Holistic Framework : CDIO - เข้าใจ - ออกแบบ - สร้าง - ดำเนินงานต่อ

27 กรกฎาคม 2560
การศึกษาการเข้าถึงการศึกษา, การเลือกเรียนต่อ, การเล่น, คุณภาพการศึกษา, คุณภาพครู, ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, ศักยภาพเด็กและ เยาวชน, เยาวชนกลุ่มเสี่ยง, การมีส่วนร่วม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, สื่อมวลชน, คอร์รัปชั่น, บรรเทาภัยพิบัติ, ศิลปวัฒนธรรม, ศีลธรรม, กฎหมายและนโยบาย, ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม, การลงทุนทางสังคม, การคุ้มครองผู้บริโภค, ความรับผิดชอบต่อสังคม, การจ้างงาน, การค้าที่เป็นธรรม, การท่องเที่ยว,

All

อภิปรายโดย รศ.ดร.อังคีร์ ศรีภคากร หน่วยวิศวศึกษา (Engineering Education Initiative) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CDIO เป็นแนวคิดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสอนหลักสูตรวิศวกรรม พัฒนาขึ้นโดยเริ่มต้นที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งปัจจุบันถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาสาขาอื่นๆ อย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยแนวการเรียนการสอนแบบ CDIO มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) 4 ด้านหลัก ได้แก่

  1. Conceive : สามารถทำความเข้าใจผู้ใช้/ผู้ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม คิดวิเคราะห์ และชี้ปัญหาได้
  2. Design : สามารถออกแบบ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ได้
  3. Implement : สามารถดำเนินการ ประยุกต์ หรือลงมือแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงได้
  4. Operate : สามารถพัฒนาและควบคุมระบบต่างๆ ให้ดำเนินงานต่อไปได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งขั้นตอนที่ อ.อังคีร์ เล็งเห็นว่าควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ Conceive และ Operate เพราะในส่วนของ Design และ Implement นั้น สามารถทำได้ดีอยู่แล้วในห้องเรียนปกติ แต่ในส่วนของ Conceive และ Operate จะช่วยให้นิสิตสามารถเข้าใจกลุ่มผู้ใช้ เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถใช้ความรู้ความสามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบปัญหาได้อย่างยั่งยืน

หนึ่งในโครงการที่อาจารย์ผลักดันให้เกิดขึ้น คือการสร้างวิชาเข้าไปหลักสูตรทั้งในส่วนของคณะวิศวกรรมศาสตร์เอง และวิชาเลือกทั่วไปสำหรับนิสิตจุฬาฯ ทั้งหมด โดยอาจารย์และทีมงานออกแบบเนื้อหาให้ต่อเนื่อง และให้นิสิตได้ลงมือทำจริงผ่านงาน Empathy work เริ่มจากวิชา Exploring Engineering World ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เป็นวิชาบังคับของนิสิตปี 1 ทุกคน 

ต่อด้วยวิชาเลือก Creative Design for Community Challenge ที่เปิดให้นิสิตทุกคณะที่สนใจอยากเรียนรู้การสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมมาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อทำโปรเจกต์เพื่อชุมชน โดยเนื้อหาจะเน้นในส่วนของการทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้ (Conceive) แล้วให้นิสิตกลับมาออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์แล้วนำไปทดสอบจริง

และสุดท้ายคือนิสิตสามารถเลือกทำ Senior Project ในหัวข้อที่สนใจนั้นๆ ได้ โดยการนำความรู้ทางวิศวกรรมมาปรับใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดกับสังคม 

โดยการจะให้เกิดการเรียนรู้ตามหลัก CDIO นั้น ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดนวัตกรรมผ่านการสนับสนุน 4 ด้าน ได้แก่

  • Context : การสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับนิสิตที่สนใจ อาจใช้กระบวนการ Design thinking มาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ 
  • Hardware : การสร้างห้องเรียน และสถานที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนิสิต เช่น Smart Classroom ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และ Design Workspace ที่เอื้อให้นิสิตมีพื้นที่ในการลงมือทำจริง (Implementation)
  • Software : การให้เครื่องมือในการสร้างนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแนวความคิดอย่าง Design Thinking, Active Learning หรือเครื่องมืออื่นๆ 
  • Peopleware : การที่อาจารย์ทำหน้าที่มากกว่าการเป็น ‘ผู้สอน’ แต่เป็นผู้ตั้งคำถาม ผู้สนับสนุน และผู้เชื่อมโยงโจทย์ต่างๆ ทั้งจากคณะอาจารย์ ชุมชน และนิสิต เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่รอบด้าน

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • การจะสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้จากนิสิตนักศึกษานั้น ไม่ใช่แค่การทำด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องรวมถึงการสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงปัญหาเข้ากับนิสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และทำให้นวัตกรรมเติบโตขึ้นได้อย่างยั่งยืน
  • ควรเน้นที่ ‘กระบวนการ’ มากกว่า ‘ผลลัพธ์’ เพราะจะทำให้นิสิตได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด ได้ปรับปรุงกระบวนการคิดของตนเอง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือการทำโปรเจกต์อื่นๆ ในอนาคตต่อไปได้

ความท้าทายในปัจจุบัน (Challenge) 

  • สังคมให้นิยามคำว่า ‘นวัตกรรม’ หลากหลาย และคำว่า ‘นวัตกรรมทางสังคม’ (Social Innovation) ก็ยังเป็นสิ่งใหม่ ทำให้ยังไม่ได้รับความสำคัญ และยังจูงใจคนทำงานใหม่ๆ เข้ามาไม่ได้มากเท่าที่ควร  
  • โจทย์ที่เป็น social implementation เช่น โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (public-private partnership) เกิดขึ้นได้ยาก และมีแรงเสียดทานจากสังคมสูง เมื่อเทียบกับงานบริการสังคมรูปแบบดั้งเดิม
  • การทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ระหว่างกิจกรรมในหลักสูตร (ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งในด้านสถานที่และเครื่องมือ) และกิจกรรมนอกห้องเรียน (ที่มีกลุ่ม community ของนิสิตที่สนใจเรื่องเดียวกันอยู่)

เนื้อหาสรุปจากการอภิปรายเครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย Changemakers Incubation Network ในงาน EAT-MEET-SHARE เมื่อวันที่ 15-16 มิถุนายน 2560 
   
Hashtags: