  • โครงการ Quick win คือ โครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทันที และเห็นผลรวดเร็ว เช่น โครงการ Operation Smile (ผ่าตัดน้องๆ ปากแหว่งเพดานโหว่) โครงการกายอุปกรณ์ (สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทธ์) เป็นต้น
  • โครงการ Leverage คือ โครงการต่อยอดจากงานเดิม เพื่อขยายผลกระทบได้ในอนาคต เช่น โครงการบ้านพักเยาวชนสตรี โครงการขุดนาแลกป่า เป็นต้น และ
  • โครงการ Platform คือ โครงการที่สร้างกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น โครงการคนกล้าคืนถิ่น สังคมอยู่ดีกับพลังตาพลเมือง โรงเรียนเยาววิทย์ เป็นต้น

กองทุนฯมีกรอบการทำงาน กระบวนการคัดเลือกและพิจารณาสนับสนุนโครงการทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังแสดงในภาพ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาโครงการเบื้องต้น ประกอบด้วย ความจำเป็น ประสบการณ์และความสามารถในการขยายผลกระทบทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มีความเข้าใจในสภาพของปัญหา มีแนวทางและกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน  มีแนวทางพัฒนาความยั่งยืน เป็นต้น

Screen Shot 2559-06-29 at 12.59.53 PM

ทั้งนี้ กองทุนฯได้ทำงานร่วมกับองค์กรกลาง ได้แก่ มูลนิธิเพื่อคนไทย สถาบันเชนจ์ฟิวชั่นและมูลนิธิอโชก้า ในการคัดกรองและคัดเลือกโครงการเพื่อสังคม เพื่อให้มั่นใจว่ากองทุนฯสนับสนุนโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบทางสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

จนถึงปัจจุบันกองทุนฯได้สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมไปแล้วทั้งหมด 26 โครงการ ยอดการสนับสนุนรวม 20 ล้านบาท

และเมื่อสิ้นปี 2558 ได้สรุปผู้ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมดังแสดงในตารางด้านล่าง

 

Screen Shot 2559-06-29 at 1.00.12 PM

ตัวอย่างโครงการที่ได้รับการสนับสนุน

  1. โครงการนาแลกป่า มุ่งแก้ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าของเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างยั่งยืน โดยทำงานร่วมกับชุมชนขอคืนพื้นที่ป่า แลกกับการขุดนา สร้างแหล่งน้ำและพัฒนาอาชีพทางเลือกแทนการปลูกข้าวโพด โดยปี 2558 ที่ผ่านมาโครงการประสบความสำเร็จขอคืนพื้นที่ป่าได้ทั้งหมด 579 ไร่ เกษตรกร 29 ครอบครัว เลิกปลูกข้าวโพด มีอาชีพทางเลือกที่ดีกว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดโครงการนาแลกป่าเพิ่มเติมได้ที่ อ่านเพิ่มเติม
  2. โครงการสื่อดิจิตอลลดความเหลื่อมล้ำวิทย์คณิต โดย Learn Education มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโรงเรียนในชนบท โดยอาศัยสื่อดิจิตอลที่เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้สอนเป็นผู้อำนวยการสอน ให้เด็กๆเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละคน ทำให้นักเรียนจำนวน 200 คน มีความสุขในการเรียนและมีผลการเรียนที่ดีขึ้น 4.7%  สามารถอ่านรายละเอียดโครงการ Leard Education ได้ที่ อ่านเพิ่มเติม
  3. โครงการทุนหมุนเวียนเพื่อกลุ่มวิสาหกิจของสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยช่วยหนุนเสริมให้กลุ่มสตรีมีทุนตั้งต้นในการประกอบอาชีพ เช่น กลุ่มผลิตผ้าคลุมผม กลุ่มผลิตซอสพริก (Usaha) กลุ่มกระเป๋าผ้าทอญี่ปุ่น กลุ่มกือโป๊ะเชื่อมทอดกรอบ และกลุ่มอื่นๆรวมทั้งหมด 14 กลุ่ม สมาชิกทั้งหมด 138 คน ที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ความรุนแรง มีอาชีพ มีรายได้อย่างน้อย 200,000 บาทต่อเดือน สามารถพึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้

 

แม้ว่าการสนับสนุนของกองทุนฯ ถึงเป็นการสนับสนุนระยะสั้น (1 ปี) แต่ถือเป็นสารตั้งต้นให้โครงการมีความยั่งยืน สามารถขยายโมเดลออกไปในระดับที่สูงขึ้น เช่น โครงการคนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน ปัจจุบันถูกยกระดับเป็น ลพบุรีโมเดล ให้หน่วยงานท้องถิ่นนำกระบวนการดูแลผู้ป่วยติดเตียงไปปรับใช้ และโครงการ นาแลกป่า ได้พื้นที่ป่าคืนมาอย่างยั่งยืนจากการสนับสนุนปีที่ผ่านมาจำนวน 579 ไร่ ปีนี้มีเกษตรกรยื่นความจำนงค์ต้องการคืนพื้นที่ป่ากับโครงการอีก 1429 ไร่ และได้รับการยอมรับให้เป็นต้นแบบการฟื้นฟูป่าร่วมกับชุมชน

 

สุดท้ายนี้ กิจกรรม Social Investment Talk “จากการบริจาคสู่การลงทุน” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องในการพัฒนาความยั่งยืนของภาคีเครือข่าย สสส. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคสังคมให้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน โดยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการร่วมมือกับองค์กรธุรกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืน หากองค์กรใดต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาความยั่งยืนขององค์กร สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและติดต่อได้ที่ www.schoolofchangemakers.com

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการนำเสนอจากลิงค์ด้านล่าง

ไฟล์นำเสนอ คุณชิตพงษ์ กิตตินราดร

ไฟล์นำเสนอ คุณสถาพร จิรฐาชฎายุ

รอติดตามวีดีโอย้อนหลังได้เร็วๆนี้ครับ

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below