Complicate vs. Complex : เข้าใจระบบ เข้าใจปัญหา

12 มิถุนายน 2561
All

All

Photo by Billy Huynh on Unsplash
 

การแก้ไขปัญหาสังคม หลายอย่างอาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสังคมที่ความซับซ้อน และไม่สามารถหารากของปัญหาได้อย่างชัดเจน (Wicked Problem)  เช่น ปัญหาเรื่องการศึกษา สมมติว่า เราอยากแก้ไขปัญหา เด็กไทยไม่รู้จักตนเอง การเรียนการสอนในระบบโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ ไม่นำพาให้เด็กสามารถค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเองได้  ภายใต้ปัญหาที่เหมือนจะชัดเจนที่ตัวเด็กนี้ ยังมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น คุณภาพการเรียนการสอนในโรงแรียน ครู ระบบและกฏ การวัดผล ที่เป็นกรอบการทำงาน ตัวครูเองแต่ละคน  ตัวเด็กเอง (วัย เพศ ทักษะ ความสามารถ demographic ของเด็ก คุณลักษณะ นิสัย) โรงเรียน แนวทางโรงเรียน ผู้บริหาร วิสัยทัศน์และความสามารถ รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต่างก็เป็นตัวแปร สำคัญในปัญหานี้ได้ทั้งสิ้น  หากใครสักคนอยากจะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหานี้ อาจจะโฟกัสมองไปที่ตัวเด็ก แล้วไปจบลงที่ การให้ความรู้ กับเด็ก หากเด็กมีความรู้ด้านนั้นๆ มากขึ้น จะช่วยให้ค้นหาตนเองเจอ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก (จริงหรือ)  หากโฟกัสที่ปัญหาคุณภาพครู ครูขาดความรู้ ทักษะในการสอนให้เด็กเข้าใจ อาจจะจบลงที่แก้ปัญหาโดยการฝึกอบรม ครู  ครูจะได้มีทักษะความสามารถที่เพิ่มขึ้นไปสอนเด็กๆ ได้  หรืออย่าง ปัญหาชาวบ้านยากจน รายได้น้อย แก้ปัญหาโดยให้ความรู้ ฝึกอบรมอาชีพ ชาวบ้านจะได้มีอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้น  ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามทำกันมาโดยตลอด  หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราคงไม่มีปัญหาการศึกษา หรือปัญหาความยากจนให้แก้อีกต่อไป แต่ในความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไปสักที 

นวัตกรรมทางสังคมมักจะเกิดในระบบเชิงซ้อน (Complex System)  ซึ่งลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ 

1. มีตัวแปรหลายตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะคนที่เกี่ยวข้อง ระบบ กฏเกณฑ์ สิ่งของ สถานที่  

2. องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ เชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกัน ถึงแม้ตัวแปรแต่ละตัวอาจจะสัมพันธ์กันอย่างมีแบบแผน มีลำดับ แต่ยังเป็นการยาก ที่จะคาดเดาได้ เพราะยังคงมีตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบได้อีก เหตุและผล อาจจะไม่ตรงไปตรงมา หนึ่งเหตุอาจมีหลายผล หนึ่งผลอาจมีหลายเหตุ และ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป 

Complex System 

Brenda Zimmerman อธิบายความแตกต่าง ของระบบ Simple / Complicated / Complex ในหนังสือ Getting to Maybe : How the world is changed  ไว้ดังนี้ 

ระบบ Simple มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากนัก ไม่ต้องใช้ความชำนาญสูง สามารถเรียนรู้ได้ในเวลาไม่นาน  มีสูตรและวิธีการ เช่นการทำขนมเค้ก เราสามารถเตรียมส่วนผสม ชั่งตวงวัด ทำตามสูตร ซ้ำได้ 

ระบบซับซ้อน(Complicated System)  มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องใช้เวลาในการค้นคว้า เรียนรู้ กว่าจะหาวิธีได้อาจจะต้องใช้เวลาหลายปี แต่เมื่อทำสำเร็จแล้ว สามารถมีสูตร คู่มือ วิธีการ ให้ทำซ้ำได้ เช่น การส่งยานอวกาศออกไปนอกโลก ต้องใช้เวลาในการลองผิดลองถูก มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ต้องทดลอง ค้นคว้า มีองค์ความรู้จากหลายศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องใช้เวลาหลายปี แต่เมื่อทำได้ครั้งนึงแล้ว ครั้งต่อๆ ไป ทำซ้ำและสำเร็จได้ 

ระบบเชิงซ้อน (Complex System)  ถึงแม้จะพอมีรูปแบบ มีสูตรแต่ไม่สามารถใช้ได้เสมอไป ในทุกสถานการณ์ ทุกเวลา  ถึงแม้จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ จากการอ่านหนังสือ ฝึกฝนต่างๆ ก็อาจจะไม่พอ เช่น การเลี้ยงดูเด็กมีวิธีการ มีหนังสือให้อ่านแต่เราไม่สามารถนำไปใช้กับเด็กทุกคนได้ เลี้ยงเด็ก 1-2 คนด้วยวิธีเดียวกัน ผลลัพธ์อาจจะต่างกัน หรือ เลี้ยงคนที่ 3-4 อาจจะต้องใช้วิธีที่แตกต่างออกไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดียวกัน  

ระบบเชิงซ้อน (Complex System) ในธรรมชาติ เราสามารถมองหาแบบแผนได้ เช่น สภาพอากาศ เราสามารถพยากรณ์ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะถูกทั้งหมด 100% การบินของฝูงนก ที่เราสามารถทำนายรูปแบบได้ แต่เราไม่สามารถบอกได้อยู่ดีว่านกจะบินไปทางไหน เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา แต่สำหรับระบบเชิงซ้อน ที่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่นการเลี้ยงเด็ก ต้องมองแบบองค์รวม คิดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กด้วย คนในครอบครัว สังคมวัฒนธรรม ชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ 

หากจะทำงานกับระบบเชิงซ้อน เราไม่สามารถมองจากภายนอก แล้วพยายามแก้ไขได้ เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบนั้น มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ เราไม่สามารถทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้เด็กได้ถ้าไม่ทำให้เด็กและองค์ประกอบอื่นๆ รอบๆตัวเด็กเข้ามามีส่วนร่วมด้วย  ตัวเราเองได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกัน อย่างที่เค้าว่าไว้ว่า การแก้ปัญหาสังคมใดๆ  หากสิ่งที่ทำนั้นไม่เปลี่ยนตัวเรา ก็ไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ การพาตัวเองเข้าไปในปัญหา และมีส่วนร่วม innovate ตัวเอง ไปพร้อมๆ กับ innovate ระบบที่เราทำงานด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญ  ในปัญหาเชิงซ้อน(Complex Problem) เหมือนการแตกย่อยแต่ละชั้นของความซับซ้อน (Complicate) มองหารูปแบบของมันและค่อยๆ เริ่มจากจุดเล็กๆ โดยอาจจะตั้งต้น จากการตั้งคำถามว่า ทำไม...ทำไม ลึกลงไปเรื่อยๆ หรือใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยเช่น Root Cause Analysis , Fish bone diagram , system thinking 

Link ที่เกี่ยวข้องสำหรับอ่านเพิ่มเติม
Lesson 3 - Let’s Define Your Problem
Becoming a changemaker : Introduction to Social Innovation 
Defined Problem : ระบุปัญหาให้ชัดถ้าไม่อยากแก้ปัญหาผิดจุด
Kumu : System Diagram สำหรับ Complex System 
5 Whys by Toyota 

Hashtags: