knowledge

​Sustainable Investment : ลงทุนแบบสร้างสรรค์ ใช้ความดีสร้างผลตอบแทน

17 มิถุนายน 2016


หากมีใครนึกพิเรนทร์จับหัวข้อสัมมนาที่มีอยู่มาเรียงลำดับความนิยม สัมมนารวยด้วยหุ้นติดโผหนึ่งในห้าแน่ๆ เทรนด์การลงทุนชนิดรวยติดจรวด รวยแบบ Passive Income สารพัดสารพันความรวยจากตลาดหุ้นเป็นที่นิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ในบ้านเรา แต่หากสอดส่องข่าวสารฝั่งอเมริกา การลงทุนแบบหวังผลตอบแทนสูงสุดล้าสมัยไปแล้ว

ตอนนี้คนที่ Wall Street กำลังพูดถึง ‘Sustainable Investment’ หรือ ‘การลงทุนอย่างยั่งยืน’ การลงทุนชนิดนี้ก้าวไกลไปกว่าการทำกำไรสูงสุด แต่คำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกที่สร้างต่อสังคมด้วย จะเป็นยังไง ลองตามมาดูพร้อมกันค่ะ 

Audrey Choi CEO ของสถาบันการเงินระดับโลก Morgan Stanley’s Institute for Sustainable Investing มาเล่าการลงทุนแบบใช้ความสุขทำกำไรให้พวกเราฟังผ่านเวที Ted Talk 

“เงินจำนวนกว่า 290 ล้านล้านบาทหมุนเวียนอยู่ในตลาดหุ้นและพันธบัตร เงินจำนวนนี้แหละที่จะเปลี่ยนโลกได้”

Audrey มองว่าแทนที่เราจะนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุน และสนับสนุนกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือใช้แรงงานเด็ก เราสามารถนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนกับกิจการน้ำดีที่ไม่ได้มุ่งฟันกำไรเพียงอย่างเดียว แต่อยากคืนสิ่งดีๆ สู่สังคมด้วยดีกว่า พูดมาถึงจุดนี้หลายคนคงคิดในใจว่าพอร์ตลงทุนหลักพัน หลักหมื่นอย่างพวกเราคงมีส่วนร่วมอะไรไม่ได้ซินะ ซึ่งมันไม่มีจริงเลยค่ะ! Audrey ย้ำชัดเลยว่า 1 ใน 3 ของเงินที่ว่ายวนอยู่ในตลาดหุ้นและพันธบัตรทั้งหมดเป็นของมนุษย์ชนชั้นกลางอย่างพวกเรา เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราลงทุนไม่ว่าจำนวนเล็กน้อยแค่ไหน เมื่อพวกเราหลายๆ คนช่วยกันเปลี่ยนที่ลงทุนคนละไม้คนละมือ เงินจำนวนนี้ก็จะเป็นกองกำลังเปลี่ยนโลกได้ค่ะ

ปกติคำว่า ‘กำไร’ กับ ‘สังคม’ เป็นเรื่องคนละขั้วที่ไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ จากการสัมภาษณ์นักลงทุน 1,000 คนของทีมงาน Audrey พบว่า 71% สนใจการลงทุนแบบยั่งยืนนะ แถม 72% ยังเชื่อด้วยว่ากิจการที่แคร์สังคมเนี่ยทำไรเยอะกว่าบริษัทปกติเสียอีก แต่น่าประหลาดใจมากเพราะคน 54% ยังเชื่อว่าถ้าเขาลงทุนกับกิจกรรมที่ใส่ใจสังคมพวกเขาจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเดิม

งานวิจัยของ Harvard Business School บอกพวกเราว่า ถ้าเราลงเงิน 1 ดอลล่าร์ ในกิจการที่คิดแต่เรื่องเงินอย่างเดียวเท่านั้น 20 ปีผ่านไป เงิน 1 ดอลล่าร์จะงอกเงยเป็น 14 ดอลล่าร์ แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุนในกิจการที่สร้างผลกำไรแล้วและแคร์สิ่งแวดล้อมกับสังคมควบคู่ไปด้วย ผลตอบแทนกระโดดเป็น 28 ดอลล่าร์หรือมากกว่า 2 เท่า 

ส่วน Oxford เองก็ศึกษางานวิจัยกว่า 120 ชิ้นที่บ่งบอกในแนวทางเดียวกันว่ากิจการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมมีวิธีบริหารต้นทุนได้ดีกว่ากิจการทั่วไป ล่าสุดสถิติจาก Morning Star เว็บไซต์เปรียบเทียบและจัดอันดับกองทุนต่างๆ ทำสถิติให้เห็นกันชัดๆเลยว่าระยะยาว ‘การลงทุนอย่างยั้งยืน’ ได้ผลตอบแทนดีกว่า

แล้วกิจการที่น่าลงทุนหน้าตาเป็นแบบไหนกัน? 

กิจการน้ำดีไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพูดชื่อแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากฝั่งสแกนดิเนเวียอย่าง IKEA ทุกคนแทบร้องอ๋อ! นอกจากดีไซน์เก๋ๆในราคาย่อมเยาที่ทุกคนเข้าถึงได้แล้ว IKEA ยังมีมาตรฐานในการเลือกสั่งวัสดุจากซัพพลายเออร์ที่ไม่ใช้แรงงานเด็ก ให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม จัดที่ทำงานให้ปลอดภัย และด้วยความเชี่ยวชาญด้านออกแบบ IKEA ยังคิดค้นนวัตกรรม ตั้งกิจการเพื่อสังคม Better Shelter เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้นแก่ผู้ลี้ภัยในหลายประเทศ

ไอศกรีมของคุณลุง Ben & Jerry’s ที่กำลังเข้ามาขายได้เมืองไทยเร็วๆ นี้ ก็ให้ความสำคัญกับ stakeholder ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ซัพพลายเออร์ พนักงาน และองค์กร NGO ต่างๆ โดยเรียกว่า ‘Linked Prosperity’ เพราะผู้บริหารมองว่ากิจการจะต้องเกื้อหนุนสังคมและเดินหน้าไปด้วยกัน ส่วน ลิปมัน Burt’s Bee ที่สาวๆ หลายคนพกติดกระเป๋า ก็เริ่มจากการนำขี้ผึ้งที่เหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าจะได้ไม่ต้องนำไปทิ้ง ผู้ก่อตั้งให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สินค้าของ Burt’s Bee จึงคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติแท้จริงไม่เจือปนสารเคมี และยังซื้อพื้นที่กว่า 185,000 เอเคอร์เพื่ออนุรักษ์เป็นป่าชุมชน  ถามว่ากิจการเหล่านี้ทำกำไรหรือเปล่า ขอตอบเลยว่าทำกำไรค่ะ แถมเยอะด้วย แต่มากไปกว่าการทำกำไร ก็ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในทุกขั้นตอนการผลิตด้วย

Audrey เชิญชวนให้ทุกคนลองเปิดใจลงทุนแบบใหม่ๆ ลงทุนกับกิจการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยเธอให้ 3 เหตุผลที่ทุกคนควรหันมาลงทุนแบบยั่งยืนว่า

  1. มีสถิติสนับสนุนให้เห็นชัดเจนว่าการลงทุนแบบยั่งยืนก็ได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่น้อยหน้าการลงทุนแบบปกติเลย
  2. สิ่งที่ขวางนักลงทุนทุกคนคือ ความเชื่อแบบผิดๆ หากถอดแนวคิดเก่าออกและเลือกลงทุนในกิจการที่สร้างมูลค่าทางสังคม นอกจากตัวเงินที่ได้กลับมาในรูปเงินปันผล เรายังช่วยสร้างสิ่งดีให้กับโลกใบนี้ด้วย
  3. ตลาดการลงทุนแบบยั้งยืนโตเร็วมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนี้มีมูลค่าถึง 20 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของเงินในตลาดทุนทั้งหมด

ตอนนี้มีประเทศไทยบริษัทจำนวน 10 บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่ยั่งยืน หรือกลุ่มดัชนี Dow Jones Sustainable Index (DJSI) ได้เแก่

Banpu pcl, Central Pattana pc, IRPC pcl, Minor International pcl, PTT Exploration and Production pcl (PTTEP), Thai Union Frozen Products pcl (TUF), PTT pcl, PTT Global Chemical pcl, Siam Cement pcl และ Thai Oil pcl เมื่อเทียบผลประกอบการกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน พบว่า 10 บริษัทนี้ให้ผลตอบแทนดีกว่าค่ะ นับเป็นนิมิตหมายอันดีของตลาดทุนไทยที่นักลงทุนอย่างเราๆ มีตัวเลือกมากขึ้นค่ะ

และอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) ที่บริหารโดยกองทุนบัวหลวง ร่วมกับมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” และ สถาบัน ChangeFusion โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุนไปลงทุนในกิจการที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และยังเป็นกองทุนรวมกองแรกที่มอบรายได้ในการจัดการกองทุน 40% หรือเทียบเท่า 0.8% ของมูลค่าเงินกองทุน เพื่อสนับสนุนหรือลงทุนในโครงการสาธารณประโยชน์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้เงินทุกบาทของผู้ลงทุนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

แม้เราจะเป็นเสียงเล็กๆ เงินถุงเงินถังไม่เยอะ แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะหยิบเงินที่เรามีอยู่ลงทุนกับกิจการประเภทไหน กิจการที่กอบโกยแต่ผลกำไร หรือกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สำหรับใครที่อ่านแล้วรู้สึกอยากเลือกลงทุนแบบยั่งยืน ลองอ่านหนังสือ The Impact Investor ดูค่ะ เปิดโลกการลงทุนแบบยั่งยืนได้ดีทีเดียว

ทุกคนเป็น Changemaker ได้ แค่เปลี่ยนแนวคิด ปรับมุมมองในการลงทุน เราก็สร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ได้แล้วค่ะ

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below