Stakeholder Management for Social Change

15 ตุลาคม 2561
การมีส่วนร่วมศิลปะวัฒนธรรม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, ความโปร่งใส, บรรเทาภัยพิบัติ, ความเชื่อและศาสนา, สื่อมวลชน, สื่อมวลชน, กฎหมายและนโยบาย, การเลือกตั้ง, การเมือง,

All

Stakeholder management 

การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของการทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม



ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมประสบผลสำเร็จคือ ความสามารถในการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการแก้ไขปัญหาสังคมนั้นๆ School of Changemakers จึงถือโอกาสในการจัดงาน After School ครั้งที่ 29 หยิบยกหัวข้อนี้เป็นโจทย์ ให้แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจและคนรุ่นใหม่ที่กำลังลงมือทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมในโครงการบ่มเพาะ Penguin Incubation ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านผู้มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง ซึ่งงานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณเมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ (จูน) ผู้ก่อตั้ง The Guidelight และ คุณวริศรุตา ไม้สังข์ (โปสเตอร์) ผู้ก่อตั้ง Heartist เมื่อวันพุธที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ​ สำนักงาน School of Changemakers

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือ

บุคคลหรือองค์กรที่โครงการหรือกิจการเพื่อสังคมจำเป็นจะต้องเข้าไปปฏิสัมพันธ์ด้วย มีผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาสังคมไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งนักสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมจะต้องรู้ตนเองว่าต้องทำงานกับบุคคลหรือภาคส่วนใดบ้างและจัดลำดับความสำคัญให้เป็น ยกตัวอย่าง ของ The Guidelight ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ นักศึกษาผู้พิการทางสายตา ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย มูลนิธินวัตกรรมสังคมที่ทำหน้าที่เชื่อม The Guidelight กับบริษัทและภาครัฐ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด เป็นผู้จ้างเหมางานของนักศึกผู้พิการทางสายตาที่เป็นสมาชิกของ The Guidelight สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้ให้ทุน รวมถึง School of Changemakers เองที่เป็นตัวกลางช่วยพัฒนาโครงการ เป็นต้น ทั้งนี้หากเราไม่ระมัดระวัง งานที่ทำแล้วเสริมกันเรากลายเป็นผู้มีส่วนได้ อาจจะสามารถทำงานเสริมกัน บางครั้งกลายเป็นส่วนเสีย เพราะงานที่ทับซ้อนกัน อาจเกิดสถานการณ์ที่เราทำงานได้ดี ทำให้คนมองว่าพาร์เนอร์เราทำได้ไม่ได้หรือเปล่า

การเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อย่างแรกคือต้องเข้าใจตัวเราเองก่อนว่าโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมของเรานั้นต้องการอะไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เราต้องเข้าไปทำงานด้วยต้องการอะไร หากปฏิสัมพันธ์ร่วมงานกันแล้วจะต้องตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย ได้ประโยชน์กันทั้งคู่ นอกจากนี้ต้องมีวิธีการทำงานที่ไปด้วยกันได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานร่วมกันได้ในระยะยาว กลายเป็นพันธมิตรที่เข้าใจกัน เมื่อมีปัญหาไม่โทษ แต่ช่วยกันแก้ไข

วิธีทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อันดับแรกคือการวางเป้าหมายและคิดกรอบการทำงานร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายเราต้องทำอะไรบ้าง และที่สำคัญคือต้องมีการพูดคุยติดตามงานกันเป็นระยะๆ เช่นเดือนเว้นเดือน ได้คุยกัน อัพเดทความคืบหน้า แก้ปัญหาร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยน ได้เรียนรู้วิธีการทำงานไปด้วยกัน การทำงานร่วมกันทำให้เข้าใจกัน มีส่วนร่วม เข้าใจสถานการณ์​ เห็นความก้าวหน้า เห็นปัญหา และปรับแผน ปรับกิจกรรม เช่น The Guidelight บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ในปีแรกอาจยังไม่มีส่วนร่วมมากนัก แต่ในปีที่สองเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น มาพบกับนักศึกษาผู้พิการทางสายตาในโครงการ ร่วมอยู่ในกรุ๊ป Line ที่เราคุยกับเด็ก ทำให้เห็นได้เองเลยว่าเด็กนักศึกษาฯ ที่จ้าง 20 คน มีพัฒนาการอย่างไร ทำงานดีไม่ดีอย่างไรบ้าง

ส่วนนักศึกษาผู้พิการทางสายตาเอง ทุกเดือนต้องมาทำเอกสารลงเวลาทำงาน พบว่าเด็กนักศึกษาฯ​ไม่อยากทำ เพราะไม่สามารถทำ excel ได้ดี  แต่กรมแรงงานต้องการตรวจ มูลนิธินวัตกรรมเองก็ต้องการ และสหพัฒน์ก็ต้องการมีไว้  เมื่อความสัมพันธ์กับมูลนิธินวัตกรรมดี จึงยอมให้เด็กนักศึกษาฯ ไม่ต้องทำทุกเดือนได้ The Guidelight เองเห็นเด็กนักศึกษาฯ ไม่ชอบทำ  จึงกำลังพัฒนาระบบเอกสารให้ช่วยงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับทีมงาน โดยลักษณะงานจะต้องอยู่กับปัญหาตลอดเวลา เราเลยคัดคนมีใจ the Guildelight เลือกคนที่เป็นเพื่อนคนตาบอด

หัวใจสำคัญของการทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

คือการฟัง ต้องเข้าใจว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร  หากเราฟังและเข้าใจ เราจะไม่โกรธ ไม่ใช้อารมณ์​ และมีโอกาสจะแก้ปัญหาด้วยกัน อีกอย่างนึงคือการสื่อสารกันตลอดเวลา ทำให้เห็นถึงความพยายาม รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่  สุดท้ายเวลามีปัญหาก็ควรแก้ด้วยกัน

กรณีศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่าน Heartist

Heartist  เร่ิมจากอาชีพทำวีดีโอวาดมือ เลยอยากเอาวีดีโอไปช่วยเด็กหูหนวกเพื่อการเรียนรู้ รู้จักกับมาดี อยากทำนิทรรศการให้คนรู้ว่าคนหูหนวก เห็นน่าจะอ่านออกเขียนได้ คือ 89% เรียนรู้จากการได้ยิน และจริงๆ ภาษามือไม่มีภาษากลาง และครูเปลี่ยนบ่อย ครูก็ชอบคิดท่าเอง  ตอนแรกเราเลยสอน ABC ด้วย American Sign Language  แต่อาจจะไปได้ไม่ไกล ติดขัดปัญหาหลายอย่าง และตอนนั้นได้มีโอกาสไปทำงานกับพี่ที่ทอผ้ากับเด็กพิเศษ ที่ช่วยพัฒนาการได้ เลยอยากเอาไปทำกับน้องหูหนวก  เลยตัดสินใจทำ Silence Room  ด้วยเงินทุนของเราเอง แต่วันจัดงาน ไม่มีคนมา เพราะเขามีค่าใช้จ่ายค่าเดินทาง และคนหูหนวกหากไปเข้าอบรมของรัฐ เค้าจ่ายเงินค่าเข้าร่วมได้วันละ 300 บาท  ตอนแรกเราไม่อยากเลือก อยากช่วยทั้งหูหนวก และเด็กพิเศษ  ตอนหลังไปเข้า G Lab ที่เขาก็ถามว่าเราทำไมมีผ้าแล้วไม่เร่ิมจากตรงนั้น  เราใช้เวลาสร้างความเชื่อใจอยู่นาน ตั้งแต่แรกเคยถามว่าเราช่วยเอาไปขายไหม ให้เราช่วยอะไรได้ แต่ครั้งแรกผิดที่ผิดเวลา จนเราไปทำงานจนแม่ๆ ของเด็กพิเศษไว้ใจ พอเราพูดอีกครั้งว่าเราอยากเป็นตัวเชื่อมเด็กพิเศษกับโลกภายนอก  เมื่อแม่ๆ ไว้ใจ เขาก็บอกเราเขารอเวลานี้มานานแล้ว  

เราจะไม่ขายความน่าสงสาร เราอยากทำอีกเรื่องคือการรับรู้ของสังคม คนมองเราเอาเด็กพิเศษมาหากิน  คนชอบคิดว่าของคนพิการต้องถูก เราทำงานขยายเป็นกี่พกพากับเด็กต่างจังหวัดในโมเดลทำงานกับรร. เวลาทำงานกับผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญเรื่องเวลาทอ และการใช้สีด้ายมีความสำคัญ แต่รร.ไม่ใช่ เด็กกลับไปครอบครัวถูกกระทำ และถูกหลอกไปขายยา เรารู้ว่าเราไม่มีความพร้อม แต่เราก็ยังติดสินใจทำเพราะไม่อยากเห็นใครถูกทิ้ง

โมเดลของเราให้ไหมเขา (หากเราไม่ให้เขาซื้อได้แค่ไหมพรม เขาทอตั้งนานควรใช้วัสดุดิบดี) และรับซื้อทุกผืน  ความพิเศษของทอ งานเรามีเซอร์ไพรส์ทุกล็อต เพราะน้องจะทออะไร และ suppliers จะแถมไหมสีเขียวสะท้อนแสงไป และเราอยากให้ผลิตภัณฑ์ของเราดีที่สุด ช่างเย็นหายาก ต้องหาช่างที่เห็นคุณค่าของงาน Heartist

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม

  • วันนี้ฟังแล้วรู้สึกอยากละเมียดละไมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกๆ ส่วน 
  • วันนี้ได้มาเห็นภาพที่น้องเค้าฉาย สิ่งที่ได้ฟังเราไม่เคยเห็นปัญหา เราโลกสวย น้องสุดยอด
  • ได้ฟังแล้วชอบมาก รู้สึกต้องฟัง ต้องจูน ต้องเคารพกันมากๆ 
  • เพิ่งได้มาฟังอะไรแบบนี้ ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นเรื่อยๆ จะเอาไปต่อยอดกับที่อยากทำ
  • เราทำกิจกรรมก็ไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าสุดได้อีก อยากทำอะไรให้สุด เราเจอความล้มเหลว ปรับตัว ปรับความคิดให้เข้าใจคนอื่น จะทำให้เราทำงานสังคมไปได้มากขึ้น 
  • น้องสองคนเก่ง ผมเป็นแฟนคลับน้องจูน น้องโปสเตอร์ก็เป็นผู้หญิงเก่ง รู้สึกเหมือนกันต้องปั้มมือ ต้องทำโรดแมปไปเรื่อยๆ 
  • ฟังแล้วทั้งสองเรื่อง คิดถึง trust แล้วเราไม่ต้อง please ทุกคน ไม่ต้อง overpromise เราก็ทำที่เราสนใจ
  • เราเคยได้ฟังมาบ้างว่าเราต้องสนใจ stakeholders น่าประทับใจกับงานของจูนที่ประสานงานของทุกส่วน โปสเตอร์ประทับใจ passion ตอนนี้เหนื่อยเพราะกำลัง prototype ฟังโปสเตอร์แล้วบอกว่าทำแล้วสักคนได้ประโยชน์ รู้สึกคุ้มมาก 
  • ตอนที่ได้ฟัง รู้สึกว่าทั้งสองคนพูดตรงกัน ว่าไม่ควรมองข้ามที่ทำให้ความคาดหวังของทุกภาคส่วนตรงกันตั้งแต่ต้น ชอบที่ทั้งสองพูดถึงปัญหา แล้วก็ทะลุไปต่อไป ไม่มีอยากเลิก
  • ชอบประโยคที่โปสเตอร์บอกว่าเพียงช่วยให้คนหนึ่งคนชีวิตดีขึ้น เห็นประโยชน์ว่าเราต้องเข้าใจตัวเอง ต้องฟัง ต้องเข้าใจ ต้องสื่อสารมากๆ  
  • มันส์มาก ชอบวิธีการแก้ปัญหา
  • ได้ insight หลายๆ อย่าง เรากำลังจะ prototype มีหลายอย่างที่เรามองข้ามไป ทำให้เราอยากสื่อสารให้ครบถ้วนทุกด้าน
  • ฟังแล้วสะท้อนใจ เพราะตอนอยู่ภาควิชาประวัติศาสตร์ เราไม่เคยรู้เลยว่าเด็กตาบอดไม่น่าจะเหมาะ จะลงภาคสนามได้ไหม เราเลยไม่รับ คิดว่าก่อนเราจะตัดสิน เราควรรู้จักเด็ก รู้ความสามารถของเด็กก่อนตัดสินใจ  ส่วนโปสเตอร์ทำกับแม่เปา เคยติดต่ออยากเรียนทอเป็นงานอดิเรก คุณแม่บอกว่ารับสอนแค่คนที่เรียนไปทำงานอาสา เข้าใจเลยว่าความรู้สึกปิด ความรู้สึกถูกกระทำซ้ำ ความพยายามของหนู ความจริงใจ ทำให้เขารู้สึกดีจริงๆ 
  • รู้สึกเหนื่อย เทอมสองวิชาสัมมาธุรกิจ ฟังแล้วเรียนรู้ว่าปัญหาจะเป็นประโยชน์กับเรา
  • ขอชื่นชมโปสเตอร์ในความบ้าเลือด พี่คงจะสามารถเป็นลูกค้าและกำลังใจให้ ของจูนฟังแล้วรู้ว่าทุกคนต้องการอะไรบางอย่างจากเรา เราไม่ควรเสียเวลา ปฏิเสธไปเลย เลือกคนที่ใช่ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ทำให้ใครเสียเวลา

 

 

Hashtags: