Chiang Mai Maker Club : แนวทางการสร้างนวัตกรรมนอกห้องเรียน ผ่านการสนับสนุนเด็กทำเรื่องเล่นให้จริงจัง

11 ตุลาคม 2560
การศึกษาการเข้าถึงการศึกษา, การเลือกเรียนต่อ, การเล่น, คุณภาพการศึกษา, คุณภาพครู, ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, ศักยภาพเด็กและ เยาวชน, เยาวชนกลุ่มเสี่ยง, การมีส่วนร่วม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, สื่อมวลชน, คอร์รัปชั่น, บรรเทาภัยพิบัติ, ศิลปวัฒนธรรม, ศีลธรรม, กฎหมายและนโยบาย,

เด็กเยาวชน,

เริ่มต้นจากปัญหาในภาคธุรกิจของบริษัทซอฟแวร์ ที่ขาดคนพัฒนาฮาร์ดแวร์ดีๆ ที่สามารถใช้ควบคู่กับซอฟท์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาได้ จึงเป็นจุดเเปลี่ยนที่ทำให้คุณหมอจิมมี่ นายแพทย์ภาณุทัต เตชะเสน เจ้าของบริษัท จิมมี่ ซอฟต์แวร์ ได้ออกเดินทางตามหาคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่สามารถสร้างนวัตกรรมจากที่ต่างๆ ทั้งภาคเอกชน มหาวิทยาลัย แต่กลับพบว่าความจริงที่ว่า คนเหล่านี้ ไม่ได้ทำงานอยู่ทั้งในภาคเอกชน และไม่ได้อยู่ในระบบมหาวิทยาลัย แต่สิงอยู่ตามร้านกาแฟ นัดพบปะกันภาคค่ำ เพื่อที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนผลงานสร้างสรรค์ของตนเองที่ทำขึ้นมาแบบ“เล่นๆ สนุกๆ ทำเอามันส์”

ช่องว่างของปัญหาที่คุณหมอจิมมี่พบ คือ

  1. คนทำงานในภาคธุรกิจ พนักงานบริษัท ส่วนมาก จะไม่มีแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรม ทำตามกรอบหน้าที่ ถึงแม้จะมี “หน่วยงานนวัตกรรม” ที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม
  2. นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ไม่ได้เกิดในมหาวิทยาลัย   งานวิจัยส่วนมาก ไม่ถูกนำมาใช้จริง รวมถึง ถ้าจะรอให้เด็ก สอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนกว่าจะจบ จบออกมาหางานทำ จนสามารถสร้างนวัตกรรมได้นั้น ใช้เวลานานมากเกินไป หากเราจะต้องรอให้คนคนนึงโตจนทำงานก่อน จึงจะสามารถสร้างนวัตกรรมได้ เราต้องรอนานขนาดนั้นเลยหรือเปล่า?
  3. มีเด็กๆ จำนวนมาก ที่มีความคิดสร้างสรรค์ อยากทดลองทำอะไรใหม่ๆ สนุกสนานกับการ “เล่น”  แต่ขาดการโอกาสและสนับสนุน เช่นเครื่องมือ อุปกรณ์ สถานที่

คุณหมอจิมมี่ยกตัวอย่างว่า อย่างในต่างประเทศ จะมีงาน Maker fair ที่ไปจัดตามที่ต่างๆ จริงจังมาก ทุกคน สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ จากความสนุก ที่ได้ลงมือทำและอยากอวดผลงานตัวเอง  ด้วยไอเดียนี้จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ที่จะสร้างพื้นที่ที่ผสมผสานระหว่าง Creativity + Innovation ให้เหล่าบรรดา Maker (นักประดิษฐ์) ในประเทศไทยบ้าง โดย เริ่มต้นจากการเอื้อเฟื้อพื้นที่ในบริษัทให้เป็นสถานที่นัดพบ สำหรับคนเหล่านี้(ย้ายจากเจอกันร้านกาแฟ กะดึก มานั่งที่ออฟฟิสคุณหมอแทน)  พร้อมทั้งควักเอางบ csr ของบริษัทมาลงทุนซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สนับสนุนเหล่าบรรดาเมคเกอร์ ซึ่งมีตั้งแต่เด็กชั้นมัธยม มหาวิทลัย ไปจนถึงบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มารวมตัวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้าง”แหล่งความรู้สาธารณะ” ที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ ทุกคนๆ คนที่มารวมตัวกันที่นี่สามารถใช้งานพื้นที่ได้ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องทำงานบนเงื่อนไขที่ว่าความรู้ทุกอย่างที่ได้มานั้นต้องเป็น Open Source ที่ใครจะมาหยิบไปใช้ต่อยอดก็ได้ รวมถึงต้องเขียนบทความบน Blog เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ได้มา ให้คนอื่นด้วย

เริ่มต้นจากแค่ 3D printer ราคาหลักหมื่นตัวเดียว  คุณหมอเล่าว่าในตอนแรก เด็กๆ ทุกคนมาจากคนละที่ ถึงแม้จะมีพื้นที่ให้แต่ก็นั่งคุยกันอยู่คนละมุม ไม่รู้จักกัน คราวแรกที่ซื้อปริ้นเตอร์มาตั้งใจให้มาแบบแยกเป็นชิ้นส่วนแล้วบอกว่า ทำคู่มือหาย! (จริงๆ ไม่หายหรอกนะ 555) ถ้าอยากเล่นก็หาทางประกอบกันเอาเอง เริ่มต้นโจทย์จากความท้าทายและความอยากเรียนรู้ นับตั้งแต่วันนั้น เวลาผ่านไปไม่นาน ปรากฏว่า ผลงานที่เด็กๆร่วมกันทำขึ้นจาก 3D printer ผ่านการลองผิดลองถูก ขวนขวายหาบทความต่างประเทศมาอ่าน  เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ด้วยตนเอง จนออกมาเป็นผลงานที่น่าทึ่ง  ที่ 3D printer ของบริษัทคุณหมอที่ลงทุนซื้อตัวละเป็นแสน มีพนักงานที่ผ่านการเทรนยังทำงานออกมาได้ไม่ดีเท่าปริ้นเตอร์ตัวละหมื่นกว่าบาท จนหลังๆ มานี่ พนักงานที่บริษัท ต้องมาขอให้เด็กๆ ไปเป็นที่ปรึกษาให้อีกด้วย

Key Success Factors สำคัญที่ทำให้เมคเกอร์คลับประสบความสำเร็จ เด็กๆอยากจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมา คือ

  1. Passion : คนที่เข้ามามีแพชชั่นอยากจะทำ ไม่งั้นเข้ามาทำโปรเจกต์จบตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ไป
  2. Place : มีสถานที่และอุปกรณ์ที่เอื้ออำนวย
  3. Peer : มีเพื่อน มีคนหลากหลายที่มีแพชชั่นร่วมกันเข้ามาทำงานด้ยกัน

คุณหมอให้ความเห็นว่าเมื่อมีปัจจัยเหล่านี้ครบ มีแนวโน้มที่นวัตกรรมสามารถเกิดได้ตามธรรมชาติ  ผลงานต่างๆที่ทำขึ้นมานั้น บ้างถูกนำไปใช้งานจริง ต่อยอดในเชิงพาณิชย์  เช่น แผงวงจรเชื่อมระบบไวไฟ (wifi) ที่สามารถสั่งเปิด-ปิดไฟ เปิดเครื่องชงกาแฟ เปิดเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น  แต่เชียงใหม่เมคเกอร์คลับนั้นไม่ได้อยู่ในฐานะสตาร์อัพจึงไม่ได้ไปในทิศทางที่จะ raise fund แต่เป็นเหมือน Social enterprise ที่ไม่มีใครได้รับปันผล หรือเป็นเจ้าของ เมื่อมีเงินเข้ามาก็กลับไปลงทุนเพิ่มในตัวองค์กร เพื่อที่จะสร้างให้เป็นแหล่งความรู้สำหรับ start up ที่ทำเรื่องพวกนี้  ปั้นคนที่มีหน้าที่ทำงานป้อนให้กับวงการแทน เพราะส่วนมาก start up จะเก่งเรื่องวิธีการคิด business model แต่ถ้าลงมือทำ หรือทำงานวิจัยยัง ไม่มีหน่วยงานที่จะลงลึกขนาดนี้ เช่น การทำหุ่นยนต์ image processing เพื่อจะเป็นก้าวต่อไปในการทำ self-driving car หรือ หุ่นยนต์ไร้คนขับ เราอาจจะไม่ได้ไปแข่งกับ บ.ใหญ่ๆ ระดับโลก แต่ในตลาดจะมีความต้องการ ในระดับง่ายๆ เช่นหุ่นยนต์ซื้อของให้คนพิการ หุ่นยนต์ส่งเอกสารในออฟฟิส ซึ่งจะมี startup ที่ต้องการเทคโนโลยีเหล่านี้ที่คอยมารองรับ

หากถามว่ากลัวคนจะมาก็อบปี้องค์ความรู้ต่างๆ ไปไหม คุณหมอจิมมี่บอกว่า ทุกอย่างตั้งใจให้เป็น Open Source อยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้เมคเกอร์คลับจึงโตเร็วมาก ความรู้เยอะมากเพราะต่อยอดกันไปมา และ สุดท้ายคนที่อยากก็อบ ก็ก็อบไปไม่ได้เพราะมันใหญ่เกินกว่าจะก็อบไหวอยู่ดี

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ : https://cmmakerclub.com/

https://www.facebook.com/ChiangMaiMakerClub

Case Study อื่นๆ เพิ่มเติม

ในประเทศไทยนั้น maker club เกิดขึ้นโดยเอกชน เป็นผู้ริเริ่ม และสานต่อ ในขณะเดียวกันคุณหมอจิมมี่เล่าว่า ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์นั้น รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญให้พื้นที่ชั้นล่างของ  National Design Center โดยให้บริษัทเอกชนมาประมูลเพื่อเข้ามาบริหารพื้นที่และรัฐจ่ายเงิน subsidize ให้เพื่อให้เมคเกอร์เสปซที่ดำเนินงานโดยเอกชนนี้สามารถดำเนินงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ความน่าสนใจคือภาคเอกชนสิงคโปร์นั้นคิดต่างจากเรา มีบริษัทเมคเกอร์ในประเทศมีอยู่แล้ว 6 บริษัท เมื่อเปิดให้ประมูลราคา แข่งขันกัน บริษัททั้ง 6 แห่งตัดสินใจที่จะไม่แข่งกัน แต่ร่วมมือกันตั้งเป็นบริษัทใหม่ไปประมูลในนามกลุ่ม One Maker Group (OMG) โดยมีคู่ แข่งอย่าง TechShop บริษัทเมคเกอร์ขนาดใหญ่ของอเมริกาที่เข้ามาประมูลพร้อมกิจกรรม option ต่างๆ เยอะมาก เรียกได้ว่า ​TechShop นั้น ใหญ่กว่า บริษัทเอกชนทั้ง 6 แห่งในสิงคโปร์รวมกันเสียอีก แต่สุดท้าย รัฐบาลเลือกที่จะสนับสนุนบริษัทสิงคโปร์ ให้เข้ามาบริหารพื้นที่ เวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2014 OMG  เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

http://www.onemakergroup.com/

http://www.techshop.ws/

Hashtags: