knowledge

กว่าโคเปนเฮเกนจะกลายเป็นเมืองจักรยานอันดับ 1 ของโลก

29 พฤษภาคม 2016


ขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องเมื่อปีที่แล้ว ที่เราได้ไปร่วมงาน Make a Difference Forum 2015 ที่ประเทศฮ่องกง หนึ่งในกิจกรรมที่เราเข้าร่วม คือการเข้าไปนั่งดูหนังสารคดีเรื่อง Human Scale ที่พูดถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเมืองทั่วโลก และเล่าตัวอย่างของเมืองต่างๆ ที่แก้ไขปัญหาเมืองได้สำเร็จ/ไม่สำเร็จ พอดูจบก็ทำให้อารมณ์ค้างอยู่หน่อยๆ ในหัวคิดเยอะแยะไปหมด เลยอยู่ต่อกับกิจกรรม Chat room ซึ่งเป็น session พูดคุยถามตอบแบบฟรีสไตล์กับ Helle SoHolt จาก Gehl Architect เธอมาชวนคุยเรื่องการเปลี่ยนเมืองโคเปนเฮเกน และเมืองอื่นๆ ที่บริษัทสถาปนิกของเธอร่วมงานด้วย นั่นยิ่งทำให้เรารู้สึกว้าวเข้าไปใหญ่ ซึ่งหลักๆ แล้ว Helle ก็เล่าเรื่องแผนการเปลี่ยนโคเปนเฮเกนให้กลายเป็นเมืองจักรยาน ซึ่งด้วยความอินมาก เราเลยหาข้อมูลเพิ่มเติม และมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ฟังกัน 🙂

จริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรหรอก ณ วันนี้ใครๆ ก็รู้ว่า โคเปนเฮเกน (Copenhagen) คือเมืองจักรยาน (Bike City) อันดับ 1 ของโลก แต่สิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นคือ กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เค้าคิดและทำยังไงต่างหาก เพราะมันไม่ใช่แค่ปีหรือสองปี แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เวลาเกือบ 30 ปีเลยทีเดียว!

แม้คนเดนมาร์กจะฮิตการปั่นจักรยานกันมาตั้งแต่ประมาณ ปี 1920-1930 แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือประมาณปี 1950 คนก็หันไปขับรถยนต์กันมากขึ้น ซึ่งทำให้สภาพเมืองไม่ต่างกับเมืองใหญ่ทั่วๆ ไปที่รถยนต์สร้างมลพิษทางอากาศ เกิดความแออัดบนท้องถนน และยังทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบ่อยมาก ดังนั้นในแผนการพัฒนาเมืองระยะยาวของเดนมาร์ก จึงมีแผนเรื่องการสร้างเมืองจักรยานอยู่ด้วย

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ Helle Soholt ที่เรายกขึ้นมาในตอนต้น? ก็เกี่ยวตรงที่เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Gehl Architect และทำงานร่วมกับ Jan Gehl ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวพ่อของวงการด้านการวางแผนเมือง และการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับผู้คน และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศเดนมาร์ก และอีกหลายประเทศทั่วโลกที่ต้องการพัฒนาเมืองให้ยั่งยืนด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะ และการออกแบบโครงสร้างให้เหมาะกับการปั่นจักรยาน เป็นต้น

ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า การทำงานขับเคลื่อนในระดับนโยบาย และโครงสร้างนี่ไม่ใช่งานง่ายๆ เลย! ไหนจะรัฐบาล ไหนจะประชาชน ไหนจะมีเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย ซึ่งคุณ Helle ได้ให้คำแนะนำและข้อคิดจากประสบการณ์การทำงานออกแบบเมืองมาดังนี้

  1. รัฐบาลต้องการตัวเลข : ในการทำงานออกแบบและพัฒนาเมืองนั้น การดีลกับหน่วยงานรัฐถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องทำ และต้องทำให้ได้ด้วย ก่อนอื่นเลยคือ เราต้องเข้าใจว่าประชาชนต้องการ ‘คุณภาพ’ ส่วนรัฐบาลต้องการ ‘ปริมาณ’ (ตัวเลขสถิติที่นำไปอ้างอิงต่อได้) ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย เราก็ต้องทำทั้งสองอย่าง โดยอาจเริ่มจากการเสนอทำโปรเจกต์เล็กๆ ในพื้นที่จำกัด แล้วทำให้สำเร็จ โดยเก็บข้อมูลอย่างละเอียด มีตัวชี้วัดชัดเจน เห็นตัวเลขสถิติ มีคนกี่คน มีรถกี่คัน สร้างผลกระทบ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง แล้วจัดทำเป็นรายงาน ซึ่งเมื่อเราสร้างผลงานที่ดีได้แล้ว ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่รัฐจะสนับสนุนให้ขยายผลต่อในพื้นที่อื่นๆ ตามที่เราต้องการได้
  2. วัฒนธรรมสร้างได้ : “Culture is adaptable” อย่าเพิ่งคิดว่าวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับ ‘คน’ ทั้งนั้น ถ้าคนในพื้นที่นั้นๆ เปลี่ยนมาให้คุณค่ากับสิ่งใหม่ วัฒนธรรมก็เปลี่ยนได้ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมการปั่นจักรยานในเดนมาร์ก ซึ่งใช้เวลาสร้างและสั่งสมมานานหลายสิบปี จนในปัจจุบัน ชาวเมืองโคเปนเฮเกนกว่าครึ่งขี่จักรยานเป็นยานพาหนะหลักทุกวัน และจักรยานยังกลายเป็นยานพาหนะที่นายกรัฐมนตรี Helle Thorning-Schmidt และคณะรัฐมนตรี ใช้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชินีที่พระราชวังเลยทีเดียว !
  3. โครงสร้างส่งผลต่อจิตใจ : การมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อคนปั่นจักรยาน แท้จริงแล้วไม่ได้ทำเพื่ออำนวยความสะดวกคนปั่นจักรยานเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกให้คน ‘อยากออกมาปั่นจักรยาน’ มากกว่า อย่างการทำเลนจักรยานด้วยการขีดเส้นแบ่งเลนนั้นถือว่ายังไม่เพียงพอ ต้องทำเป็นขอบถนนขึ้นมาเป็นช่องจักรยานแยกให้ชัดเจนไปเลย เพื่อให้คนรู้สึกปลอดภัย และอยากปั่นจักรยานมากขึ้น ซึ่งเมื่อคนอยากทำเอง และรู้สึกดีที่ได้ทำ ก็จะกลายเป็นวิถีชีวิต ทีนี้อะไรก็ฉุดไม่อยู่แล้ว ถึงขั้นที่ว่าแม้ฝนจะตก หิมะจะโปรยแค่ไหน คนโคเปนเฮเกนกว่า 80% ก็ยังคงปั่นจักรยานฝ่าออกมาทำงานทุกวัน….รักการปั่นกันขนาดนั้นเลย !

  4. ความง่ายคือหัวใจสำคัญ : กุญแจที่ทำให้การปั่นจักรยานฮิตติดลมบนในโคเปนเฮเกนได้สำเร็จ ไม่ใช่ประเด็นเรื่องสุขภาพว่าปั่นแล้วจะหุ่นดี จะช่วยประหยัดเงิน ประหยัดน้ำมัน หรือช่วยลดโลกร้อน แต่เป็นเพราะ ‘ความง่าย’ ที่คนโคเปนเฮเกนกว่า 85% ลงความเห็นตรงกันว่าการปั่นจักรยานเป็นการเดินทางที่ง่ายที่สุด ดังนั้นกับนโยบายอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน แทนที่จะมานั่งอธิบายเหตุผลว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ควรทำให้คนรู้สึกว่าง่ายที่จะทำ แล้วเขาก็จะทำเองโดยไม่ต้องบังคับหรือมีกำหนดบทลงโทษ

ท้ายสุด และสำคัญสุด คือ คุณ Helle บอกว่า เธอไม่ได้มองว่าการปั่นจักรยานคือยานพาหนะที่ดีที่สุด และเธอก็ไม่ได้ต่อต้านยานหนะอื่นๆ บนท้องถนน เธอบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าการเดินทางแบบไหนที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เธอทำเป็นเพียงการสร้างทางเลือกให้คนได้ ‘เลือก’ การเดินทางที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละวันเท่านั้น

และอย่าลืมว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ ทุกอย่างต้องใช้เวลา และต้องใจเย็นๆ 😉


ไปอ่านกันต่อถึงความเอาจริงเอาจังของการเป็นเมืองจักรยานของโคเปนเฮเกนได้ตาม Link เหล่านี้ 🙂

id old content:
441
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below