Theory of Change คืออะไร

28 ธันวาคม 2560
All

All

 

                                    Theory of Change (ToC)


WHAT? คืออะไร
หากเราเปรียบเทียบการทำการประกอบการสังคมหรือกิจการเพื่อสังคมเป็น Journey  Theory of Change เปรียบเสมือนแผนที่นำทางที่จะทำให้เรามีโอกาสไปถึงจุดหมายได้อย่างคร่าวๆโดยเราเป็นผู้กำหนดเอง แม้ว่าอาจไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบการเดินทางแบบมีแผนที่ แต่การมีแผนที่ที่ดีก็จะช่วยให้เรามีโอกาสเดินทางได้ถึงเป้าหมายได้จริงในเวลาที่เหมาะสม (ทันสถานการณ์กับระดับและขนาดของปัญหา) โดยที่อาจมีคนอื่นมาร่วมเดินทางหรือร่วมสนับสนุนการเดินทางของเราได้ถ้าเขาเกิดความเข้าใจและเห็นด้วยกับเรา


Theory of Change (ToC) ทำหน้าที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่าง "กลไกทำงานหลักของกิจการ (Business model)" สู่ "เป้าหมายระยะยาว (Broad Social Impact)"  โดยทำให้เห็นว่าเพื่อจะไปสู่จุดนั้นได้ ตัวกิจการจะทำอะไรที่จะเกิดผลระยะสั้นอันสำคัญ (Immediate outcomes) ที่มีเหตุผลเชิงความสัมพันธ์ที่จะเชื่อได้ว่ามันมีโอกาสนำไปสู่เป้าหมายระยะยาวได้จริงๆ

ข้อคิดสำคัญ 4 เรื่องของการพัฒนา Theory of Change (ToC) ในความเห็นคุณณัฐพงษ์ คือ
1) เป้าหมายและผลระยะสั้นที่ตั้งไว้ต้องวัดผลได้ (measurable) มิฉะนั้นสิ่งที่อธิบายไปก็จะหาคนเชื่อได้ยากและไม่รู้ว่าก้าวหน้าอยู่จริงไหม
2) ToC มีความเป็นพลวัต (dynamic) และเป็นไปตามบริบท (contextual) ดังนั้นมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่ายึดติดมาก
3) ความยากที่สุดอยู่ที่การสร้างและอธิบายความเชื่อมโยง (causal relationship) ของสิ่งที่กิจการทำสู่เป้าหมายให้ดูมีความเป็นไปได้และน่าเชื่อถือกับคนทั่วไป ผมคิดว่าส่วนนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และระดับความเข้าใจโจทย์ของผู้ประกอบการและอาจต้องใช้เครื่องมืออื่นๆมาช่วยในการ Co-create ร่วมกับคนอื่นๆที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า
4) ToC ที่ดีควรจะมาจากฐานข้อมูลและความรู้พอควรของประเด็นความท้าทายที่อยากจะแก้ไข (เพื่อยืนยัน causal relationship และ สมมุติฐานในเชิงประจักษ์) และ จะต้องอธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมุมมองของผู้ได้รับประโยชน์ ไม่ใช่การอธิบายกระบวนการทำงานของกิจการจากมุมมองผู้ประกอบการเพราะ ToC ไม่ใช่แผนธุรกิจ
 
WHY? ทำไมจึงสำคัญ 
1) design and develop business model (internal)
ใช้ออกแบบและพัฒนาโมเดลทางธุรกิจ ToC ที่ดีจะเป็นตัวบอกเราเองว่าธุรกิจของเราต้องทำอะไรเป็นหลักก่อนและหลัง เพราะอะไร รวมถึงจะเป็นตัวสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างผู้ก่อการและพนักงานหรือคนที่เกี่ยวข้องภายใน ซึ่งสำคัญมากที่จะนำพากิจการให้บรรลุเป้าหมายได้จริงในอนาคต
2) design and develop prototyping
ใช้เป็นกรอบของการออกแบบและทดสอบต้นแบบเพื่อดูว่าสมมุติฐานและความเชื่อมโยงที่เราคาดไว้ในโมเดล (ทั้งบางส่วนหรือภาพรวม) มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างไร ก่อนเอาไปทำจริง
3) engage partners and stakeholders
ใช้ในการสื่อสารกับหุ้นส่วน นักลงทุน ลูกค้า และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียของกิจการ อันจะนำมาถึงความเข้าใจและโอกาสที่เขาจะมาร่วมสนับสนุนเราได้อย่างถูกต้องเหมาะสมมากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่เอะอะก็เอาแต่จะให้เงินหรือช่วยซื้อของ)
4) framework for impact evaluation [SIA] for potential donors/ investors then revisit the business model if needed
ใช้เป็นกรอบในการประเมินผลของกิจการในด้านผลกระทบทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความสนใจของผู้สนับสนุนและนักลงทุนที่มากขึ้น และ ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ข้อมูลที่ได้นี้ก็จะนำไปสู่การทบทวนโมเดลทางธุรกิจใหม่ให้สามารถตอบสนองเป้าหมายทางสังคมที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้น

จากบทความของ คุณณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์
 


ตัวอย่างแนวคิดเกี่ยวกับ Theory of Chaneg ของกิจการเพื่อสังคม a-chieve  ที่เข้า Helpdesk กับ School of Changemakers  หลังจากดำเนินกิจการมาเป็นปีที่ 7

 
Q : กว่าจะมาเป็น ToC ของ a-chieve ในวันนี้ ผ่านอะไรมาบ้าง / กระบวนการคิด ToC ของ a-chieve  เป็นยังไง
A : กว่าจะมาเป็น ToC ของ a-chieve ในวันนี้ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มต้นทำ a-chieve จนมาถึงปัจจุบันปีที่ 7 เราเคยผ่านการเข้าไปฟังและได้ลองคิด ToC มาแล้วหลายครั้งอยู่ แต่ละครั้งที่ทำต้องมานั่งกับเพื่อนในทีมและช่วยกันระดมสมองคิดกันออกมาจนกกว่าจะได้   จากการทำ ToC ในแต่ละครั้ง เราพบว่า “คำตอบที่ได้จะไม่เหมือนเดิม” และเราก็พยายามทำให้มัน “ดีขึ้นจากประสบการณ์และความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้น”
 
ถ้ามานึกย้อนกลับไปตอนทำ ToC ครั้งแรกของเรา คิดว่ามันมาจากฐานประสบการณ์และวิธีคิดเก่าที่เรามีมาจากการเรียนมหาวิทยาลัย จากการไปค่ายอาสาพัฒนาชนบท การเจอผู้คนรอบๆ ตัว ดังนั้นการทำ ToC ครั้งแรก เลยมาจาก “ไอเดียและฐานคิดเดิม” ซึ่งน่าจะเป็นไอเดียล้วนๆ และยังไม่ได้มาจากประสบการณ์ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากครั้งแรกจะทำ ToC ยาก หรือทำมาแล้วยังไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไร เพราะถ้าอยากจะได้คำตอบที่ชัดเจน เราคิดว่า มันต้องผ่านประสบการณ์การทำงานกับปัญหาและกลุ่มเป้าหมายมาพอสมควรถึงจะทำให้ ToC ของเรามันชัดขึ้นและนิ่งขึ้น
 
อย่างของ a-chieve ล่าสุดที่เราเพิ่งทำ ToC ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหลังจากไม่ได้ทบทวนมา 2-3 ปี ซึ่งทำให้ ToC ของเรายิ่งชัดเจนมากขึ้นจากครั้งแรกๆที่ทำมาก เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เรามีกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้นทั้งที่จัดขึ้นเองหรือไปจัดในโรงเรียน เริ่มมีการออกต่างจังหวัดทำงานกับนักเรียนมัธยมที่อยู่ในต่างจังหวัดทั้งในเมืองและนอกเมืองมากขึ้น เร่ิมสร้างหลักสูตรแนะแนวและอบรมครูแนะแนวให้นำไปใช้ต่อ ยิ่งเราทำกิจกรรมต่างๆ ได้เจอนักเรียน ผู้ปกครองและครูแนะแนวมากขึ้น ยิ่งทำให้เราเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นไปอีก รวมถึงวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายก็ยิ่งมากขึ้นและชัดขึ้น
 
 
Q : ได้ประโยชน์อะไร จาก ToC
A : ทีมเราให้ความสำคัญกับการทำ ToC มาก เพราะเราเชื่อว่า มันเป็นเหมือนรากฐานการก่อตั้งของ SE เลย หาก ToC ของเราชัดเจนมันจะช่วยให้การทำงานเพื่อแก้ปัญหาสังคมของเราชัดเจนขึ้น
  • รู้ว่า ทำไมต้องมี SE ของเราเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้
  • รู้ว่าปัญหาคืออะไรอย่างแท้จริงถึงแก่นของปัญหา
  • รู้ว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราจะช่วยเป็นใคร มีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง
  • รู้ว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีอะไร และกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มใช้วิธีไหนบ้าง
  • ผลของการแก้ปัญหานี้จะนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้นได้ยังไง
 
ซึ่งถ้า ToC ของเราไม่ชัด เราไม่สนใจการทำ ToC และยังคงอยู่กับความไม่ชัดเจนต่อไป สิ่งที่เราทำอาจจะไม่ได้ช่วยให้สังคมดีขึ้นหรืออาจจะไปเพิ่มปัญหาให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย เพราะเราอาจกำลังแก้ไขปัญหาผิดจุดหรือผิดวิธี นอกจากนี้เราคิดว่าการมี ToC ที่ชัดเจนยังช่วยให้การสื่อสารกับสังคม ผู้ใช้บริการ และผู้สนับสนุนของเราให้เข้าใจ SE ของเราได้ดีขึ้นด้วย
 
Q : อะไร คือสิ่งที่ต้องระมัดระวังในการคิด ToC หรือนำเอา ToC ไปใช้งาน
A : สิ่งที่ต้องระวังของการคิด ToC ส่วนตัวเราคิดว่า อย่าทำ ToC ครั้งเดียวแล้วไม่ทำอีก
ปัญหาสังคมมีความซับซ้อน ต้องลงมือปฏิบัติ และต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ไม่มีใครได้คำตอบจากการที่ยังไม่เริ่มทำอะไรและมีแต่ไอเดียหรอกครับ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ การลงมือทำ สรุป และทบทวน ToC ไปเรื่อยๆ และนำมาปรับ ToC ของเราจนกว่า ToC ของเราชัดเจน
 
Q : หากใครสักคนสนใจจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาการศึกษา จะบอกหรือจะแนะนำเค้าว่าอย่างไรดี
A :
Do
  • ทบทวนตัวเองก่อนว่า เราอินกับปัญหานี้จริงๆ เห็นภาพในใจว่าอยากเห็นภาพอะไรหลังจากแก้ปัญหานี้ได้ และเราจะไม่หยุดทำจนกว่าปัญหานี้จะแก้ได้ เพราะบอกเลยว่า ปัญหาการศึกษาแต่ละอย่างไม่ได้ใช้เวลาในการแก้แปบเดียวเสร็จแน่ๆ
  • เร่ิมคุยกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเข้าใจปัญหาที่เราต้องการจะแก้ก่อน
  • ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อม พฤติกรรม ข้อจำกัดที่กลุ่มเป้าหมายกำลังเจอ
  • คิดและลงมือทำเยอะๆ เพื่อสั่งสม insight เด็ก, เทสเครื่องมือในการแก้ปัญหา และเข้าใจปัญหาให้ได้มากและเร็วที่สุด
  • พัฒนาตนเองเสมอ เป็น Learner ที่ต้องเข้าใจเครื่องมือที่ใช้พัฒนาการศึกษา และ วิธีการทำยังไงให้ SE ของตนเติบโตและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
 
Don’t
  • อย่าเพิ่งคิดไปที่วิธีแก้ไขปัญหา ถ้ายังไม่วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ คนส่วนใหญ่ชอบคิดเองเออเองว่า สิ่งนี้คือปัญหาและคิดวิธีแก้ออกมาเลย แถมคิดว่าที่ตนเองคิดมาทั้งหมดถูกต้อง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เร่ิมทำ Step แรกที่สำคัญที่สุด คือ ทำความเข้าใจว่า “ปัญหาคืออะไร”
  • อย่าคิดไปเองว่า การศึกษาที่มันเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้เพราะ ตัวบุคคล(เช่น ครู, ผอ., ผู้ปกครอง เป็นต้น) หรือ ตัวระบบ(การศึกษา, การสอบ, การทำงานในโรงเรียน เป็นต้น) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแต่มันมีองค์ประกอบที่มากกว่านั้น และแต่ละองค์ประกอบมีความเชื่อมโยงกันอยู่
     
Q : ประเด็นปัญหาการศึกษาในประเทศไทย จริงๆ แล้วมีหลายหน่วยงาน หลายคนโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ มองเห็นปัญหาเหล่านี้และพยายามจะแก้ไข เช่นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ คือ ปัญหาเด็กค้นหาตัวเองไม่เจอ ปัญหาการสอบแข่งขันต่างๆ ที่ทำให้เด็กต้องเรียน ติว เพื่อสอบ จากการที่เราคลุกคลีอยู่กับปัญหานี้มานาน  a-chieve คิดว่า เมื่อเราทำ ToC ของตัวเองและรีวิวตลอดระยะเวลาที่ทำ เรามองเห็นปัญหานี้เหมือน หรือต่างจากเดิมอย่างไร
พบ Insight อะไรที่น่าสนใจบ้าง เช่น มีงานส่วนไหนยังไม่ค่อยมีคนทำ หรือ นอกจากงานที่ a-chieve ทำแล้ว มีส่วนไหนควรจะแก้เร่งด่วนอีกบ้าง  

A: เล่าให้ฟังก่อนตั้งแต่ตอนแรกที่ยังไม่ทำ ToC ทีมเราอยากจะแก้ปัญหาที่ “เด็กไทยไม่รู้ว่าจะเลือกสายการเรียนหรือคณะอะไร”  โดยวิธีแก้ก็คือ “การจัดกิจกรรมให้เด็กไปมีประสบการณ์ในอาชีพจริงๆ เหมือนไปฝึกงานในช่วงปิดเทอม” ซึ่งตอนยังไม่ทำ ToC เราจะพบแค่ 1 ปัญหา = 1 วิธีแก้ เพราะเราคิดไอเดียออกแค่นั้น ซึ่งลองคิดตามก็ได้ว่า ถ้าเราคิดแค่จะทำกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์อาชีพอย่างเดียว มันจะแก้ปัญหาไหม? คงไม่แก้ถูกไหมครับ แสดงว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งการคิด ToC มันช่วยเราได้มากๆ
 
ตัวอย่างเช่น ปัญหาตั้งต้นที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเดียวที่เราคิด คือ “เด็กไม่รู้จะเลือกสายการเรียนหรือคณะอะไร”  แต่พอเราได้ทำ ToC อย่างแรกเลยเราจะต้องวิเคราะห์ไปให้ถึงรากของปัญหานั้นๆ ว่า การที่เด็กไม่รู้จะเลือกสายการเรียนหรือคณะอะไร เนี่ยมันเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง มันยิ่งทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่าปัญหาของเรามันเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุทั้งจาก “การที่เด็กไม่มีข้อมูลอาชีพ”, “เด็กไม่มีวิธีคิดในการค้นหาตัวเอง” และ “เด็กไม่มีประสบการณ์ในการค้นหาตัวเองและอาชีพ” (จริงๆ มีมากกว่านี้นะครับ นี่แค่ยกตัวอย่าง) ซึ่งยิ่งเราเข้าใจรากของปัญหามากขึ้น เราก็จะเริ่มเห็นวิธีในการแก้ปัญหาที่มากขึ้นไปอีก ดังนั้น สิ่งที่เราทำก็จะไม่ใช่แค่ทำกิจกรรมอย่างเดียวจบ แต่เราต้องสร้างทั้ง กระบวนการในการที่ช่วยให้เด็กมีวิธีคิดในการค้นหาตัวเอง, การทำข้อมูลอาชีพ และสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กมีประสบการณ์ ไปให้ได้ทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหานี้
 
ส่วนถ้าถามวว่าจาก insight ที่เราเคยทำมามีส่วนไหนที่คนยังไม่ค่อยทำ คิดว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของ “ผู้ปกครองและเด็ก” คิดว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญมากๆ และเป็นรากของปัญหาการเลือกอนาคตของเด็กอีกอันหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราเจอตอนนี้คือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีบทบาทต่อการเลือกเรียนและอนาคตของเด็กทั้งทางตรง(บังคับหรือบอกให้เรียนอันนี้) ทางอ้อม หรือ ทำไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังบังคับลูกอยู่(พูดอ้อมๆ ว่าอันนี้ดีนะ แต่พูดหลายครั้ง) ซึ่งสาเหตุของปัญหาผมคิดว่ามาจาก ความสัมพันธ์ของผู้ปกครองและลูก ที่บทบาทของพ่อแม่ คือ คนที่ใหญ่กว่าในบ้านและพูดอะไรต้องเชื่อ ประกอบกับการที่ไม่ได้รับฟัง สังเกต และเข้าใจลูกจริงๆ ว่าลูกมีลักษณะนิสัยและความชอบอะไร ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ พ่อแม่หลายท่านพอลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นจะเริ่มคุยกับลูกไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าลูกเป็นคนยังไง ไม่รู้จะช่วยลูกยังไง ฯลฯ ซึ่งหากใครสนใจปัญหานี้แนะนำเลยว่า เริ่มทำได้เลย มีตลาดและมีผู้ปกครองที่มีปัญหานี้อยู่เยอะมากครับ และหากจะเริ่มอย่าลืม! ทำ ToC ก่อนเพื่อเข้าใจและวิเคราะห์ก่อนนะครับ
บทสัมภาษณ์โดย วิน a-chieve
 


คุณณัฐพงษ์ แนะนำ Reference เพิ่มเติม :
https://www.nesta.org.uk/…/theory_of_change_guidance_for_ap…
คำอธิบายจาก Nesta ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสังคมของอังกฤษ พร้อมตัวอย่างกรณีศึกษาการทำ ToC ไปใช้งาน
https://prezi.com/ap-t3x6cv3v-/unltds-theory-of-change/
ตัวอย่าง ToC ของ UnLtd ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมผู้ประกอบการสังคมของอังกฤษ
http://diytoolkit.org/tools/theory-of-change/

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Defined Problem : ระบุปัญหาให้ชัดถ้าไม่อยากแก้ปัญหาผิดจุด

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม Theory of Change  ของ School of Changemakers ได้ที่นี่

Hashtags: