Striving Will For Prototype

16 สิงหาคม 2561
พลังงานทดแทนผลิตภัณฑ์ดูแลสิ่งแวดล้อม, การอนุรักษ์ทรัพยากร, การใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพ, ขยะ, การมีส่วนร่วม, ศิลปะวัฒนธรรม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, ความโปร่งใส, บรรเทาภัยพิบัติ, ความเชื่อและศาสนา, สื่อมวลชน, สื่อมวลชน, กฎหมายและนโยบาย, การเลือกตั้ง, การเมือง,

ชุมชนคนเมือง,

ในการทำโครงการ หรือกิจการเพื่อสังคมนั้น โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่ต้องใช้ทั้งพลังกาย พลังใจมหาศาล ทั้งการเก็บข้อมูล หา Insight ของปัญหา พัฒนาไอเดีย ทดสอบแนวคิด ไปถึงขึ้นต้นแบบ Prototype และรับ Feedback เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข จนสามารถได้โมเดลหรือรูปแบบได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ (Beneficiary) หรือลูกค้า (Customers) เป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนอาจจะท้อ และล้มเลิกความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาสังคม 
ทาง School of Changemakers จึงเลือกหัว Striving Will ขึ้นมาเป็นกิจกรรม After School ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์มาตั้งต้นชวนคุยและแลกเปลี่ยนกันในเรื่องของความพยายาม มุ่งมั่นไม่ย่อท้อให้แก่น้องๆ ที่ทำโครงการอยู่ใน Penguin Incubation ซึ่งเป็นโปรแกรมบ่มเพาะโครงการ/กิจการเพื่อสังคมในระยะเริ่มต้น (Idea to Prototype) รวมถึงนักเรียนชั้นม. 4 จากโรงเรียนปัญญาประทีป ซึ่ง School of Changemakers ไปเป็นที่ปรึกษาช่วยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาสัมมาอาชีพให้ด้วย ทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาไอเดีย และขึ้น Prototype    วิทยากรทั้ง 3 ท่าน ได้แก่
  • คุณชนินทร์ ศรีสุมะ (คุณน้ำมนต์) ผู้ร่วมก่อตั้ง Refill Station ปั๊มน้ำยา
  • คุณอนน เชาวกุล (คุณตู้) CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท รีฟัน จำกัด ผู้ริเริ่มทำ Refun Machine (เครื่องรับคืนขยะรีไซเคิลอัตโนมัติ)
  • ดร.วรุณ วารัญญานนท์ (คุณวิน) ผู้จัดการโครงการ Chula Zero Waste Project
 
ถึงแม้ทั้ง 3 คนจะพยายามแก้ปัญหาเรื่องการจัดการขยะเหมือนกันแต่รูปแบบ วิธีการ ของแต่ละคนเริ่มต้นมาจาก Passion ความสนใจ และความถนัดส่วนตัว ผสมผสานออกมาเป็นโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็น
Refill Station น้ำมนต์และเพื่อนๆ มองเห็นว่าสินค้าทุกชนิดที่เราซื้อมาล้วนแล้วแต่มีหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ ทำอย่างไรเราจะจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง คือ ไม่สร้างขยะ จะเป็นไปได้ไหมหากเราไม่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้งเลย?  
พี่ตู้ ที่เห็นต่างประเทศ มีตู้หยอดขวดรีไซเคิล จึงใฝ่ฝันอยากให้เมืองไทยมีใช้บ้างตามแหล่งชุมชนต่างๆ อย่างห้างสรรพสินค้า และทำให้เกิดพฤติกรรมการรีไซเคิลขยะที่สนุก ด้วยการทำตู้หยอดขวด Refun Machine
ส่วนพี่วินและทีมมองเห็นปัญหาขยะในชุมชนของจุฬา ที่ผลิตขยะจำนวนมากต่อวัน จึงตั้งโจทย์การจัดการขยะในมหาวิทยาลัยเป็นโมเดลการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง (ลดการเกิด และ มีการคัดแยก) กลางทาง (การเก็บรวบรวม) ไปจนถึงการกำจัดขยะ การทำงานในเชิงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในองค์กร จนกลายเป็น Chula Zero Waste ในที่สุด  มาลองฟังประสบการณ์การ Prototype ของทั้ง 3 คนกันเลยค่ะ
 

เตรียมข้อมูลให้พร้อม สำคัญมาก

ก่อนทำ เราควรจะเก็บข้อมูล จริงๆ จากหน้างาน สังเกตพฤติกรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมาออกแบบวิธีการที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Chula Zero Waste ที่ได้ลงไปเก็บข้อมูลขยะในพื้นที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นคณะต่างๆ โรงอาหาร ตึกเรียน มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการในมหาวิทยาลัย ร้านค้า สหกรณ์ สำรวจดูว่ามีขยะประเภทใดบ้าง  เมื่อวิเคราะห์ได้แล้ว จึงหาวิธีการลดขยะแบบบูรณาการ ตั้งแต่ ต้นทาง กลางทาง ไปจนถึงปลายทาง  ในปัญหาหนึ่งมีหลายสาเหตุมากๆ แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถแก้ไขได้หมด ให้เลือกแก้เท่าที่แก้ได้ ซึ่งจากข้อมูล จะทำให้เราจะรู้ว่าเหตุผลไหนสำคัญ เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ไม่มี solution เดียวที่จะตอบทั้งหมด จะต้องมีหลาย solution ร่วมกัน เช่น เราพบว่า ในถังขยะของจุฬา พบถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งจากร้านค้าเป็นจำนวนมาก (ระยะเวลาที่เริ่มทำโครงการ 1 ปี 7 เดือนสามารถลดถุงพลาสติกไปได้ 2,000,000 ใบ จากการณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า และขายถุงพลาสติกใบละ  2 บาท)
 
ทั้งนี้การทำงานกับคนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งสำคัญ คือ การสื่อสาร ต้องมีการวางแผนประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า พูดคุยกับร้านค้า ลงไปช่วยดูถึงปริมาณสต็อค แก้วพลาสติกที่ร้านค้าซื้อไว้ใช้ หาวิธีช่วยกันระบายของเพื่อไม่ให้เป็นขยะทิ้งออกไปภายนอก  แปะป้ายบอกนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยให้เตรียมตัวล่วงหน้า พกถุงผ้ามาเองในวันที่เริ่มใช้นโยบายอย่างจริงจัง เป็นต้น 

เริ่มต้นให้ง่ายที่สุด (อาจจะใช้งบน้อย หรือไม่ใช้เลย)

Refill Station เป็นกลุ่มเพื่อนๆ ที่มาจากแบคกราวน์ที่หลากหลาย เรียนจบต่างกันคนละสาขาแต่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน เริ่มต้นจากการที่เห็น concept ในต่างประเทศว่ามีร้านค้าที่ไม่ใช้บรรจุภัณฑ์ แล้วรู้สึกชอบไอเดียนี้ จึงนำมาเป็นจุดตั้งต้นคิดว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถลองทำได้ง่ายและใกล้ตัวเพื่อทดสอบแนวคิดนี้ หากเป็นของกินอาจจะยากเพราะมีเรื่องของการเก็บ การดูแลรักษาความสะอาด ความสดใหม่ จึงมองหาอะไรที่มีอยู่แล้ว เช่น สินค้าในชีวิตประจำวันที่คนมักจะซื้อบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กจากร้านค้าปลีก แทนที่จะซื้อขนาดใหญ่ทั้งที่มีราคาถูกกว่า และยังมองเห็นประเด็นการเข้าถึงสินค้าในราคาถูกของคนมีรายได้น้อย คนกลุ่มนี้ควรจะได้ซื้อสินค้าในราคาถูกแต่กลับซื้อแพงกว่าเพราะไม่มีเงินมากพอจะซื้อของทีละมากๆ ได้  จึงเริ่มต้นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ใช้งบน้อยที่สุด คือ ไปร้านค้าส่ง ซื้อสินค้าเป็นแกลลอนใหญ่มา แปะป้าย คำนวนราคาเปรียบเทียบ มีการตั้งสมมติฐานกลุ่มลูกค้า คำนวณความคุ้มค่าของเงินลงทุนจากนั้นตรงดิ่งไปจองแผงที่ตลาด ขายเลย!

 
Refun Machine สร้างตู้หยอดขวดรีไซเคิล Prototype แรก จากตู้ป้อมยามเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เอาไม้อัดมาปิดด้านหน้า เจาะช่องให้มีจอ พัฒนามาเป็นชั้นเหล็กฉาก วางคอมพิวเตอร์มีช่องหยอดขวดลงไปในถุงด้านหลัง เพื่อให้เห็นภาพการทำงานที่ชัดเจนว่าอยากได้อะไรอยู่ตรงไหน มีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง ใครน่าจะเป็นคนใช้ จะไปตั้งไว้ที่ไหน ระบบน่าจะทำงานอย่างไร ก่อนจะเริ่มออกไปหาพาร์ทเนอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการคนอื่นๆ ที่มีความรู้เฉพาะทาง ให้มาช่วยต่อยอดด้านเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็น จนได้ออกมาเป็นตู้ Refun หน้าตาที่เห็นปัจจุบัน

 
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์การทำ Prototype ของทั้งสามคน คือ

1. Prototype (หรือสินค้าและบริการ) อันหนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ทุกคนได้ ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายในการทดสอบไอเดีย

Refill Station ในตอนแรกมองเห็นกลุ่มเป้าหมายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนทั่วไปที่ซื้อสินค้าตามท้องตลาด (ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ใช้สินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมาก) และ กลุ่มคนสนใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยการออกไปทดสอบไอเดียกับคนกลุ่มแรก ด้วยการลองตั้งบูทที่แผงตลาดสด รายล้อมไปด้วยร้านค้าปลีกรอบด้าน ผลปรากฏว่า ขายไม่ออกเลยสักชิ้นเดียว! (จนกระทั่งแม่ค้าร้านข้างๆ ต้องช่วยซื้อเพราะสงสาร ^_^) 

"จากทีแรกเราคิดง่ายๆแค่ว่า หากเปรียบเทียบราคาขายปลึกกับราคาของเราที่กดจากแกลลอนโดยนำขวดมาใส่มาเองให้ของเราถูกกว่า โดยที่ตัวเราเองก็ยังพอมีกำไรด้วย คนน่าจะสนใจ แต่ปรากฏว่าไม่เลย คนไม่เข้าใจด้วยหลายเหตุ เช่น หลายคนบอกราคาต่างกันนิดเดียวเอง ไม่กี่บาท แม่บ้านตัวจริงบอกว่า ราคาที่คิดมานั้น ไม่ถูกนะ เพราะปกติจะซื้อตอนที่ห้างมีโปรโมชั่นได้ราคาถูกกว่านี้ หรือ ขนาดบรรจุภัณฑ์ตามท้องตลาดที่ทำให้ขวดมีรูปทรงผอมสูง เรียว หลอกตาให้ดูเหมือนเยอะ แต่พอลูกค้าเอาขวดมากดเองในปริมาณเท่ากันกลับดูเหมือนน้อย หรือคนเดินผ่านไปมาผ่านมาสงสัยว่า ข้างในแกลลอนใส่ของแท้เอาไว้หรือเปล่าหรือเอาอย่างอื่นมาเติมแล้วขายแทน  ทำให้สัปดาห์ต่อๆ มา ได้ปรับวิธีการสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น มีตัวอย่างภาชนะเปรียบเทียบปริมาตรให้ดู เป็นต้น"

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้ลองไปทดสอบไอเดียจากการออกบูทในงานต่างๆ ตลาดกรีนมาร์เก็ตทั้งหลายที่คนรักสุขภาพไปเดินกัน ปรากฏว่าแทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ทุกคนเข้าใจและข่วยสนับสนุน ทำให้คิดว่า งั้นมาโฟกัสเริ่มที่กลุ่มนี้ก่อนดีกว่า หันมาเลือกสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่สินค้าทั่วไปแบบที่เราซื้อมาแบ่งขายแบบในตอนแรก ช่องทางในการสเกล ตอนนี้กำลังทดสอบด้วยการสเกลวิธีการของ Refill Station ไปตามร้านขายของสุขภาพต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้อยู่แล้ว เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังไม่อยากทิ้งลูกค้าที่เป็นคนส่วนมาก จะต้องทดลองหาวิธีต่างๆ ในการเข้าถึงต่อไป 
 

2. ต้องเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้บางอย่างเราทำไปจนแก้ไขปัญหาได้แล้ว เมื่อเวลาเปลี่ยนไปพฤติกรรมคนอาจจะเปลี่ยนหรือมีเหตุปัจจัยที่เราไม่คาดคิดทำให้เปลี่ยน ดังนั้นจึงควรเก็บข้อมูล เพื่อพัฒนาและปรับปรุงต่อไป
ยกตัวอย่าง Chula Zero Waste  ที่เจอปัญหาเรื่องการแยกขยะมีช่วงนึงทำสำเร็จ พอเวลาผ่านไปสองเดือน กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว เมื่อลงไปดูพบว่ากลุ่มคนเปลี่ยนไป เทอมใหม่ นิสิตกลุ่มใหม่เข้ามา แม่บ้านเปลี่ยน จึงต้องมาใส่ใจดูรายละเอียดเพิ่ม เช่นระบุเรื่องการแยกขยะใส่ไว้ในสัญญาของบริษัททำความสะอาดของแม่บ้าน  มีการเทรนนิ่งให้แม่บ้าน เน้นย้ำเรื่องการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง  เป็นต้น
 
Refun Machine เมื่อไปตั้งตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั้มน้ำมัน คอนโด หรือห้างสรรพสินค้า ต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับพฤติกรรมคนใช้งานด้วย เช่น ตั้งไว้ในโรงเรียน คนใช้งานเป็นเด็กนักเรียน มีการลิงค์เข้ากับเลขประจำตัวนักเรียน หรือวางไว้หน้าร้านสะดวกซื้อ แล้วมีคนเอาแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่มาทิ้งในตู้ ทำให้ต้องปรับปรุงกลไกมีตัวกั้นด้านใน ไม่ให้ภาชนะที่ไ่ม่  เคล็ดลับนึงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือ ไปออกตามงานต่างๆ ให้คนได้ทดลองใช้ แล้วฟังเสียงตอบรับ ว่าเขาอยากให้ปรับปรุงตรงไหนเพิ่มอีก มันจะดีกว่านี้ได้อย่างไร

Refill Station ทำสิ่งที่เป็นสิ่งใหม่ ทำให้ต้องมีการสื่อสารอยู่เสมอให้ลูกค้าเข้าใจ ค่อยๆ สังเกตพฤติกรรม เรียนรู้จากกลุ่มลูกค้าเพื่อพัฒนาหาสินค้าเพิ่มเติมที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ เริ่มมีการเพิ่มเติมอาหารสุขภาพต่างๆ เข้ามา 

3. เตรียมทางเลือกให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเสมอ

เวลาเราคิดวิธีการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนนั้น เราควรจะหาทางเลือกและทางออกให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเสมอ พี่วิน Chula Zero Waste  ยกตัวอย่างให้ฟังว่า อย่างแก้วพลาสติก ถึงแม้เราจะประกาศให้ร้านค้าเคลียร์สต็อคของล่วงหน้า 3 เดือน แต่ปรากฏว่ามีบางร้านซื้อตุนไว้สำหรับใช้ทั้งปี เราก็ต้องเข้าไปช่วยเค้าหาทางเคลียร์ให้หมดด้วยการรับซื้อ แล้วนำไปใช้ในหน่วยงานต่างๆ จากนั้นนั้นจัดเก็บทำลายอย่างถูกวิธีเพื่อจะได้เริ่มต้นใช้แก้วที่ย่อยสลายได้แทน

จุดถึงที่ต้องคิดถึงคือ แม้ว่าเราเป็นคนทำงานก็จริง แต่เราอาจไม่ใช่ผู้ที่ผชิญหน้ากับผู้บริโภคโดยตรง  เมื่อเริ่มทำตามนโยบายเวลาที่คนด่าส่วนมากเค้าด่ามาไม่ถึงเราหรอก คนที่รับไปเต็มๆ คือ คนกลางทั้งหลาย ร้านค้า พ่อค้าแม่ค้าในมหาวิทยาลัย เราจึงต้องช่วยเค้าคิดหาวิธีการในการสื่อสาร ไม่ปล่อยให้เค้าโดนด่า ช่วงแรกๆ ที่งดใช้ถุงพลาสติก มีเสียงบ่นมากมาย แต่เราชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ควรทำ เราต้องเข้าไปไปคุยกับผู้บริหารให้เข้าใจ รวมถึงช่วยแนะนำร้านค้าว่าหากมีลูกค้าถามมาแบบนี้ ด่าแบบนี้ ควรจะตอบว่าอะไร  เช่น ให้บอกว่าเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัย ผู้บริหารสั่งมา  มีโปสเตอร์และหน้าผู้บริหารแปะอยู่หน้าร้าน   หรือถ้าคนไม่ได้เอาถุงมาและไม่อยากซื้อ จะทำอย่างไร  ช่วงแรกมีถุงผ้าขนาดใหญ่ไว้ให้ยืมใช้ โดยจ่ายมัดจำ 10 บาท เมื่อนำไปใช้แล้วเอากลับมาคืน ก็รับเงินมัดจำคืน วิธีการจะ work บ้างไม่ work บ้างแต่ก็ต้องมี”ทางเลือก” เสมอ พอเวลาผ่านไปคนปรับตัวได้ เค้าเริ่มชินก็เลิกด่าไปเอง


 

4. ท้อได้แต่อย่าถอย ไม่ลดเป้าหมายหรือมาตรฐานของตัวเอง

ในระหว่างทางที่เราทดสอบไอเดีย แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ย่อมมีแรงต้านทานเยอะมาก  ได้รับคำวิจารณ์ คำแนะนำ คำติ รวมไปถึงคนที่บอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก”  พี่ตู้ Refun Machine ผู้ซึ่งผ่านการทำ Prototype มาอย่างโชกโชนแชร์ประสบการณ์ว่าใช้วิธี “รับฟัง” ข้อคิดเห็นต่างๆ แล้วมองหาว่า"โอกาส" ทุกครั้งว่ามีอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ และนำมาปรับให้เครื่องดีขึ้นได้อีกบ้าง บางครั้งเจอปัญหา ทุกคนมีช่วงเวลาที่ ท้อ พี่วิน พูดหล่อๆ (แต่บอกวาทำจริงก็ทำใจยากอยู่เหมือนกันนะ) คือ ท้อก็ให้รู้ว่าท้อ แต่ก็ทำต่อไป อย่าหยุด หากเราเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันดี อะไรที่ทำแล้วดี มักจะยากและมีแรงต่อต้าน แบบนี้แหละ
 
สิ่งหนึ่งที่ทั้งสามคนมีเหมือนกันก็คือ ทุกคนมีเป้าหมายที่ต้องการจะทำให้สำเร็จและไปถึง ถึงแม้จะเจออุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่มีใครบอกว่า ได้แค่นี้ เอาแค่นี้แหละ แบบนี้ก็ดีแล้วใช้ได้แล้ว แต่ Chula Zero Waste ก็ต้องทำให้ Zero Waste จริงๆ เป็นต้นแบบที่พื้นที่อื่นสามารถนำไปทำตามได้  Refun Machine ก็ต้องสร้างพฤติกรรมการรีไซเคิลขยะที่คนใช้สนุกจริงๆ  Refill Station ก็ต้องช่วยให้คนส่วนมากสามารถลดบรรจุภัณฑ์ได้จริงๆ

ข้อมูลอ่านเพิ่มเติม 
Prototype : วิธีแปลงไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่างแบบติดจรวด
Human-Centered Design : กระบวนการสร้างนวัตกรรมสังคมที่แก้ปัญหาได้จริง
Fail Fast or Win Big - หยุดพูดแล้วลงมือทำ - แนวคิดใหม่สำหรับผู้ประกอบการ start-up

Hashtags: