knowledge

KlongToey Music Program : ให้ดนตรีดูแลเด็กๆ ในชุมชนคลองเตย

28 พฤษภาคม 2016


หากเราลองหลับตาแล้วย้อนกลับไปตอนที่เรายังเป็นเด็ก ยังจำกันได้ไหมว่า ตอนนั้นเราวาดฝันว่า โตขึ้นมาอยากเป็นอะไร? 
ภาพในหัวของเราหลายๆ คนในตอนนั้นคงหนีไม่พ้น อยากเป็นคุณครู คุณหมอ หรือตำรวจจับผู้ร้าย

แต่คำตอบที่ครูแอ๋มได้จากนักเรียนคนหนึ่งในชุมชนคลองเตยคือ “โตไป..ก็ขายยาไงครู”

แม้ชุมชนคลองเตยจะอยู่ในเขตตัวเมืองกรุงเทพฯ ห่างจากย่านธุรกิจเพียงไม่กี่ไฟแดง แต่กว่า 50 ปีแล้วที่พื้นที่เล็กๆ ที่แออัดไปด้วยบ้านของคนนับแสนแห่งนี้ไม่ได้รับการแบ่งปันและการพัฒนาเหมือนพี้นที่รอบนอก จึงทำให้ทุกคนนึกถึง สลัม และ ปัญหา ทุกครั้งที่พูดถึง ‘คลองเตย’

‘ปัญหา’ ที่เกี่ยวก้อยกันมากับ ‘ความแออัด’ ที่ว่านั้นก็ไล่มาตั้งแต่ ปัญหาความยากจน การขาดโอกาสทางการศึกษา การขาดสุขอนามัยที่ดี ปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรง ซึ่งแทบทุกบ้านในชุมชนแห่งนี้มีเด็ก และเด็กเหล่านี้ก็โตขึ้นมาในครอบครัวที่ใช้คำพูดและความรุนแรงจนเป็นเรื่องปกติ ทำให้เด็กขาดต้นแบบที่ดี ขาดความรักความอบอุ่น ส่วนในกลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็ที่มีการแบ่งกลุ่ม ตั้งแก๊งเล่นยา แข่งขันกันโดยใช้ความรุนแรงในการตัดสิน จึงไม่แปลกหากเด็กคนนึงจะตอบว่า เขาจะโตไปขายยา

                                                   

แต่ครูแอ๋ม ศิริพร พรมวงศ์ และ จีจี้ Geraldine Nemrod ไม่คิดเช่นนั้น พวกเธอกลับตั้งโรงเรียนดนตรี ที่มีชื่อว่า Klong Toey Music Program ขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ด้วยความตั้งใจที่จะสอนดนตรีให้กับเด็กๆ ในชุมชน ด้วยความที่ทั้งคู่มีใจรักในดนตรีและงานอาสาอยู่แล้ว ทั้งสองจึงมารู้จักกันโดยบังเอิญในงานช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นจีจี้เป็นอาสาสมัครที่เข้ามาสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในชุมชนคลองเตย ส่วนครูแอ๋มก็ทำโครงการขอรับเครื่องดนตรีเหลือใช้ไปบริจาคให้เด็กๆ ที่อยู่บนดอย เมื่อทั้งสองได้พูดคุยกัน จีจี้จึงเกิดไอเดีย อยากขอรับบริจาคเครื่องดนตรีไปสอนให้กับเด็กๆ ที่คลองเตยบ้าง ซึ่งครูแอ๋มก็ไม่ได้ส่งไปแต่กีต้าร์หรือกลองเท่านั้น แต่เธอขอจีจี้ไปช่วยสอนดนตรีด้วยเลย

จากที่ช่วยสอนเป็นครั้งคราว ก็เริ่มกลายเป็นโปรแกรม มีการสร้างโพสต์ขอรับบริจาคเครื่องดนตรี หาอาสาสมัครและประชาสัมพันธ์การขึ้นเวทีของเด็กๆ จนได้รับการสนับสนุนจาก Playing For Change ดนตรีเปลี่ยนโลก โครงการดนตรีเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ให้เปิดเป็นโรงเรียนสอนดนตรีให้จริงจัง ซึ่งครูแอ๋มกับจีจี้ก็ตั้งใจที่จะเลือกสอนดนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนในชุมชนแห่งนี้เป็นที่แรก

จนวันนี้ โรงเรียนดนตรีแห่งนี้มีนักเรียนหลายสิบชีวิตที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาฝึกดนตรี ครูแอ๋มบอกว่า เด็กที่เขาสอนไม่ใช่เด็กที่เล่นดนตรีเก่งหรือมีพรสวรรค์ทางดนตรีใดๆ แต่เธอก็ยังสอนและชวนให้พวกเขามา เพราะโรงเรียนดนตรีแห่งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่พักพิงให้เด็กๆ ได้มีโอกาสที่จะรู้สึกว่าเขาได้รับความรักและความอบอุ่นโดยใช้ศิลปะและดนตรีมาเยียวยา

ในโรงเรียน กระบวนการทำงานตั้งแต่เปิดและดูแลโรงเรียน การเรียนการสอน จัดกิจกรรม ไปจนการออกแสดง ทุกอย่างจะใช้ระบบประชุมแบบมีส่วนร่วมทั้งหมด เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ รู้สึกว่าเขาได้รับความเคารพในการตัดสินใจและทำงานแบบผู้ใหญ่ และวาระต่างๆ ของการประชุมในวงดนตรีแห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานดนตรี หรือแค่ในโรงเรียนเท่านั้น เพราะเด็กๆ จะมี Facebook Group เอาไว้คุยปรึกษากัน เช่น เวลาน้องๆ คนไหนไม่ไปเรียนหนังสือ หรือทำเรื่องไม่ควร พวกเขาก็จะมาถามไถ่กันหาเหตุผลและร่วมกันสร้างข้อตกลง ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง ที่โรงเรียนแห่งนี้จะไม่มีการตี ไม่มีการตำหนิด่าทอ ซึ่งเวลาผ่านไปเด็กๆ ที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนก็จะค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมไปเองโดยไม่รู้ตัว โดยมีครูและเพื่อนคอยให้ความรักความอบอุ่น เด็กๆ จะพยายามทำตัวให้ดีขึ้น ใช้เหตุผล และมีความรับผิดชอบ อารมณ์ฉุนเฉียวกับภาษาที่รุนแรงที่เคยมีก็ค่อยๆ ละลายไปพร้อมกับพฤติกรรมปัญหาติดเหล้าและบุหรี่ ซึ่งครูแอ๋มบอกว่า สิ่งที่เด็กๆ กลัวนั้นคือ การไม่ได้รับความรัก การกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ เพราะด้วยความที่เขาเคยชินกับความรุนแรง ทำให้คำด่าทอหรือการทำโทษด้วยการตี ไม่มีผลอะไรกับเขาเลย

นอกจากกิจกรรมในโรงเรียนแล้ว เด็กๆ ทุกคนยังมีโอกาสออกไปแสดงตามงานต่างๆ แต่เด็กที่จะได้รับเลือกให้ออกไปโชว์บนเวทีนั้น ไม่ใช่เด็กที่เล่นดนตรีเก่ง แต่เป็นใครก็ได้ที่มีความอดทนและตั้งใจซ้อมอย่างหนัก ซึ่งกิจกรรมนอกโรงเรียนก็ถือว่าเป็นการออกไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา เปิดโลกใบเล็กๆ ของเด็กๆ ให้กว้างขึ้น พวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แม้แต่กับเรื่องเล็กๆ อย่างที่น้องคนหนึ่งตกใจที่เพิ่งรู้ว่าคนข้างนอกเขาพูดจากันอย่างสุภาพ ซึ่งเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ปกติคนเขาก็พูดจากันดีๆ แบบนี้!

แม้จะฟังดูเป็นเรื่องน่ายินดี แต่โรงเรียนดนตรีแห่งนี้ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือเห็นคุณค่าเสมอไปนะ มีผู้ปกครองหลายๆ ท่านที่เขาคิดว่าการให้ลูกเขามาเรียนดนตรี (หรือแม้กระทั่งไปโรงเรียนปกติ) เป็นการเสียเวลา เนื่องจากมีหลายบ้านที่ทุกคนต้องช่วยกันทำมาหากิน ส่วนเด็กรุ่นเดียวกันที่อยู่ในระบบแก๊งก็จะไม่ยอมรับเด็กในโรงเรียน จึงยากที่จะชักจูงเข้ามา แต่กลับง่ายที่จะหลุดออกไป

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาชอบดนตรีรึเปล่า แต่เขาต้องการพื้นที่ที่มีความอบอุ่น ที่ที่เขาจะได้รับความรักและเราก็จะอยู่เป็นพื้นที่นั้นให้เขาโดยไม่บังคับให้เขาอยู่หรือไป”

ทุกวันนี้ ครูแอ๋มกับจีจี้ได้ขยายพื้นที่สอนดนตรี จากคลองเตย ไปตามโรงเรียนวัดและชุมชนแออัดอื่นๆ เพิ่มเป็นคอร์สวันเสาร์อาทิตย์ มีการแสดงเพื่อหาทุนไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสกลุ่มอื่นตามงานต่างๆ มีการร่วมแสดงกับวงจากแอฟริกา และมีเด็กมากหน้าหลายตาหลั่งไหลเข้ามาหาความรัก ความอบอุ่นจากเพื่อน ครูและ พี่ๆ อาสา ผ่านดนตรี


ไม่ต้องบอกแล้วใช่ไหมว่า ดนตรีมีพลังแค่ไหน ก็ครูแอ๋มและจีจี้พิสูจน์ให้เห็นกันขนาดนี้แล้ว และนี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากสิ่งที่เรารักและแบ่งปันความสุขเหล่านั้นไปสู่ผู้อื่น ทำให้เด็กๆ มีโอกาสที่จะฝัน ที่จะเรียน ที่จะรัก ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น เพื่ออนาคตของชาติเหล่านี้จะฝันอะไรก็ได้ และเป็นอะไรก็ได้


มาร่วมกันสนับสนุนโรงเรียนดนตรีแห่งนี้ ด้วยการบริจาคเครื่องดนตรี หรือแวะเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ที่โรงเรียนหรือตามอีเว้นท์นอกสถานที่กันได้ที่ Khlong Toey Music School Facebook Page และ Khlong Toey Music School Website

id old content:
440
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below