การทำความเข้าใจนักศึกษา เพื่อจัดกระบวนการเรียนการสอน (Students' Self-motivation)

27 กรกฎาคม 2560
การศึกษาการเข้าถึงการศึกษา, การเลือกเรียนต่อ, การเล่น, คุณภาพการศึกษา, คุณภาพครู, ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, ศักยภาพเด็กและ เยาวชน, เยาวชนกลุ่มเสี่ยง, การมีส่วนร่วม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, สื่อมวลชน, คอร์รัปชั่น, บรรเทาภัยพิบัติ, ศิลปวัฒนธรรม, ศีลธรรม, กฎหมายและนโยบาย,

All



โดย ดร.ก้องกาญจน์ วชิรพนัง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อีกหนึ่งความท้าทายที่อาจารย์มหาวิทยาลัยพบเหมือนกันคือ การสอนในห้องเรียนที่ดึงความสนใจนักศึกษาได้ยาก เนื่องจากรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style) ของเด็กในยุคดิจิตอลเปลี่ยนไป ความรู้ที่เคยได้จากการฟังเล็กเชอร์กลายเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ในอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ทำให้การสอนในรูปแบบเดิมเกิดประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเดิม จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้ความรู้นักศึกษาในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาอยากเรียนรู้ และได้รับประโยชน์สูงสุดในชั้นเรียน

ดร.ก้องกาญจน์ วชิรพนัง หรือ อ.โจ เป็นอาจารย์ท่านหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบสอนวิชาบังคับนอกหลักสูตร หรือ Gen-Ed ที่มักเป็นห้องเรียนใหญ่ ต้องสอนนักศึกษาพร้อมๆกันครั้งละกว่า 1,500 คน ซึ่งคนที่เป็นนักศึกษา (หรือเคยเป็นนักศึกษา) ต่างรู้ดีว่า วิชา Gen-Ed หรือวิชาเลือกเสรีนั้น เป็นวิชาเก็บ A ที่นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ และไม่ต้องการเสียพลังงานมากไปกับการเรียนวิชาเหล่านี้ 

อ.โจ จึงใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา และปรับปรุงวิธีการสอนด้วยการทำความเข้าใจความต้องการของนักศึกษา บวกกับทัศนคติด้านชุมชนสังคมที่อาจารย์อยากจะปลูกฝังให้กับนักศึกษา จนกลายเป็นวิชาที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการออกแบบชั้นเรียน ตั้งแต่ต้นจนจบภาคการศึกษา ทาง School of Changemakers จึงเชิญ อ.โจ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และประเด็นที่น่าสนใจในวงคุยระหว่างอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ประเด็นที่น่าสนใจ 

  • เรียน...เพราะอะไร : ต้องมีการพูดคุยกับนักศึกษาจนเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เพื่อมาออกแบบกระบวนการเรียนการสอน ให้นักศึกษาเรียนแล้วสามารถเชื่อมโยงกับโลกข้างนอก หรืออาชีพที่ตนอยากทำได้
  • "ขอ A นะจารย์!" : นักศึกษาอยากลงเรียนวิชาที่เรียนง่ายๆ ได้เกรดดีๆ ไม่อยากเหนื่อยกับการทำโปรเจกต์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นวิชาเลือก หากอาจารย์เข้าใจในจุดนี้ ก็พยายามทำให้การเรียนรู้จบในห้องเรียน โดยไม่จำเป็นต้องมีการบ้านเพิ่ม
  • เวลาเรียน = อัพเลเวล : ถ้าอาจารย์หน้าห้องสอนไม่น่าสนใจ นักศึกษาก็จะใช้เวลาส่วนนี้ทำอย่างอื่นในห้องเรียนแทน เช่น เล่มเกม ดังนั้นอาจารย์ควรพัฒนาเทคนิค และวิธีการสอนให้เข้ากับเด็กยุคใหม่ 
  • Trust me, I’m an engineer ! : การสอนต้องทำให้เห็นจริงๆ จึงควรให้นักศึกษาได้ไปเล่นจริง เจ็บจริง จะได้เลิกมั่นใจแบบผิดๆ การส่งเด็กออกไปสัมผัสประสบการณ์จริงจะทำให้นักศึกษาได้ทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานกับ “คน” แล้วเมื่อเด็กเจ็บกลับมา เราค่อยใส่กระบวนการใหม่ หรือให้เครื่องมือ ชวนคิด ตั้งคำถามใหม่ เด็กก็จะยอมฟังเรามากขึ้น
  • “ลดความอ้วนบ้างนะอาจารย์” : ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ จะช่วยลดระดับจากการ ‘สอน’ เป็นการ ‘โค้ช’ ด้วยการรับฟังและตั้งคำถาม ทำให้นักศึกษากล้าพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ตรงๆ มากขึ้น

นอกจากนี้ในวงคุยของอาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย มีการแบ่งปันเทคนิคการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนการสอนในห้องเรียน ดังนี้ 

1. ทำอย่างไรให้นักศึกษารู้เป้าหมายว่าวิชานั้นๆ จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวในชีวิตนักศึกษาได้ ?
เทคนิค : ก่อนเริ่มต้นวิชาในแต่ละภาคการศึกษา อาจารย์ควรบอกเป้าหมาย และความคาดหวังของอาจารย์ให้เด็กรู้ จากนั้นแจก ‘กระดาษความคาดหวัง’ กับนักศึกษา ให้เขียนว่า “ถ้าเรียนจบอยากเป็นวิศวะ วิชานี้จะช่วยคุณได้อย่างไร?” เพื่อปรับความคาดหวัง และเป้าหมายในการเรียนระหว่างอาจารย์และนักศึกษาให้สอดคล้องกัน

2. ทำอย่างไรให้นักศึกษามีส่วนร่วม และเกิดการเรียนรู้ขึ้นในห้องเรียน ?
เทคนิค : ถ้าพูดเนื้อหาเต็มๆ ตลอด 3 ชั่วโมง ตัวอาจารย์เองก็เหนื่อย นักศึกษาก็ไม่ฟัง เพราะน่าเบื่อ อาจลองปรับสัดส่วนเวลาสอนให้เหลือ 1-1.5 ชั่วโมง เพื่อพูดแต่เนื้อหาสำคัญ แล้วใช้เวลาที่เหลือในการทำกิจกรรม เช่น เล่นบอร์ดเกมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่สอน เพื่อให้นักศึกษาได้คิด วิเคราะห์ พูดคุยกัน แล้วจบในห้อง ไม่ต้องมีการบ้าน 
นอกจากนี้อาจารย์ต้องฟังความคิดเห็นของนักศึกษา โดยเพิ่มส่วนการ Reflection ซึ่งสำคัญต่อการเรียนรู้มาก ไม่ใช่แค่ให้ออกมาพรีเซนต์หน้าห้องแล้วจบไป แต่นักศึกษาควรมีโอกาสได้แชร์ความรู้สึก และสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วย

3. เวลาอาจารย์ถามว่า “เข้าใจไหม ใครมีคำถาม?” กลับไม่มีใครถาม ทั้งๆที่ไม่เข้าใจ 
เทคนิค : Exit-Ticket ทำได้โดยการแจกกระดาษ post-it ให้นักศึกษาเขียนก่อนจบชั้นเรียนว่า ‘สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้คืออะไร’ และ ‘สิ่งที่ยังไม่เข้าใจคืออะไร’ แล้วให้แปะไว้ที่ประตูก่อนออกจากห้องเรียน เมื่อนักศึกษาได้เห็นสิ่งที่เพื่อนยังไม่เข้าใจ ก็จะเกิดการพูดคุย แนะนำกันเอง โดยอาจารย์ไม่ต้องช่วยหาคำตอบ 

4. ทำอย่างไรให้นักศึกษาทำตามกฎ เช่น การเข้าเรียนให้ตรงเวลา ?
เทคนิค : ตั้งกฎร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา แล้วหาจุดตรงกลางร่วมกันที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ เช่น คาบเรียนเช้าเกินไป นักศึกษาจะมาได้กี่โมงให้เขากำหนดเอง โดยเป็นเวลาที่เราไม่รู้สึกว่าสายเกินไป และส่วนใดที่อนุโลมให้ได้ ก็อนุโลม เช่น ถ้าคาบเรียนเช้าเกินไป ก็ให้นำอาหารเช้ามารับประทานในห้องร่วมกันได้ 

5. ทำอย่างไรเมื่อนักศึกษาเล่นมือถือในห้องเรียน ?
เทคนิค : ลองปรับมุมมองว่ามือถือไม่ใช่ศัตรูของอาจารย์ แต่เป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียน เช่น ให้ลิงก์ไปดูในมือถือ ให้เสิร์ชหาข้อมูลมาพูดคุยกันในชั้นเรียน ให้ส่งการบ้านด้วยการถ่าย selfie แล้วติด hashtag หรือการตรวจการบ้านผ่าน Facebook ซึ่งการปรับให้การเรียนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของนักศึกษา จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนให้สนุกขึ้น เขาจะไม่ต่อต้านเรา

6. ทำอย่างไรเวลาให้คะแนนผลงานนักศึกษา ถ้าเด็กไม่ชอบให้ติงาน/วิจารณ์งาน?
เทคนิค : ควรสื่อสารหลักเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจนตั้งแต่แรก โดยอาจใช้วิธีให้นักศึกษาประเมินตนเอง หรือให้คะแนนเพื่อน (Peer-to-peer Review) แต่อาจารย์ต้องกำหนดสัดส่วนของการเฉลี่ยคะแนนเพื่อรักษาสมดุลของระดับผลงานตามความเป็นจริง เช่น อาจารย์ให้คะแนนคิดเป็น 60% ที่เหลือจะเฉลี่ยจากคะแนนที่เพื่อนแต่ละกลุ่มช่วยกันให้อีก 40% ซึ่งแม้วิธีนี้อาจทำให้อาจารย์เหนื่อยมากขึ้น แต่อาจารย์หลายท่านก็เห็นตรงกันว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และชัดเจน ไม่เป็นที่กังขา

7. เทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับการเรียนในห้องเรียน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับห้องเรียนขนาดใหญ่)

  • Lino : พิมพ์ Post-it บนคอม หรือมือถือ แล้วฉายขึ้นจอได้เลย
  • Sli.do : ถามคำถามขึ้นจอกลาง หรือรับคอมเมนต์จากห้องอื่นๆ (ในกรณีที่ถ่ายทอดทางจอโทรทัศน์สอนพร้อมกันหลายห้อง) 
  • Padlet : ตัวช่วยในการทำงานกลุ่มในห้องเรียน 
  • Blackboard : ตัวช่วยออนไลน์สุดคลาสสิค สำหรับอาจารย์และนักศึกษา ให้สามารถส่งงาน และสื่อสารกันง่ายมากขึ้น 

เนื้อหาสรุปจากการอภิปรายเครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย Changemakers Incubation Network ในงาน EAT-MEET-SHARE เมื่อวันที่ 15-16 มิถุนายน 2560 

Hashtags: