Systems Thinking แก้ปัญหาสังคมจากการคิดกระบวนระบบ

08 พฤศจิกายน 2560
All

All

Analytical mind workshop

ปัญหาสังคมทุกปัญหานั้นซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย ในขณะที่เรามีทรัพยากรจำกัด (ทีมงาน เวลา ความรู้ เงิน) หากเราเข้าใจภาพรวมปัญหาหรือระบบทั้งหมด ว่าปัญหาที่เราสนใจมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง และหาปัจจัยที่สำคัญที่สุด (จุดคานงัด) ได้ เราจะสามารถทุ่มแรงลงมือทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

Workshop นี้จะชวนคุณเรียนรู้หลักการของการคิดกระบวนระบบ หรือ Systems Thinking และเครื่องมือ System Diagrams เพื่อค้นหาจุดคานงัดในการแก้ปัญหา ผ่านปัญหา 5 หัวข้อ (ท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น, ขยะ, สังคมก้มหน้า, อาหารปลอดภัย และสังคมผู้สูงอายุ)

โดย พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ทีมงาน School of Changemakers 

ห้อง X11.7  เวลา 14.00-16.30 น. 
 

Workshop Agenda:

  1. Intro 
  2. Behavior Over Time graph 
  3. Systems diagrams 
  4. Further learning 

 

Intro:  

Workshop นี้ เลือกแนะนำเครื่องมือของ sytems thinking เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สนใจการแก้ปัญหาสังคมที่ต้องการฝึกการคิดวิเคราะห์ปัญหาเพื่อหากลยุทธ์ ว่าจะแก้ปัญหาที่ตรงไหนดี  สำหรับ systems thinking หรือการคิดกระบวนระบบนั้น พัฒนามาจากทีมนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัย MIT ที่นำเอาความรู้เรื่อง modeling มาใช้กับการมองปัญหาสังคม   และ Peter Senge ได้นำเสนอ Systems Thinking เป็น 1ใน 5 องค์ประกอบของการสร้างองค์กรเรียนรู้ (Learning Organization) 


ก่อนที่จะเข้าสู่การแนะนำเครื่องมือสองชิ้น (Behavior Over Time graph และ Systems diagrams) สำหรับการวิเคราะห์และหากลยุทธ์ สิ่งทีต้องการทำความเข้าใจอันดับแรกคือ ความเข้าใจของเราต่อการมองปัญหาสังคม 

 

Social problem is complex or complicated? 

แม้ว่า complex และ complicated ภาษาไทยจะแปลว่าซับซ้อนได้ทั้งคู่ แต่ความหมายไม่ได้เหมือนกัน complicated คือความซับซ้อน ที่เพราะมีองค์ประกอบมากมาย แต่หากมีความรู้ความเข้าใจ หรือมีคู่มือ เราก็จะถอดรหัสหรือจัดการกับปัญหาได้. เหมือนการซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดเครื่องออกมาแล้วมีสาย มีแผงวงจรและส่วนประกอบต่างๆ มากมาย หากต้องการจะซ่อม หรือเรียนรู้การทำงานของเครื่อง แม้ต้องใช้เวลานานในการทำความเข้าใจ แต่ความซับซ้อนนั้นสามารถจัดการได้  ส่วน complex นั้นไม่เหมือน complicated เพราะความซับซ้อนของ complex นั้น นอกจากจะมีองค์ประกอบเกี่ยวข้องมากมาย และความเกี่ยวข้องกันของปัจจัยต่างๆ หรือองค์ประกอบนั้นเข้าใจได้ยากกว่า และอาจมีปัจจัยเกี่ยวข้องทีคิดไม่ถึงอีกด้วย  ปัญหาสังคมนั้นจึงเป็นความซับซ้อนแบบ complex  ซึ่งเราต้องตระหนักก่อนว่าไม่ใช่ complicated ที่จะเข้าใจได้ง่าย มีสูตรสำเร็จ หรือคำตอบเดียว และควรระวังถึงปัจจัยที่เราอาจคิดไม่ถึงด้วย 
 

Why systems thinking?

Systems thinking ไม่ใช่ systematic thinking (การคิดเป็นระบบ)  Systems thinking การคิดกระบวนระบบ หรือ คิดแบบเห็นระบบนี้ คือการมองปัญหาให้เข้าใจภาพรวมว่าปัญหาสังคมที่เราเห็น ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง มันคือแค่อาการของปัญหา หรือ พฤติกรรมที่แสดงออกทำนั้น ปัญหาจริงๆ มักมองไม่เห็น และมีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย    การทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ว่าในปัญหาที่เราสนใจมีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง และเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะทำให้เราเห็นโอกาส (จุดคานงัด) ในการแก้ปัญหา  นอกจากนั้น systems thinking ยังจะ 

  • ช่วยทำให้เราแก้ปัญหานึงแล้วไม่ก่ออีกปัญหานึง  
  • ไม่แก้ปัญหาแยกส่วน แต่แก้จากภาพรวมทั้งหมด 
  • ไม่แก้ปัญหาระยะสั้นและก่อปัญหาระยะยาว 
  • เห็นความจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เห็นในสิ่งที่อยากเห็นเท่านั้น 
     

Behavior Over Time graph

สำหรับเครื่องมือแรก BOT graph นั้น จะช่วยให้เรามองปัญหาในลักษณะเป็นรูปแบบ หรือ Pattern ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ปัญหาคือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์นึง  
 

การใช้กราฟนี้เร่ิมต้นจาก 

  1. การระบุ behavior ในปัญหาที่เราสนใจ โดย behavior นั้นควรเป็นตัวบ่งชี้ หรือ indicator ของปัญหานั้น  behavior นั้น อาจเป็นได้ทั้ง hard หรือที่เห็นได้ชัด วัดง่าย หรือ soft ที่เป็นนามธรรม วัดยากกว่า เช่น หากเราพูดถึงปัญหาสุขภาพของเรา hard behavior อาจจะเป็น จำนวนครั้งที่ไปหาหมอ การลางาน นำ้หนัก   soft behavior อาจจะเป็น รูปร่างดูโทรม อมโรค ดูไม่กระตือรือร้น จากนั้นเลือกอันที่น่าจะเป็น behavior หลักมาใส่แกนตั้ง ระบุหน่วยและ scale เช่นตามตัวอย่าง ระบุปัญหาทะเลไทยกำลังตาย โดยใส่ปริมาณขยะในทะเลเป็น behivor และระบุหน่วยเป็นตัน และระบุscale จำนวน 1.5 ตันไว้ตรงกลาง 
  2. จากนั้นระบุระยะเวลาในแกนนอน (ระยะเวลาที่ระบุให้ไล่จากปัจจุบัน (2017) ถอยหลังไปไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ หรือเท่าที่พอมีข้อมูล (ในที่นี้ 2012) และไล่จากปัจจุบันไปอนาคต โดยระบุระยะเวลาไปในอนาคตพอๆ กับที่ไล่ไปในอดีต (ในที่นี้ 2022)  
  3. จากนั้นพล็อตกราฟตามข้อมูลที่มีจากอดีตถึงปัจจุบัน ปริมาณระยะแต่ละปีมีจำนวนเท่าไร 
  4. เมื่อระบุข้อมูลในอดีตได้ ลักษณะเส้นกราฟของอดีตจะช่วยทำให้วาดเส้นกราฟต่อได้ว่าหากเราไม่ทำอะไรเลย แนวโน้มของปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้น (เส้น trend) 
  5. และเป็นคำถามให้เราได้คิดต่อว่าแล้วหากเราอยากจัดการกับปัญหาที่ behavior นี้ เราอยากตั้งเป้าหมายเป็นอย่างไร ในที่นี่คือชะลอการเพิ่มขึ้นของขยะ เพราะหากเราไม่ทำอะไรเลยปี 2022 ปริมาณขยะมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านตันต่อปี

Systems diagram

จากกราฟไปสู่การวาด systems diagram นั้น เร่ิมต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลในการทำกราฟ ข้อที่ 3 ในการสังเกตุ behavior ในอดีต ในแต่ละช่วง(2012-2017) มีขยะมีปริมาณมากขึ้น คำถามคือทำไม อะไรบ้างเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นนี้ แล้วนำเอาปัจจัยทั้งหมดนั้นมาหาความเชื่อมโยง ว่าปัจจัยใดส่งผลต่อกันบ้าง อย่างไร (การวาด causal loops) ในตัวอย่างด้านล่าง เป็นตัวอย่างของการนำเอาปัจจัยในปัญหาสังคมผู้สูงอายุมาวาดให้เห็นความสัมพันธ์ของปัจจัย คือ 1 อัตราการเกิด ส่งผล (วาดลูกศรชี้ไปทาง) จำนวนประชากร (มากขึ้น ซึ่งแทนด้วยเครื่องหมาย +)  และอีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ อัตราการตายที่ก็ส่งผลต่อ (วาดลูกศรชี้ไปทาง) จำนวนประชากร (ลดลง ซึ่งแทนด้วยเครื่องหมาย -)  

ซึ่งหากในขั้นตอนของการทำกราฟเรามีข้อมูลเพียงพอ ก็จะทำให้เราวาด Causal  loops มาต่อๆ กันจนเป็นภาพใหญ่ เห็นเป็นภาพทั้งระบบ ว่าปัญหาที่เราสนใจนั้นมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง (systems diagram ) เช่นตัวอย่างด้านล่าง  โดยการวาด systems diagrams เป็นการภาพจำลองการคิดเชื่อมโยงของผู้วาด หากมีการทำเป็นกลุ่ม มีการช่วยกันมอง มีการพูดคุย ถกเถียง ก็จะภาพจำลองของกลุ่มที่เห็นตรงกัน สามารถนำไปคิดสร้างกลยุทธ์การทำงานได้  เช่นดูว่ามี loop ในบ้างในระบบ ที่ปัจจัยบวกต่อการป้องกันหรือแก้ปัญหาที่ยังเปิดอยู่  แล้วเราจะหาทางปิด loop ได้อย่างไร   หรือในปัจจัยใดในระบบของเราที่มีลูกศรวิ่งเข้าออกมากที่สุด ปัจจัยนั้นอาจเป็นจุดคานงัด leverage point (เพราะหากเราขยับปัจจัยนี้ จะมีปัจจัยอื่นๆ ขยับตามมากที่สุด) และอื่นๆ  

Further learning:  

Hashtags: