Bridging The Gap, The Road To Social Change 4.0

20 กุมภาพันธ์ 2561
All

All

 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มต้นขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 มุ่งหน้าพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ลงมาจนถึงระดับมหาวิทยาลัยที่ต่างตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้าง”ผู้ประกอบการ” และ “นวัตกรรม” ผ่านการสนับสนุนด้าน Start Up และ SME อย่างมากมาย  ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation) และผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากภาคประชาชนเริ่มตระหนักถึงปัญหาสังคมที่สะสมมาเป็นระยะเวลานานและทวีความรุนแรง จึงหันมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจเพื่อสังคม(Social Enterprise) ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่าง”ธุรกิจ” และ”สังคม” ผสานเข้าหากัน หากแต่ยังมีความท้าทายในการแก้ปัญหาในและมีความพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมกับสร้างความยั่งยืนทางการเงินในการทำธุรกิจ

ในงานเปิดตัว School of Changemakers ในฐานะ Social Incubator เมื่อวันที่  9 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมาได้จัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “Bridging the gap, the road to social change 4.0”  โดยมีแขกรับเชิญจากองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบสนับสนุนนักสร้างการเปลี่ยนแปลงและผู้ประกอบการสังคมในประเทศไทย ได้แก่
คุณพรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ก่อตั้ง School of Changemakers
คุณเกียรติรัตน์ ทองผาย ที่ปรึกษาอาวุโส ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ แห่งชาติ มีประสบการณ์ในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ กว่า 200 ราย
คุณธนัน รัตนโชติ Founder & CEO กิจการเพื่อสังคม PLANT:D ที่เคยผ่านโครงการบ่มเพาะจากหลายเวทีทั้งในและต่างประเทศ  
ทั้ง 3  ท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญ ทิศทางและช่องว่างของระบบสนับสนุนผู้ประกอบการสังคมในประเทศไทย 

ช่องว่างของ Start Up เติบโตไม่ทันการสนับสนุนจากภาครัฐ และภาคธุรกิจ 
การเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่นั้นต้องใช้เวลา การสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งมี Business Model ที่ดี การทดสอบสินค้าหรือบริการต้นแบบ (Prototype) อาจจะใช้เวลา 3-6 เดือน จากนั้นผู้ประกอบการจะต้องปรับหากลไกและรูปแบบที่เหมาะสมในการดำเนินงาน ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานถึง 3 ปี  เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและตลาดได้ ถึงแม้ภาครัฐและภาคธุรกิจ จะพร้อมที่จะสนับสนุน แต่ธุรกิจเกิดใหม่นั้น โตไม่ทันการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน  สำหรับธุรกิจเพื่อสังคมอาจจะยากกว่าในตอนเริ่มต้น กว่าจะทดสอบ ปรับ Theory of Change ที่สามารถแก้ปัญหาได้ และ หา business model หรือ social model  แต่ในระยะยาวธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด จะสามารถอยู่ดีได้ เพราะมีความใกล้ชิดกับสังคมมากกว่า
 
ช่องว่างของแหล่งเงินทุนสนับสนุนระยะกลาง
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชนสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นส่วนใหญ่ธุรกิจเกิดใหม่จะสเกลเล็กเกินไปจนอาจไม่คุ้มการลงทุน ซึ่งช่องว่างของการสนับสนุนเงินทุนยังค่อนข้างกว้าง เงินสนับสนุนสำหรับทำ prototype ก้อนเล็กหาได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันนักลงทุนส่วนมากต้องการร่วมลงทุนเมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต มีฐานลูกค้าของตนเอง มูลค่าการเริ่มต้นลงทุนอยู่ที่ 10 ล้านขึ้นไป ในขณะที่เงินทุนระยะกลางที่ธุรกิจจะต้องใช้ดำเนินการหลังจากทำ prototype จนได้รูปแบบที่เหมาะสมนั้นยังคงขาดอยู่ ปัญหาช่องว่างในเรื่องเงินทุนกับการดำเนินงาน เป็นสิ่งที่ต้องหาทางปรับต่อไป แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ Business Model ที่ดีทำให้เงินทุนอาจจะจำเป็นน้อยลง

ช่องว่างของศักยภาพคน
Start Up CEO พัฒนาศักยภาพตัวเองโตไม่ทันธุรกิจ เพราะหลายคนอาจจะยังไม่เคยทำงานมาก่อน หรือไม่เคยเป็นลูกจ้าง เมื่อธุรกิจเริ่มขยาย ทำให้ขาดทักษะในการบริหารคน และบริหารเงินไม่เป็น การหาทีมงานที่ลงตัวนั้นต้องใช้เวลา ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน แต่ยังขาดประสบการณ์ ทั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากร คนและเงินให้มีประสิทธิภาพ
 
ช่องว่างของระบบสนับสนุน
ณ วันนี้หาก มีใครสักคนต้องการลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม จะเริ่มต้นที่ไหน อย่างไร?  การมี Incubator  จึงเป็นเรื่องสำคัญ เราควรจะมีระบบสนับสนุนบ่มเพาะให้กับคนที่มีไอเดียและความตั้งใจจริง  ในขั้นตอนพัฒนาธุรกิจเกิดใหม่(Start Up) โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเพื่อสังคมต้องทำความเข้าใจและมองหาโอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ก่อนจะทดสอบแนวความคิด ลงมือทำ และที่สำคัญ ควรจะต้องวัดผลกระทบทางสังคมด้วย เพราะกิจการเพื่อสังคมไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องของผลกำไรเป็นหลัก จึงไม่ได้นำผลประกอบการมาเป็นตัวชี้วัดเหมือนธุรกิจทั่วไป แต่ใช้เกณฑ์ของการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ แล้วจึงสร้างรายได้เพื่อการสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหา ดังนั้น จึงควรมีการวัดผลกระทบทางสังคมด้วยว่า สิ่งที่ทำลงไปได้ตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้หรือไม่ และการมี Incubator จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นใหม่สามารถมุ่งไปในแนวทางที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมากนัก ทั้งยังช่วยให้เห็นปัญหา มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้น 
 
ในกระบวนการบ่มเพาะผู้ประกอบการ (ไม่ว่าจะมาทางด้านสังคมหรือไม่ก็ตาม) แต่ละ ขั้นตอน ตั้งแต่ การหา  Idea  ช่วงทำ Prototype ค้นหา Social & Business Model ไปจนถึงขั้นตอนการขยายผล หรือ Scale ควรจะทำแยกกัน เพราะแต่ละช่วง กิจการมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ในฐานะ Incubator ควรจะเข้าใจ​กระบวนการต่างๆ ในการสนับสนุน Start Up และสร้างระบบสนับสนุนต่างๆ อย่างเหมาะสม ควรทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เฉพาะจัดการประกวด แต่จริงจังกับปัญหา หรือ pain point ที่ startup นั้นๆ ต้องการแก้ไข การมอบเงินรางวัล เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น 

ส่ิงสำคัญที่ช่วยสนุบสนุน ได้แก่

  1. Coach ที่เข้าใจกระบวนการ Start Up และเข้าใจเรื่องการสร้างนวัตกรรม และ social innovaton  ต่างจากธุรกิจ SME ทั่วไป หากมีประสบการณ์ในการทำเองมาก่อน จะดีมาก
  2. เงินทุนสนับสนุน  ในระยะเริ่มต้น เงินทุนยิ่งเงินน้อย ยิ่งเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพ ในการบริหารจัดการทรัพยากร  หรืออย่าง tech start up เอง ถ้าก้าวแรกเริ่มทำ เดินมาขอเงินทุน แบบนี้น่าจะไม่ใช่ เพราะควรเริ่มจากความรู้ความสามารถที่ตนเองมีในการเริ่มต้น
  3. การให้เครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝึกฝนทักษะ Softskill ต่างๆ เช่น empathy / teamwork / leadership สำคัญมาก
  4. Community  ของคนที่สนใจสิ่งเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ช่วยเหลือและทำงานร่วมกัน

ช่วงเวลาที่ประเทศก้าวสู่ยุค 4.0 ผู้คนต่างเชื่อมโยงถึงกัน (Social Connectivity) เราได้เห็นพลังของการรวมกลุ่ม (Social Inclusivity) ในการพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง การพิจารณาภาพรวมของทั้งระบบ และมองให้ออกว่าตนเองเป็นจิ๊กซอว์อยู่ที่จุดในของกระบวนการ  พยายามมองหาความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ สร้างองค์ความรู้ และแบ่งปัน คือหัวใจของการสนับสนุนให้เกิด Social Innovation  ในประเทศไทยได้
 
 
 

Hashtags: