จะเริ่มแก้ปัญหาจากจุดไหน? คำตอบมีอยู่ในการทำ Causes Diagram

09 กรกฎาคม 2561
All

วัยรุ่นผู้หญิง, ชุมชน, ภาคธุรกิจ, คนเมือง, สิ่งแวดล้อม, ภาคสังคม, ภาคธุรกิจ,

ในการจะแก้ไขปัญหาอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราจะต้องทำนั้น ก็คือการทำความเข้าใจในตัวปัญหา เมื่อเราเข้าใจปัญหา เราก็เห็นถึงต้นเหตุของปัญหา และเมื่อเราแก้ต้นเหตุของปัญหา ปัญหานั้น ๆ ก็จะพลอยดับไปด้วย กระบวนการแนวความคิดแบบนี้เมื่อสรุปในสองสามบรรทัดแล้ว ดูจะเป็นเรื่องง่าย แต่ในหลาย ๆ ปัญหาโดยเฉพาะปัญหาด้านสังคมสาเหตุของปัญหา และผลกระทบของปัญหามักจะมีความซับซ้อนจนทำให้เราไม่สามารถจับจุดได้ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้ก็คือ การทำ Causes Diagram

Causes Diagram คือ เครื่องมือที่จะช่วยเราวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาได้ลึกและรอบคอบมากขึ้น ซึ่งการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งก็จะทำให้เราค้นหาได้ว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาที่เราจะแก้ไขอย่างแท้จริง หากเราใช้ Causes Diagram เราก็จะไม่เสียเวลากับการแก้ไขปัญหาผิดจุด หรือ การแก้ไขปัญหา อย่างไม่ยั่งยืน ยิ่งถ้าเรานำเอาเครื่องมือนี้มาใช้ในงานกลุ่มแล้ว เราก็จะเห็นปัญหารอบด้านมากขึ้น การเขียน Causes Diagram นั้นยังสามารถช่วยเราทดสอบได้ด้วยว่าในความเป็นจริงแล้ว เรารู้จักปัญหาที่เราจะแก้ดีแล้วหรือยัง ถ้าเราใช้เครื่องมือนี้แล้ว ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงได้ เราก็อาจจะต้องกลับว่าค้นคว้าหาเพิ่มเติม หรือลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่ม

 

ขั้นตอนของ Causes Diagram พร้อมตัวอย่างง่าย ๆ  ก็มีดังต่อไปนี้

  1. ระบุปัญหาหลัก (Core Problem) ปัญหาหลักคือปัญหาที่เราเห็นและอยากจะแก้

        ตัวอย่าง: นายอานจะช่วยชาวสวนปลูกมันสำปะหลัง นายจอนเห็นปัญหาว่าแต่ละปีมีจำนวน ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ

          2. ระบุผลกระทบโดยตรง (Direct Symptoms) ผลกระทบโดยตรงคือผลกระทบที่สามารถมองเห็นได้ง่ายและมีความชัดเจน

        ตัวอย่าง: นายอานได้เห็นว่าผลกระทบโดยตรงที่เห็นได้ชัด คือการทำโรงงานแป้งมันของชาวสวน มีผลผลิตที่น้อย เนื่องจากวัตถุดิบมีปริมาณไม่สม่ำเสมอ

          3. ระบุผลกระทบเชิงลึก (Underlying Symptoms) ผลกระทบเชิงลึกคือผลกระทบที่ซ่อนอยู่ อาจจะต้องใช้การลงพื้นที่ หรือศึกษาเพิ่มเติมถึงจะมองเห็นได้

        ตัวอย่าง: นายอานยังได้เห็นอีกว่ายังมีผลกระทบอื่นที่ซ่อนลึกลงไปอีก เช่น ปัญหานี้ทำให้ชาวสวนมีรายได้น้อย  และยังทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเพราะชาวสวนคิดว่าพื้นที่ปลูกไม่พอทำให้ผลผลิตต่ำ

          4. ระบุปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Contributing Factors) ปัจจัยที่ส่งผลกระทบคือสิ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบที่ระบุมาในข้างต้นจะเป็นพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม เครื่องมือหรือกระบวนการก็ได้

        ตัวอย่าง: หลังจากทำการสำรวจแล้ว นายอานพบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้ คือ กระบวนการเพาะปลูกที่ไม่มีประสิทธิภาพ

    พอคำนึงถึงผลกระทบของปัญหานี้แล้ว ก็ถึงเวลาสำนึงสาเหตุต่าง ๆ ของปัญหา ซึ่งก็จะอยู่ในส่วนล่างของ diagram

         1. ระบุสาเหตุโดยตรง (Direct Causes) สาเหตุโดยตรงคือสาเหตุที่สามารถมองเห็นได้ง่ายและมีความชัดเจน

        ตัวอย่าง: หลังจากลงพื้นที่นายอานได้เห็นว่าการเพาะปลูกไม่มีประสิทธิภาพนั้น เพราะมีผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ในอัตราต่ำ

         2. ระบุสาเหตุเชิงลึก (Underlying Causes) สาเหตุเชิงลึกคือสาเหตุที่ซ่อนอยู่ อาจจะต้องใช้การลงพื้นที่ หรือศึกษาเพิ่มเติมถึงจะมองเห็นได้

          ตัวอย่าง: นายอานได้ทำการสำรวจลึกลงไปอีก และค้นพบว่าชาวสวนนั้นใช้ปุ๋ยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้คุณภาพดินเสื่อม

         3. ระบุปัจจัยของสาเหตุ (Contributing Factors) ปัจจัยของสาเหตุคือสิ่งที่ทำให้เกิดเหตุของปัญหานั้นๆ ขึ้นมา

        ตัวอย่าง: เมื่อถามชาวสวนว่าทำไมถึงใช้ปุ๋ยประเภทนี้ นายอานถึงได้ทราบว่า ชาวสวนนั้น ขาดความรู้
        
ตัวอย่าง
 
 

เมื่อคนในกลุ่มเดียวกับนายอานได้ลองผ่านกระบวนการขั้นตอนเดียวกับนายจอน กลุ่มของนายจอนก็จะได้สาเหตุของปัญหาที่แม่นยำ

การทำ Causes Diagram มีขั้นตอนที่ง่าย และยังสามารถช่วยผู้คนที่กำลังริเริ่มจะเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงให้จับจุดเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง

 

แหล่งที่มาของเนื้อหาและตัวอย่าง: http://diytoolkit.org/tools/causes-diagram/

Hashtags: