[CMIN#2]Community Based Learning เพื่อสร้างบัณฑิตให้เป็นที่พึ่งทางปัญญาให้กับสังคม

16 ตุลาคม 2560
สุขภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพ, ความรู้ในการดูแลสุขภาพ, สุขภาพจิต, การดูแลผู้สูงอายุ, ศักยภาพเด็กและ เยาวชน, การมีส่วนร่วม, ศีลธรรม, กฎหมายและนโยบาย,

ครอบครัวชุมชน, ผู้สูงอายุ, เด็ก, เยาวชน,

สรุปบทความ จากเวทีแลกเปลี่ยน CMIN#2 นำกลุ่มโดย ผศ.ทพ.ดร. สุธี สุขสุเดช  ทันตกรรมชุมชน


เมื่อการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศชาติ คือหนึ่งในภาระหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัย จากวิสัยทัศน์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เล็งเห็นว่าบัณฑิตที่จบออกไปควรเป็นมากกว่า “นักเทคนิกทำฟัน”  แต่เป็น บัณฑิต ในฐานะ “ที่พึ่งทางปัญญา” ให้กับสังคม  ประกอบกับสถานการณ์คาดการณ์ในอนาคตว่าตำแหน่งทันตแพทย์ตามหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จะมีน้อยกว่าจำนวนบัณฑิตที่จบออกมาในแต่ละปี จึงเป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัย ที่จะผลิตบัณทิตให้มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง มีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างสาขาวิชา เพื่อขยายศักยภาพการทำงานทันตกรรมออกไปได้กว้างขวางขึ้น  จึงเป็นที่มาของการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐานการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ ภายใต้กลุ่มวิชาการสร้างเสริมสุขภาพโดยให้นักศึกษาปฏิบัติงานในชุมชนเดิมต่อเนื่องสามรอบในการเรียน ชั้นปีที่ 2 , 4 และ 6 (What)

หัวใจหลักของการเปลี่ยนกรอบความคิดในการทำงานของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ลงไปทำงานร่วมกับชุมชน

Why : 

ด้วยวิสัยทัศน์และกรอบความคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การออกแบบกระบวนการเรียนการสอน  เพื่อ “สร้างประสบการณ์” จัดให้นักศึกษาริเริ่มทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน  ลงมือทำจริงและมองเห็นความซับซ้อนและหนทางคลี่คลายปัญหาแบบองค์รวม เพราะชุมชนทุกแห่ง แตกต่างกัน  มีความหลากหลายซับซ้อนของปัญหาหลายปัญหาเกี่ยวเนื่องกัน

สิ่งที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้

  • ทำลายมายาคติเดิม เกี่ยวกับชุมชน โดยเฉพาะการมองชุมชนเสมือนเป็นภาชนะว่าง และแนวคิดที่ว่า การให้ความรู้แต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ปัญหาได้ทุกประเภท

  • เลิกใช้คำว่ากิจกรรมสร้าง Awareness (ความตระหนัก) หากแต่มองความตระหนัก ค่านิยม และทัศนคติ ในฐานะองค์ประกอบของพฤติกรรม สุขภาพ กิจกรรมในโครงการที่ทำคือการสร้างปัจจัยด้านนโยบาย หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการปรับพฤติกรรมมาสู่พฤติกรรมสุขภาพ

  • อย่าติดกับดัก “วิชาชีพเฉพาะ” ไม่จำเป็นต้องจำกัดกรอบวิธีแก้ปัญหาตามความเชี่ยวชาญของเราอย่างเดียวเท่านั้น
  • โฟกัสที่สิ่งแวดล้อม และปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรม โดยใช้  PRCEDE-PROCEED Model (Green L, Kreuter M. Health program planning) (Framework ด้านสุขภาพที่ช่วยวิเคราะห์ แยกแยะสถานการณ์เพื่อให้สามารถออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ)

Where :

การเลือกพื้นที่ อาจารย์จะต้องทำการลงไปสำรวจพื้นที่ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  1. ความซับซ้อนของพื้นที่ ปัญหาสุขภาพ ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยเชิงสุขภาพ เชิงสังคม
  2. ทรัพยากรที่มี เช่น จำนวนอาจารย์ที่สามารถลงพื้นที่ไปกับนักศึกษา  งบประมาณ  เวลา
  3. ผลประโยชน์ ต่างๆ ในพื้นที่ ผลประโยชน์จากการฝึกปฏิบัติงาน ผลประโยชน์ในเชิงนโยบาย ข้อมูล
  4. ข้อจำกัดของพื้นที่ เช่น ด้านที่พัก ความปลอดภัยและการเดินทาง

การเตรียมพื้นที่

Must Have : การสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่ลงไปพูดคุยกับ ผู้นำอย่างเป็นทางการ เช่น นายอำเภอ ผู้นำระดับท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการในพื้นที่ รวมถึงบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อทำความเข้าใจการเข้าไปเรียนรู้ของนักศึกษา สิ่งสำคัญคือ ต้องสื่อสารความคาดหวังของชุมชน และสิ่งที่เราจะทำก่อนที่จะให้นักศึกษาลงไป เช่น การเสนอชาวบ้านว่าจะมีนักศึกษาเข้ามาอยู่ร่วมกับชุมชน สามารถเรียกใช้งานได้ทุกอย่าง  ขณะเดียวกัน นศ ได้มีโอกาสลงไปขลุกอยู่กับชุมชน เข้าใจบริบท ได้นำเครื่องมือต่างๆ ลงไปใช้ในระหว่างนี้ และไม่ได้ให้เป็นของบริจาคต่างๆ แต่จะลงมาช่วยรวมรวมข้อมูล วิเคราะห์ชุมชน ทำให้ชุมชนเห็นขนาดของปัญหาในเชิงปริมาณ และเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาไปสู่ปัจจัยต่างๆ  พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือก สุดท้าย ชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับ นโยบาย ลงไปถึงชาวบ้านจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจและลงมือทำเอง

การเตรียมนักศึกษา

Must Have : อาจารย์จะต้องสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ ให้นักศึกษาเล็งเห็นประโยชน์และความเชื่อมโยงกับตัวเอง และเตรียมพร้อมทักษะ และความรู้ต่างๆ ก่อนลงพื้นที่จริง อ.สุธีแชร์ว่าแต่ละวิชาจะใช้เวลาเตรียมนักศึกษาด้านความรู้ และทักษะอย่างเข้มข้นโดยใช้เวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์เต็ม ก่อนจะเข้าทำงานในพื้นที่

ทักษะและความรู้เบื้องต้นที่ใส่ให้นักศึกษา เช่น มารยาท การอยู่ร่วมกับชุมชน ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชุมชนนั้นๆ ปฏิทินชุมชน ซึ่งอาจารย์ได้ทำการบ้านมาก่อนแล้วตอนเตรียมพื้นที่ องค์ความรู้ด้านมนุษยวิทยา และด้านวิทยาการระบาด เช่น เทคนิคการถามคำถาม โดยเฉพาะคำถามยากๆ อย่าง การให้ความหมายของสุขภาพในมุมมองของชาวบ้านแต่ละคน โดยปรกติจะมีลิสต์คำถามเกี่ยวกับสุขภาพที่ต้องถามชาวบ้านไว้อยู่แล้ว ซึ่งนักศึกษาจะต้องฝึกตั้งคำถาม และ “ฟัง” เพื่อหา insight ให้ได้ นอกจากนี้ ในฐานะบุคลากรด้านสาธารณสุข นักศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโรค การทำความเข้าใจการกระจายของโรค และโยงใยความสัมพันธ์ของโรค ที่เป็นปัญหา อีกด้วย

How :

  • Phase 1 : ชั้นปีที่ 2 (ตอนเข้าคณะมาปีแรก)

เริ่มต้นทำความรู้จักชุมชนโดยใช้เครื่องมือ 7 ชิ้นเพื่อเรียนรู้วิถีชุมชน เช่น การทำแผนที่เดินดิน แผนผังเครือญาติ โครงสร้างชุมชน เป็นต้น

  • Phase 2 : ชั้นปีที่ 4 (ได้คาบเรียนวิชาต่อเนื่องถึงห้าสัปดาห์ เป็นช่วงก่อนที่ นศ จะเริ่มฝึกปฏิบัตงานในคลินิกทันตกรรม)

เข้าในชุมชนเพื่ออัพเดทข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับชุมชนที่เคยทำไว้เมื่อตอนปี 2 รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์ข้อมูล ทำการสื่อสารประสานงาน เพื่อสร้างนโยบาย หรือปรับสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ สุดท้ายนำเสนอโครงการด้านสุขภาพในชุมชนกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

  • Phase 3: ชั้นปีที่ 6 (หลังจาก นศ จบการฝึกปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรม)

กลับไปที่ชุมชนเดิม เพื่อติดตามโครงการที่ทำไว้เมื่อตอนปี 3-4 เพื่อประเมินผลโครงการ วิเคราะห์เพิ่มเติมในมุมมองด้านทันตสาธารณสุข รวมทั้งการจัดหน่วยบริการทันตกรรมเคลื่อนที่

ทั้งนี้ในแต่ละ phase จะมีอาจารย์ลงไปอยู่กับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด มีหน้าที่ช่วยสังเกต ให้คำแนะนำ ตั้งคำถามท้าทายนักศึกษา เพื่อให้เกิดประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้ รวมทั้งการที่อาจารย์ลงไปอยู่ด้วยตลอด จะช่วยป้องกันความเสียหายระหว่างนักศึกษาและชุมชนที่อาจเกิดขึ้นด้วย  นักศึกษาจะใช้เวลาทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม โดยใช้เครื่องมือที่เรียนมา มาลองทำจริงในพื้นที่ ถอดข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่และแผนภาพความสัมพันธ์ของเครือญาติในชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ออกมา เช่น การหาคำตอบว่าคนในชุมชนคิดว่าสุขภาพที่ดีคืออะไร หรือคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร แล้วค่อยเจาะจงลงมาเป็นพฤติกรรมสุขภาพ/สุขภาพช่องปาก นอกจากนั้นอาจารย์ยังช่วยตั้งคำถามในระหว่างการประชุม ทำข้อมูลให้กระจ่าง เป็นระบบ เพื่อตั้งเป้าว่าพฤติกรรมสุขภาพช่องปากที่ต้องการให้เปลี่ยนไปคืออะไร  เนื่องจากพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพทางทันตกรรมนั้น มีหลักๆ ประมาณ 6 เรื่อง (ได้แก่ การแปรงฟัน การใช้ฟลูออไรด์ อาหารปลอดภัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ การงดบริโภคยาสูบ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและขากรรไกร) จึงทำให้การตั้งเป้ามีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง โรงเรียนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เด็กมีอาการฟันผุ เมื่อไปทำความเข้าใจพบว่าเด็กชอบดื่มน้ำหวานต่างๆ ภายในโรงเรียน เพราะเล่นจนเหนื่อย อากาศร้อน เมื่อได้ดื่มน้ำหวานแล้วเย็นชื่นใจ เมื่อลองดูว่าจะจัดการกับปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมนี้ได้อย่างไร ลดการดื่มน้ำหวาน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมลดการดื่มน้ำหวาน (ดื่มอย่างอื่นแทนได้ไหม)  จึงต้องคิดว่าจะทำยังไงให้สู้กับน้ำหวานให้ได้ จึงลงไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่าตู้บริการน้ำเย็นในโรงเรียนมีสภาพเก่า สกปรกและครูกลัวว่าเด็กจะโดนไฟดูด จึงไม่ค่อยสนับสนุนให้เด็กดื่มน้ำจากตู้  วันสุดท้ายของกิจกรรมจึงคืนข้อมูลนี้ในการประชุมในหมู่บ้าน ที่มีทั้ง ผู้อำนวยการโรงเรียน พระ เจ้าหน้าที่อนามัย เจ้าหน้าที่ตำบล นายอำเภอ มาร่วมด้วย พอนักศึกษาแจ้งข้อมูลเหล่านี้ให้รู้เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป  ทั้งนี้บางโครงการชุมชนนำข้อมูลที่ได้จากนักศึกษาไปขยายผลต่ออย่างจริงจัง แต่ก็จะมีบ้างที่ไม่ได้เอาไปใช้งานอะไรเลย ด้วยข้อจำกัดต่างๆ

การวัดผล :

  • การประเมินโครงการ สามารถวัดผลเชิงคุณภาพและปริมาณจากการเปลี่ยนแปลง นโยบาย พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่  หลังจากที่เสนอข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้มีการนำนโยบายไปปรับเปลี่ยนหรือไม่อย่างไร  เมื่อลงไปจัดการกับปัจจัยต่างๆ และสิ่งแวดล้อมที่มีผลเกี่ยวข้องกับสุขภาพแล้ว พฤติกรรมของคนในชุมชนเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างไร    
  • การประเมินนักศึกษา สำหรับการเรียนรู้รายบุคคลนั้น มีการให้การบ้านนักศึกษาเขียน learning  journal เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ได้รับตลอดระยะเวลาการโครงการ ซึ่งอาจารย์สามารถติดตามการเรียนรู้ของนักศึกษาเป็นรายบุคคลได้

การประเมินผลการเรียนมีหลากหลายมิติ ทั้งคะแนนสอบ คะแนน quiz แต่ส่วนหลักอยู่ที่ ผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่เป็นผู้ให้คะแนน  เช่น ชาวบ้านและผู้นำชุมชน  ยกตัวอย่างใน phase 2 เมื่อได้ข้อมูล problem insights ของชุมชนมาแล้ว ถึงวันนำเสนอในที่ประชุม ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุม เป็นผู้ประเมินนักศึกษา

จากนั้นอาจารย์จึงนำทั้งสองส่วน (Learning ส่วนตัว และการประเมินจากผู้เกี่ยวข้อง) มาแตกออกเป็น Knowledge Skill Attitude เพื่อประเมินผลนักศึกษาอีกทีหนึ่ง

Learning ที่ได้ :  

1. การเลือกพื้นที่ให้สอดคล้องกับกำลังคน และทรัพยากรที่มีเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าครูอาจารย์น้อย อาจจะเลือกขอบเขตพื้นที่เดียว ให้เด็กลงพื้นที่เดียวกัน แต่ คนละตำบล คนละหมู่บ้าน หรือถ้าพื้นที่ไม่พร้อมอาจจะลดเหลือแค่ ระดับหน่วยงานเช่นโรงพยาบาล หรือโรงเรียน  เป็นต้น

2. ในการพานักศึกษาทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น สำหรับครู อาจารย์แล้วอย่าเล็งผลเลิศที่ตัวโครงการ เพราะบางครั้งผลลัพธ์ประกอบไปด้วยหลายปัจจัยทั้งตัวชุมชนเอง และข้อจำกัดต่างๆ หากแต่ครูอาจารย์มีหน้าที่จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม คือ ให้มีความปลอดภัยทางกายภาพ และ ทางวิชาการ ให้วัดผลจากสิ่งที่นักศึกษาได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ในวิชาชีพ

3. ตอนเริ่มต้นอาจจะใช้คะแนนเป็นตัวล่อ ให้เด็กลงมือทำ (เป็นข้อดีของอาจารย์ เพราะ เป็นทรัพยากรที่ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้สร้างแรงจูงใจให้เด็กได้) แต่เมื่อลงมือทำจริงไปสักพัก พบว่า ประสบการณ์ที่เด็กได้รับทางตรงนั้น สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้นักศึกษาลงมือทำ อย่างเต็มที่ โดยคะแนน เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หรือบางคนบอกว่า ไม่สนใจคะแนนเลยด้วยซ้ำ แต่อยากลงมือทำให้ดีที่สุดช่วยเหลือชาวบ้านและเห็นผลลัพธ์เกิดขึ้น

4. ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้มาจากการลงชุมชนปัญหาที่นักศึกษาเจอไม่เกี่ยวกับทันตกรรมโดยตรงก็ตาม เราสามารถชี้ให้นักศึกษาเห็นว่า ปัญหาทุกปัญหาเชื่อมโยงกันหมด  เราไม่สามารถมองปัญหาหรือชุมชนแบบแยกส่วน จากปัญหาหนึ่งที่อาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพโดยตรง แต่อาจจะสะท้อนให้เห็น “ลีลาชีวิต” ของคนคนนั้น ที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมด้านต่างๆ วีถีชีวิต การใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว สุขภาพกายและใจได้เช่นกัน หมอฟันไม่จำเป็นต้องทำแต่ฟัน รู้แต่เรื่องฟันอย่างเดียว เพราะไม่สามารถยัดเยียด“วิชาชีพเฉพาะ” ลงไปแก้ปัญหาทุกปัญหาได้  สิ่งสำคัญมากกว่าคือ การทำความเข้าใจ “ลีลาชีวิต” ของคนไข้นั่นเอง

Key Success Factors

1. โครงสร้างหลักสูตร การวางโครงสร้างหลักสูตรที่สนับสนุนการเรียนรู้มีส่วนสำคัญมาก สำหรับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ได้วางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มแรก โดยการเรียนการสอนเป็นแบบ Problem-Based Learning ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ระยะเวลาในการลงชุมชนมีมากพอที่จะเอื้อให้นักศึกษาเกิดแรงบันดาลใจ เข้าใจความซับซ้อน และโครงสร้างของชุมชน รวมถึงมองเห็นปัญหาและสามารถวิเคราะห์นำเสนอแนวทางแก้ไขได้

2. อาจารย์ จะต้องเข้าใจบริบทของการเรียนการสอน เป้าหมาย และความท้าทายของการการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐานการเรียนรู้  รวมถึงมีทักษะในด้านมนุษวิทยา ซึ่งนอกเหนือจากวิชาชีพเฉพาะ เช่น ทํกษะการฟัง การโค้ช การจับประเด็น มองเห็นโอกาสจากข้อมูลที่นักศึกษาได้มาเพื่อที่จะกระตุ้นให้นักศึกษาแสดงศักยภาพของตนเอง

3. ในแง่มุมของการทำงานและความก้าวหน้าในวิชาชีพควรจะสร้างระบบผลตอบแทนอาจารย์ให้เหมาะสม เพราะอาจารย์จะต้องลงพื้นที่ไปอยู่กับนักศึกษาตลอด 24 ชั่วโมง  นับเวลาการเรียนการสอนให้เป็นวันละ 12 ชั่วโมง ให้ค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นเบี้ยเลี้ยงสำหรับการออกไปทำงานนอกสถานที่ต่างๆ รวมถึงระบบสนับสนุน เช่น รถตู้ เพื่อให้อาจารย์และนักศึกษาที่ลงชุมชน สามารถใช้งานได้ตลอด กรณีที่มีความจำเป็น ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากการวาง งบประมาณ เอาไว้ตั้งแต่ต้น

4. งบประมาณ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ควรวางงบประมาณให้ครอบคลุมไว้แต่ต้น เผื่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ ค่าอาหารนักศึกษา ค่าตอบแทนอาจารย์ ค่าเดินทาง ค่าตอบแทนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชน เช่น คนที่พาลงสำรวจพื้นที่ เป็นต้น
 


หากยังไม่ได้เริ่ม จะเริ่มอย่างไร?  อาจารย์สุธี แนะนำว่า ให้เริ่มจากการสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะมีเวลาหรืองบมากน้อยแค่ไหน ทำให้เกิดความท้าทายนิดๆ สำหรับนักศึกษา แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เค้าทำมีประโยชน์

  • เริ่มจากเล็กๆ  Lean ที่สุด เช่น ถ้าสอนวิชา 1 หน่วยกิตจะทำไรได้บ้าง  
  • สร้างโครงการเล็กๆ ลองให้นักศึกษาได้มีโอกาสได้ลงมือทำให้ไว ล้มให้ไว และทดลองซ้ำเพื่อเรียนรู้ ใช้กระบวนการของ Lean Start Up เข้ามาประยุกต์ในส่วนนี้ได้

Case Study ของนักศึกษาที่น่าสนใจ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่   http://www.youtube.com/playlist?list=PLLbh9k2MsNFEzS_PFxqEDCYSVLDkEjHCP
Slide ที่เกี่ยวข้อง : https://drive.google.com/open?id=0BzkINTakVwt1TDU5MTZ1QmpBOVk

 
 
Hashtags: