ถอด 10 Insights สนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง

08 มกราคม 2561
All

All

เมื่อใครสักคนมองเห็นปัญหาสังคมแล้วอยากลุกขึ้นมาแก้ไข  แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร?
 
นี่เป็นคำถามแรกและเป็นจุดเริ่มต้นที่คนเดินเข้ามาหา School of Changemakers ในฐานะ Social Incubator ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา รวมถึงองค์กรต่างๆมาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี เราทำงานกับ “คนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศไทย” อยากเห็นปัญหาสังคมต่างๆ ลดน้อยลงหรือหมดไป  วันนี้เราอยากจะมาเล่าประสบการณ์ในฐานะคนที่อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาสังคมซึ่งน่าจะมีประโยชน์กับทั้ง คนที่สนใจอยากแก้ไขปัญหาสังคม และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Social Incubator คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุน พัฒนาศักยภาพขององค์กรที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม (Social Purpose Organizations - SPOs) ไม่ว่าจะเป็นโครงการหรือธุรกิจเพื่อสังคม องค์กรไม่แสวงผลกำไร องค์กรสาธารณะกุศล  สำหรับ  School of Changemakers เป้าหมายหลัก คือ ต้องการสร้างระบบสนับสนุนสำหรับผู้ที่ต้องการริเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาสังคม ผ่านภาระกิจหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การสร้างระบบและเครือข่าย Changemakers Education ผลิตเครื่องมือ ถอดองค์ความรู้และ framework เผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจ เช่น สถาบันการศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย ภาคเอกชนและ ภาระกิจในการบ่มเพาะ(Incubation) โครงการหรือกิจการเพื่อสังคมในระยะเริ่มต้น (idea-to-prototype stage)   บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ทุกคน สามารถลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบของตนเองได้ ด้วยการฝึกฝน “ทักษะ” ที่สำคัญของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยใช้โครงการ หรือ กิจการเพื่อสังคม เป็น “เครื่องมือ” ที่จะฝึกฝนและพัฒนาทักษะต่างๆ เหล่านี้
 
หัวใจหลักที่สำคัญของงานสนับสนุนนักสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม ได้แก่
3P = Problem / Process / People  
 

Problem

เป้าหมายของการทำโครงการหรือกิจการ คือต้องการแก้ไขปัญหาสังคม แต่ในความซับซ้อนของปัญหานั้นมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เรามีทรัพยากรจำกัด (ทีมงาน เวลา ความรู้ เงิน) หากเราเข้าใจภาพรวมปัญหาหรือระบบทั้งหมด ว่าปัญหาที่เราสนใจมีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง และหาปัจจัยที่สำคัญที่สุด (จุดคานงัด) ได้ เราจะสามารถทุ่มแรงลงมือทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
  1. เล็ก และ ลีน (Lean)
เมื่อเริ่มต้นแก้ไขปัญหาสังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการศึกษา เรา(ในฐานะ Incubator) จะต้องพา(ว่าที่) นักสร้างการเปลี่ยนแปลงไปค้นหาให้เจอว่า แง่มุมไหนของปัญหาการศึกษาที่สอดคล้องกับความสนใจ และทักษะความสามารถของเขาเอง ซึ่งเราพบว่าโปรเจกต์ที่ส่งเข้านั้นมากกว่า  90% ตั้งโจทย์ปัญหาสังคมใหญ่เกินกว่าที่จะสามารถทำได้ หน้าที่เราคือพาไปหาคำตอบผ่านการเก็บข้อมูล Problem Insights  ของปัญหาที่เขาอยากจะแก้ไข เช่น
  • ปัญหาเด็กยากจนไม่มีเงินเรียน (เด็กที่ไหน? อายุเท่าไหร่? มัธยม? ประถม? มหาวิทยาลัย?ในเมือง ต่างจังหวัด แต่ละกลุ่มมีปัญหายากจน เข้าถึงการศึกษาได้ต่างกัน บริบทต่างกัน)  
  • ปัญหาเด็กม.ปลายไม่รู้ว่าตนเองอยากเรียนอะไร เมื่อเลือกคณะไปและพบว่า ไม่ชอบในสิ่งที่เรียน จบออกมาไม่มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต หรือทำงาน จะเห็นว่ากลุ่มคนที่เราพูดถึง มีทั้งเด็กมัธยมปลายที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย และเด็กมหาวิทยาลัย ที่เรียนไปแล้วค้นพบว่าไม่ชอบ อาจจะมีทั้งเรียนไม่จบ หรือเรียนจบแต่ไม่มีงานทำ หรือมีงานทำ แต่ไม่มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต (เด็กกลุ่มไหนที่อยากทำงานด้วย เรามีประสบการณ์หรือมีส่วนได้ส่วนเสียใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายไหนหรือเปล่า  เช่น ถ้าเป็นเด็กมหาวิทยาลัย แต่อยากทำโครงการสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เรียนจบทำงานแล้ว เรามีศักยภาพพอที่จะเข้าใจหรือทำงานกับกลุ่มเป้าหมายหรือไม่)

เมื่อมาถึงแนวทางแก้ไขปัญหา Prototype แรก ควรจะออกแบบให้ ลีน(Lean) ที่สุด บางครั้งแนวทางแก้ไขที่คิดมาไม่สอดคล้องกับทักษะความสามารถ จุดแข็ง ที่ทีมมี เช่น คิดอยากทำ Application ทั้งที่ ในทีมไม่มีใครทำ App เป็นเลย หรือไอเดียสุดฮิต ได้แก่  การสร้าง “แพลตฟอร์ม” (ที่มักจะออกมาเป็นเว็บไซต์ หรือ Mobile Application)  และสร้างคอมมูนิตี้ที่แปลว่าการเปิดแฟนเพจเฟสบุ๊ค ทำ Content และซื้อโฆษณา ซึ่งจริงๆ แล้ว หากเราดึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของสมาชิกในทีมออกมาได้ เราจะได้แนวทางแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ไม่ใช่ที่คิดไว้ในทีแรก
การเริ่มจากปัญหาที่เล็กและชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถตั้งและทดสอบสมมติฐาน ออกแบบวิธีการแก้ไขปัญหาและวัดผลได้ง่ายขึ้น เครื่องมือที่เราใช้ในการออกแบบสมมติฐานและศึกษาปัญหา เช่น 


     2. Problem-Solution Fit สำคัญที่สุด
ในการตั้งโจทย์ปัญหาที่ต้องการแก้ไขนั้น ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ กิจกรรมที่ทำอาจจะไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราต้องการ หากไม่เคยมีประสบการณ์อาจจะคิดว่าทำแบบนี้ แบบนั้น แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการทันที เหมือนใส่มาม่าหมูสับ เติมน้ำร้อน ออกมากินได้เลย จริงๆ แล้วปัญหาสังคมซับซ้อนกว่าที่เห็น หากขาดข้อต่อ รายละเอียดต่างๆ จะทำให้เราพลาดเป้าได้ง่าย  เช่น อยากจัดค่าย ให้ความรู้ แล้วคาดหวังว่าจะเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ใน 3 วัน ลงพื้นที่ไปสร้างสิ่งปลูกสร้าง ห้องสมุด ห้องเรียน แล้วเด็กจะรักการอ่าน เรียนดีขึ้น สร้างลานกีฬา พื้นที่ส่วนกลางแล้วคิดว่ามีพื้นที่แล้ว คนจะออกมาทำกิจกรรม อยากมีปฏิสัมพันธ์และรู้จักกันมากขึ้นเองโดยอัตโนมัติเป็นต้น
ตัวอย่าง เช่น
Current Situation : สุนัขที่อาศัยอยู่ในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีนัก เพราะไม่มีที่วิ่งเล่น  สวนสาธารณะไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้า เพราะกลัวว่าจะถ่ายปฏิกูลตามพื้นสนาม  
Vision : อยากเห็นสุนัขมีความสุข และสุขภาพดี มีที่วิ่งเล่น
Activity : ทำหุ่นยนต์เก็บสิ่งปฏิกูลสุนัข ใช้ในสวนสาธารณะ เพื่อที่สุนัขจะได้เข้าไปวิ่งเล่นได้อย่างอิสระเสรี
คำถามคือ ถ้ามีหุ่นยนต์เก็บสิ่งปฏิกูลสุนัขแล้ว สุนัขจะได้ไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ และมีสุขภาพดีขึ้น จริงหรือ?  มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องอีก และเราจะวัดผลได้อย่างไร ?  การตั้งคำถามย้อนกลับ จะช่วยให้เราตรวจสอบช่องโหว่ของ solution ที่เราคิดได้

Current Situation : เด็กไทยไม่รู้จักตนเอง ทำให้เลือกเรียนคณะที่ไม่อยากเรียน สุดท้ายจบออกมาไม่รู้จะทำงานอะไร หรือไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต
Vision : ต้องการแก้ไขปัญหาการศึกษา  เด็กมหาวิทยาลัยเลือกเรียนคณะที่ไม่ตรงกับที่ตนเองต้องการ
Activity : ทำค่ายแนะแนวค้นหาตนเองระยะเวลา 3 วันให้เด็กมัธยม
คำถามคือ เด็กมัธยมที่ผ่านค่ายแนะแนว 3 วัน จะสามารถค้นพบตนเอง เรียนจบ หางานทำ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ จริงหรือ?  นิยามของการค้นหาตัวเองเจอ คืออะไร? การทำให้เด็กเลือกคณะที่ตัวเองต้องการแล้ว จะทำให้เขาสามารถหางานที่ต้องการ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข จริงหรือไม่ การจัดค่าย สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้มากน้อยแค่ไหน จะทำโครงการนี้นานไปอีก 5 ปี 10 ปี เพื่อที่จะติดตามผลหรือเปล่า?

เครื่องมือที่ช่วยเช็ค Problem Solution Fit เบื้องต้น คือ การเก็บข้อมูล (Data & Information) จากกลุ่มเป้าหมาย(ไม่มโนเอาเอง) ซึ่งมีเครื่องมือ เทคนิคในการสัมภาษณ์ ตั้งคำถาม จากนั้นนำมาวิเคราะห์หา  Problem Insight และใช้เครื่องมือเช่น System Thinking เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และจุดคานงัด


    3. Focus Impact
 
สิ่งหนึ่งที่โครงการ (และผู้ที่เกี่ยวข้อง) จะต้องถามตัวเองเสมอ นั่นคือ สิ่งที่เราทำ นั้นสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอะไร  แค่ไหน อย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น โครงการ ​Dog-Tor ได้ลงไปหาข้อมูล พบว่า สุนัขเมื่อเวลาเจ็บป่วยไม่สบาย ผู้ที่ดูแล ไม่สามารถรู้ได้จนกว่าอาการเจ็บป่วยจะแสดงออกมา เช่น ซึม กินอาหารน้อยลง เป็นต้น ทั้งที่จริงโรคหรือการเจ็บป่วยที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตสุนัข ส่วนมากจะสามารถรู้ได้จากอุณหภูมิร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ไม่สบาย เป็นไข้นั่นเอง ในปัจจุบันแพทย์ต้องใช้ปรอทวัดไข้เสียบทางทวารหนักของสุนัข เพื่อวัดอุณหูมิร่างกาย
 
น้องๆ จึงมีแนวคิดที่จะทำปลอกคอวัดอุณภูมิสำหรับสุนัข โดยใช้กับสุนัขที่มีเจ้าของ เพื่อจะสื่อสารบอกให้เจ้าของรู้ได้ว่า สุนัขป่วย จะได้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ หากโปรเจกต์นี้เป็นโปรเจกต์ท้่วไป สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ feasibility study ในเชิงของเทคนิค และตลาด ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงมาก มีลูกค้าที่เป็นเจ้าของน้องหมารอจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์อยู่ แต่ในความท้าทายเชิงสังคม สำหรับ social start up นั้น เราพาน้องๆ ตั้งคำถามต่อไปว่า จากข้อมูล insight  ที่ได้มานั้น เราสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าในบ้านพักพิงสุนัขจรจัดต่างมีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่หนักกว่าสุนัขมีเจ้าของ เพราะว่าในบ้านพักพิง ผู้ดูแลสุนัข 1 คน ต้องดูแลสุนัขมากถึง 20-30 ตัวเป็นอย่างน้อย หากมีสุนัขป่วย 1 ตัว อาจจะทำให้เกิดโรคติดต่อไปยังสุนัขตัวอื่นๆ อีกด้วย ทั้งยังมีอาสาสมัครแปลกหน้าที่แวะเวียนเข้ามา ไม่ทราบว่ามีสุนัขป่วย มีความเสี่ยงที่จะโดนกัด หรือติดโรคได้เช่นกัน  หากสามารถแยกสุนัขป่วยได้ตั้งแต่แรก จะทำให้ลดภาระการดูแลและค่าใช้จ่ายไปได้เป็นจำนวนมาก จะเห็นว่า มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มขึ้น มากกว่าแค่ สุนัข และเจ้าของ แต่ยังมีอาสาสมัคร บ้านพักพิง และสุนัขในบ้านพักพิง ที่จะได้ประโยชน์จากปลอกคอวัดอุณหภูมินี้  ในความท้าทายจึงมีตัวแปรเพิ่มขึ้นในการผลิต ทั้งในเรื่องของต้นทุนปลอกคอ การดูแลรักษาอุปกรณ์​  การใช้งาน เมื่อหาข้อมูลมากขึ้น พบว่า แม้แต่ในโรงพยาบาลสัตว์เอง ก็มองหาอุปกรณ์ที่ช่วยทุ่นเวลาพยาบาล ในการตรวจวัดอุณหภูมิสุนัขที่ออกจากห้องผ่าตัด มาพักฟื้นใน ICU  เช่นกัน
 
จะเห็นว่า ในโจทย์เกี่ยวกับสุขภาพของสุนัขโจทย์เดียว หากเราชวนน้องตั้งคำถามไปเรื่อยๆ จะพบความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะสร้าง social impact ที่มาพร้อมกับความท้าทาย อยู่ที่ว่าทีมจะตอบรับความท้าทายนี้มากน้อยแค่ไหนในการทำงาน (เลือกแบบไหนก็ไม่ผิด)
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลกระทบทางสังคมได้แก่ Social Impact Assessment ซึ่งในกระบวนการบ่มเพาะ ควรทำหลังจากที่ได้ Theory of Change เพราะจะช่วยให้โครงการมองหา indicator ในการวัดผลลัพธ์การทำงานของตนเองทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ ระหว่างที่ทำงาน จะได้เก็บข้อมูล หรือ สังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (ทั้งที่ต้องการและไม่ต้องการ) ไปพร้อมๆกัน


เครื่องมือที่ควรเรียนรู้ หลังจากได้ Theory of Change แล้ว ต่อมาควรทำ Social Impact Value Chain เพื่อกำหนดัวชี้วัดผลที่ได้จากการทำโครงการหรือกิจการ ไปพร้อมๆ กันตั้งแต่ตอนเริ่ม (จะง่ายทำไปแล้วมาคิดภายหลัง เพราะจะช่วยทบทวนตรรกะของ Theory of Change อีกครั้งนึงด้วย  

Social Impact Assessment : https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/11502


Process

4. สำหรับ Social Incubator แล้ว การนำเสนอโครงการหรือ Pitching คือปลายทาง ไม่ใช่จุดเริ่มต้น

จากการสังเกตพบว่า ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา มีเวทีการประกวด จัด pitching แจกเงินทุนตั้งต้น มีทั้งให้เป็นรางวัลและเพื่อไปทำโครงการมากมาย Pitch ก่อน ได้เงินคือจบ ที่เหลือแค่ไปทำตามแผน หรือโครงการสามารถเอาไปทำสิ่งที่อยากทำ บริหารจัดการได้และเอาผลที่ได้กลับมาส่ง  
 
สำหรับ School of Changemakers การเริ่มลงมือทำ prototype คือจุดเริ่มต้นเท่านั้นระหว่างการลงมือทำ ยังมีสิ่งจำเป็นอีกมากมาย สำหรับ Incubation Process หากจะให้ทีมรอด(รอดสำหรับเรา หมายถึง ทดสอบ protytype แรกและหา problem solution fit ได้ในระยะเวลา 6 เดือน) จำเป็นต้องมี Support System อื่นๆรองรับ  และมี commitment ที่จะอยู่ร่วมหัวจมท้ายกันไป อย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งพบว่าการที่ทีมใช้เวลาอยู่ใน incubation program เป็นหนึ่งในปัจจัยที่พยากรณ์ความสำเร็จของโครงการ*  
 
หลังจากได้ prototype ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว  เวที Pitching  จะมีประโยชน์สำหรับน้องๆ เป็นโอกาสในการนำเสนองานของตัวเองที่ผ่านการลงมือทำจริง ได้ฝึกเล่า ฝึกนำเสนอ  ฝึกขายของ หากโปรเจกต์ที่ทำมาดี เล่าเรื่องเก่ง ขายของได้จึงนำเงินที่ได้ไป prototype ซ้ำ หรือ scale งาน ขยายพื้นที่ ต่อๆ ไป  ดังนั้น Pitching ได้รางวัล ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง และไม่ใช่ความสำเร็จ บนเส้นทางนี้ เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น 

Support System ที่จำเป็นได้แก่

  • Knowledge & Tools ต่างๆ ทั้งที่เป็นเครื่องมือทั่วไปเพื่ออัพสกีลการทำงาน เช่น การบริหารจัดการเวลา การทำงานเป็นทีม การนำเสนอ การบริหารจัดการโครงการ ไปจนถึง เครื่องมือเฉพาะทางด้านสังคม เช่น SIA / Theory of Change ต่างๆ
  • Coach&Consult ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นสื่อกลางระหว่าง incubator และทีมน้องๆ
  • Resource ต่างๆ เช่น  Connection หน่วยงานหรือองค์กรที่มีข้อมูลที่สำคัญ อาสาสมัคร ไปจนถึง expert ต่างๆ เช่น บุคลากรด้านไอที กราฟฟิค web &  application developer  ที่เข้าใจงานภาคสังคม เงินสนับสนุนตั้งต้น
  • Community  สร้างกิจกรรมระหว่างโปรเจกต์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันข้อมูลต่างๆ


 
5. สำหรับคนทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม  เงิน เป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

จากการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์นักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมทั้งในระยะเริ่มต้น และ Scale ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อผ่านมาสักระยะนึง หลังจากได้เรียนรู้ เริ่มต้นลองทำจริง พบว่า “เงิน” อาจจะเป็นสิ่งแรกที่จำเป็นตอนเริ่มต้นทำ prototype แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ในตอนแรกเราอาจจะรู้สึกว่า ต้องการ grant เพื่อจะเอามาทำโน่นทำนี่ แต่เมื่อทำไปพบว่า หากบริหารจัดการให้ดีแล้ว เราไม่ได้ใช้เงินเยอะมากอย่างที่คิด (หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เลยด้วยซ้ำ) หาก problem solution fit แล้วล่ะก็ การหาเงินไม่ใช่เรื่องยาก  แต่หลายอย่างนั้นหาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน เช่นการจะหาคนทำเว็บสักคน ที่เข้าใจงานด้านสังคม พูดกันแล้วเข้าใจ การจะหากราฟฟิคมาช่วยทำโปสเตอร์แต่เราอาจจะไม่มีเงินมากพอที่จะจ้างประจำ ดังนั้น connection จึงสำคัญมาก
 
สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ “Coach” ที่เข้าใจเครื่องมือต่างๆ รวมถึงเข้าใจโปรเจกต์ เข้าใจตัวคนทำงาน  สามารถรับฟัง ให้กำลังใจ หรือบางครั้งสวมหมวกเป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำต่างๆเวลาเราหลงทาง เรียกได้ว่า โครงการจะอยู่หรือจะไป ขึ้นกับโค้ช นั่นเอง ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี School ได้อบรม โค้ชอาสาสมัคร (Coach for Change) จากภาคธุรกิจ  นักศึกษามหาวิทยาลัย (รุ่นพี่โค้ชรุ่นน้อง)  อาจารย์มหาวิทยาลัย (โค้ชนักศึกษา)  กว่า 70 คน และกำลังพัฒนา framework  และคู่มือสำหรับโค้ชเพื่อการเปลี่ยนแปลง 
 

 
7. เราเป็นแค่จุดเริ่มต้น และไม่ได้ทำคนเดียว (Network & Partnership)
 
School of Changemakers เราเป็นที่”เริ่มต้น” สำหรับคนที่อยาก”ลงมือ” ทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม Pipeline ก่อนหน้าหรือหลังจากเรานั้นมีอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจจะทำงานใน Stage ที่ต่างๆ กัน

เช่น
สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ  ที่สอดแทรก changemaker education เข้าไปในกิจกรรมการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยรวมถึง ไปจนถึงสร้างระบบบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย (Changemaker Incubation Network - CMIN) ซึ่งมีเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 40 องค์กร  ใครที่ลองทำโครงการผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน แล้วอิน อยากลงมือทำจริงจัง แต่มหาวิทยาลัยอาจจะยังไม่มีระบบรองรับ สามารถเดินเข้ามาหาเราได้ (Idea to Prototype)  

นอกจากนี้ยังกลุ่มคน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น 

  • โค้ชอาสาอาสาสมัครจากภาคธุรกิจ กว่า 50 คน ที่ผ่านการอบรมเครื่องมือต่างๆ จาก School of Changemakers ซึ่งแต่ละคนได้พัฒนาทักษะ coaching ของคนเองไปพร้อมกันด้วย
  • มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเสริมสร้างสรรค์เพื่อสังคม(ประเทศไทย)  ซึ่งให้การสนับสนุนผู้ประกอบการสังคมในประเทศไทย และ กว่า 60 ประเทศทั่วโลก
  • ธนาคารจิตอาสา / เครือข่ายจิตอาสา ที่เป็นตัวกลางให้คนที่อยากทำดี ลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในชุมชน และสังคม
  • เทใจ  Crowd Funding Platform ช่วยเหลือกลุ่มคนที่อยากทำเรื่องดีๆ เพื่อสังคม ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นองค์กรไม่แสวงกำไร NGOs กลุ่มคน และกิจการเพื่อสังคม (social enterprise)
  • Banpu Champian for Change ที่บ่มเพาะ ธุรกิจเพื่อสังคม เน้นการพัฒนา Business Model และ Scale 
  • Changefusion ที่ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การตลาด ผลิตภัณฑ์และเชื่อมโยงความร่วมมือ นักลงทุน ตลาดและเครือข่าย สำหรับกิจการเพื่อสังคมที่พร้อม 
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่สนับสนุน SE อื่นๆ เช่น Ma:D Club for Better Society  / Change Fusion / โครงการบ้านปู champian for change  หรือ incubator อื่นๆ ที่ทำ start up แต่ก็สนับสนุน SE ด้วย เช่น Dtac Accelerate

People

7. ไม่ว่าผลลัพธ์ของโปรเจกต์ในก้าวแรกนี้จะเป็นอย่างไร ทักษะนักสร้างการเปลี่ยนแปลงจะติดตัวไปตลอด
 
หากมองที่ผลลัพธ์ของโครงการ บางครั้งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนอาจจะไม่สำเร็จ ออกมาเป็นโครงการ หรือกิจการเพื่อสังคมสักที  แต่จริงๆ แล้วเป็นความตั้งใจที่จะสร้างให้ School of Changemakers เป็นพื้นที่ที่เชื่อมั่นในการเรียนรู้ของทุกคน และเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบของตนเองได้ และการเริ่มนับ 0 ไป 1 สำหรับทุกคนนั้นยากเสมอ ระบบการศึกษาเราอาจจะไม่ได้มุ่งเน้นการลงมือทำ คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์  ดังนั้นที่นี่ จึงเป็นโอกาสที่จะใช้ โปรเจกต์ หรือโครงการ เป็น ”เครื่องมือ” ฝึกฝนทักษะต่างๆ ผิดได้ พังได้ เจ๊งได้ (แต่ต้องเรียนรู้)  ซึ่งทักษะของนักสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ (1) ความเห็นอกเห็นใจและไม่นิ่งเฉยเวลามองเห็นปัญหา (Empathetic Heart) เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้เรา (2)กล้าที่จะก้าวข้ามคอมฟอร์ทโซนเพื่อที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา(Pioneer Spirit)  แต่ปัญหาจะไม่หมดไป หากเราแก้ด้วยวิธีเดิมๆ (3) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thought) เพื่อให้เห็นทางออกใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะปัญหาสังคมทุกปัญหานั้นซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย ในขณะที่เรามีทรัพยากรจำกัด (ทีมงาน เวลา ความรู้ เงิน) (4) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Mind) เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด จึงเป็นอีกทักษะสำคัญ  เมื่อทำไปแล้วเจออุปสรรคต่างๆ อาจจะล้มลงบ้างแต่เรา(5) ลุกขึ้นมาได้ใหม่เสมอ(Striving Will) และหาก(6)สื่อสารให้มีแนวร่วมมาช่วยกัน ย่อมทำให้เราสามารถไปได้ไกลกว่าทำคนเดียวแน่นอน (Corrabolative Communication)
 
ติดตามเส้นทางการเรียนรู้ของน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการ iCARE Awards 2016 ได้ที่นี่
https://issuu.com/schoolofchangemakers/docs/icareawards2016
 
8. การคัดเลือกทีม จะต้องมี Criteria ที่ชัดเจน และคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพ
จากประสบการณ์ในการบ่มเพาะทีมคนรุ่นใหม่ พบว่า หัวข้อในการสนับสนุน หากกำหนดคุณสมบัติในการรับสมัคร เช่น อายุ หัวข้อปัญหาที่สนใจ stage ของโครงการให้ชัดเจน  มีข้อดีได้แก่
  1. มีทีมที่มีความสนใจคล้ายกัน สนใจปัญหาเดียวกัน  แต่ไอเดียแตกต่างหลากหลาย  เมื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทีม เกิดการตั้งคำถาม ช่วยกันคิด
  2. ช่วยประหยัดเวลา และทีมงานในการดูแล  ติดต่อประสานงานหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่สามารถให้ข้อมูลด้านเทคนิค ที่ปรึกษาเฉพาะทาง ได้ง่าย
  3. ลดต้นทุนการบ่มเพาะต่อทีม เพราะ เราสามารถทำ capacity building ไปพร้อมๆ กัน  นักศึกษา กับคนทำงานอาจจะมีความแตกต่างทักษะบางอย่างค่อนข้างมาก  (หากเลือกที่จะมีความหลายหลายของทีมจะต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย เพื่อออกแบบกระบวนการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกทีม)
 การเปิดกว้างหัวข้ออาจจะมีข้อดีคือ ทำให้ได้ปริมาณใบสมัครจำนวนมากแต่อาจจะยากแก่การบริหารจัดการ คัดเลือกและวัดผล
 
จาก บทความ  Effective Social Incubation - First Insights from Asia  พบว่า อัตราการคัดเลือกทีมจากผู้สมัครของ Social Incubator ใน Asia อยู่ที่ 22.4 %  หรือ 10 ทีม รับ 2.24 ทีม ในขณะที่ภูมิภาคอื่น อยู่ที่ 21% (ถ้า Commercial incubator ทั่วไปจะอยุ่ที่ 2%) สำหรับ School of Changemakers อัตราการคัดเลือกทีมจากผู้สมัคร อยู่ที่  21.5 % ใกล้เคียงกับอัตราส่วนในภูมิภาค  โดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกมีความคล้ายคลึงกันคือ
  • มีความมุ่งมั่น กระตือรือร้นที่จะเห็น Social Impact
  • มี Commitment ที่จะแก้ไขปัญหาสังคม
  • มีศักยภาพที่จะพัฒนาและได้รับประโยชน์จากการบ่มเพาะ
9. ต้องมาเป็นทีม
 
การรับโครงการเข้ามาบ่มเพาะ มีความจำเป็นต้องรับสมัครเข้ามาเป็น ”ทีม” มีสมาชิกตั้งแต่  2-3 คน ขึ้นไป โดยมีหัวหน้าทีมเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ จะทำให้มีโอกาส “รอด” ได้มากกว่าทำคนเดียว ถ้าเจ้าของโปรเจกต์ เกิดอกหัก ทะเลาะกับแฟน  ไม่สบาย ติดสอบ ติดเรียน ไม่อยากทำขึ้นมา โปรเจกต์อาจจะล่มได้ทันที หากมีเพื่อนร่วมทีมช่วยกันฉุด รั้ง ดึง แบ่งเบาภาระงาน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ช่วยกันคิด ช่วยหาทางออก เป็นที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน จะช่วยให้โปรเจกต์มีความเป็นไปได้มากขึ้น   สำหรับทีมเองจะได้เรียนรู้ทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม ความเป็นผู้นำ การแบ่งงาน การสื่อสารในทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เราคาดหวังว่าผู้ทำโครงการจะได้เรียนรู้ ผ่านการทำโครงการเช่นกัน
 
10. เพื่อนร่วมทางก็สำคัญ  
 
การสร้าง Community ของคนที่สนใจสิ่งเดียวกัน เป็นสิ่งสำคัญมาก ถึงแม้แต่ละคน แต่ละทีม จะสนใจปัญหาสังคมที่แตกต่างกันไป แต่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัญหา อุปสรรค และความสำเร็จ เติบโตไปพร้อมกันได้  เพราะระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหาสังคมนั้นบางครั้งเราอาจจะเจอเสียงด้านลบหรือแรงต้านจากที่ต่างๆ การจัดกิจกรรมให้มีการพบปะระหว่างทีมอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ใช่เจอกันแค่ตอน Pitching แล้วแยกย้ายกันไปทำโครงการ) ให้มากพอที่จะให้สมาชิกระหว่างทีมเกิดความไว้วางใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นคู่แข่ง สามารถแชร์ปัญหาที่เกิดขึ้น  ให้คำแนะนำ หรือช่วยเหลือกันเองภายใน Community จะช่วยโครงการให้เติบโตขึ้นผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และ ช่วยสนับสนุนทางใจเวลาท้อแท้ หรืออยากจะเลิกทำ มองไปเห็นเพื่อนทีมอื่น มีความคืบหน้า มีอุปสรรค์เยอะกว่า ก็ทำให้มีกำลังใจ

Reference
* Lewis, D., Harper-Anderson, E., & Molnar, L. (2011). Incubating Success. Incubation Best Practices That Lead to Successful New Ventures. University of Michigan
 
 
 
Hashtags: