สหกิจ/ฝึกงานอย่างไรให้ Win-Win แชร์ประสบการณ์โครงการ Open Learning : Multi Disciplinary Internship

26 ธันวาคม 2561
การศึกษาคุณภาพการศึกษา,

เด็กวัยรุ่น, ภาคธุรกิจ, ภาครัฐ,

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Session “สหกิจ/ฝึกงานอย่างไรให้ Win-Win แชร์ประสบการณ์โครงการ Open Learning : Multi Disciplinary Internship” โดยคุณณัฐพร ไชยสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโสเพิ่มผลผลิต Academic Contribution Office บริษัท เบทาโกร จำกัด(มหาชน) ในงาน CMIN Big Share ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายอาจารย์ ครู และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนนักสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในบริบทของมหาวิทยาลัย โรงเรียน ภาครัฐ และภาคเอกชน (Changemaker Incubation Network - CMIN) 

เชื่อว่าบริษัทเอกชนหลายๆ แหล่งประสบปัญหาเดียวกัน เช่น รับเด็กจบใหม่มาทำงาน แล้วทำงานไม่ได้ในสถานการณ์จริงๆ  ยกตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องมือวิศวกรรมทั่วๆ ไปที่ควรจะใช้ได้ แต่ใช้ไม่เป็น รู้แต่ทฤษฎี ภาคปฏิบัติทำไม่เป็นเลย ทำงานไป 1-2 เดือน สุดท้ายยังไม่ทันพ้นโปร น้องๆ ลาออก บอกว่างานที่ทำไม่ใช่แนว ทำให้บริษัทสูญเสียทรัพยากร เป็นจำนวนมาก (อย่างน้อยๆ หัวนึงไม่ต่ำกว่า 60,000 บาท สำหรับเงินเดือนที่เสียไป ยังไม่นับเวลาของสต๊าฟที่มาช่วยสอนงาน) ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเริ่มเล็งเห็นปัญหานี้ พยายามจะสอน “ทักษะ” ที่เด็กสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริงมากขึ้น แต่เพราะ”ทักษะ”เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและใช้เวลา ตัวผู้เรียนเองต้องเห็นความสำคัญและเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริงให้ได้ด้วย จึงจะมี “แรง”จูงใจ ในการฝึกฝน


Pain เหล่านี้ จึงเป็นที่มาของโครงการ Open Learning ที่บริษัทเบทาโกรเริ่มต้นทำกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จากความตั้งใจ 2 อย่าง คือ 

  1. อยากให้เด็กได้ทดลองเอาความรู้มาใช้จริงในการทำงานเพื่อที่ว่าพอกลับไปเรียนจะได้รู้ความรู้ไหนในชีวิตที่สำคัญ  

  2. อยากให้เด็กค้นพบตัวเองระหว่างทาง

โครงการนี้เปิดโอกาสให้เด็กนักศึกษา ปี 1-2-3 ทุกคณะ คละชั้นปีมาฝึกงานและทำโปรเจกต์แบบ Multi-disciplinary  problem based learning เพื่อแก้ไขปัญหาจริงสถานประกอบการเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยตั้ง Criteria ในการสมัครเข้าอย่างเข้มงวด เพราะอยากได้คนที่ตั้งใจมาเรียนรู้จริงๆ น้องๆ จะได้ทำงานให้เห็นโลกความจริง ฝึกหลายทักษะไปพร้อมกันและค้นหาตัวเองไปด้วย ไม่มีข้อจำกัดว่าเด็กคณะไร จะต้องทำงานอะไร ดังนั้นในที่ทำงานเด็กทุกคนต้องกลับมาเรียนใหม่หมด น้องต้องเผชิญทุกอย่างด้วยตัวเองเหมือนเวลาไปฝึกงานจริงตอนทำงาน โดยทางผู้บริหารได้คัดเลือกพนักงานที่มีจิตอาสา รักเด็ก รักการสอน มาเข้าร่วมเป็นพี่เลี้ยงโครงการ มีการฝึก soft skills เช่น coaching, dialogue และ facilitating skill เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลน้องๆ ล่วงหน้าก่อนหลายเดือน เพราะพี่เลี้ยงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ของเด็กๆ ช่วยตั้งคำถามให้หาคำตอบไปจนถึง Why ไม่ใช่แค่ What/How ดูแลจิตใจ ความเป็นอยู่ สร้างสภาพแวดล้อมให้น้องๆ มีจิตใจที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ โมเดลนี้ ได้ผ่านการลองผิดลองถูก ปรับกระบวนการ ขั้นตอนมาเรื่อยๆในแต่ละรุ่น จน ณ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถนำต่อยอดสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการอื่นๆ ได้ และบริษัทเบทาโกรเองขยายโครงการไปทำกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น สร้างการมีส่วนร่วมของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมากขึ้น จนตอนนี้ ได้รูปแบบที่พร้อมจะ Scale ไปยังมหาวิทยาลัยและองค์กรภาคเอกชนอื่นๆได้อีกด้วย 

ความท้าทายที่เกิดขึ้นในระหว่างทำโครงการ

ด้วยความที่เป็น Multi-disciplinary ความท้าทายที่เกิดขึ้นเช่น จะทำอย่างไรให้เด็กนักศึกษาปี 3 ที่เรียนและฝึกงานตรงสายตัวเอง(เช่นคณะเกษตร มาฝึกงานอาหารสัตว์) ฟังน้องปี 1 ที่มาฝึกงานไม่ตรงสาย เช่นเด็กบัญชี หรือเศรษฐศาสตร์ เพราชีวิตการทำงานจริง เราต้องเจอคนที่มาจากต่างคณะ ต่างสาขา แต่ละคนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน เห็นความสำคัญไม่เหมือนกัน แต่จะทำงานอย่างไรให้ได้ผลของงานที่ดี
ความแตกต่างของเด็กที่มาฝึกงาน เช่น มีคนหนึ่งขยัน อีกคนขี้เกียจ จะเกลี่ยงานยังไงให้แฟร์ หรือบางกลุ่มกลุ่มที่รักกันมากไปไหนไปกัน อาจจะชีลส่งงานไม่ทัน เป็นต้น 

ผลสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้นกับตัวเด็ก  คือ

  1. นักศึกษากลับไปเรียนโดยมี Focus มากขึ้น
  2. มีคำถามที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจมากขึ้น
  3. มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างพี่น้องสอนกัน
  4. อาจารย์ได้เคสใหม่ๆ ไปใช้เป็นตัวอย่างในห้องเรียน
  5. นักศึกษา 20% กลับมาสมัครซํ้า
  6. ได้เห็นทางเลือกที่มากขึ้นในสาขาอาชีพของตัวเอง 

สิ่งที่บริษัทได้รับ

  1. ได้พนักงานพี่เลี้ยงที่มีทักษะในการสอนงานพนักงานใหม่
  2. โจทย์ความต้องการถูกแก้โดยอาจารย์และนักศึกษา
  3. ได้นวัตกรรมใหม่ๆ 
  4. ​ได้เล็งนักศึกษาที่มีแววตั้งแต่ยังเด็ก(สามารถต่อไป early recruitment program ได้)
  5. ​ได้โอกาสที่จะ align ตัวองค์กร เข้ากับนักศึกษาเป้าหมายที่ไม่เคยมองเบทาโกร เป็น destination แรก


ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการ 



Key Success Factor = เด็ก โจทย์ พี่เลี้ยง 

  • เด็ก การคัดเลือกที่เข้มงวด ด้วยเงื่อนไขเดียว คือ ความตั้งใจ ทีมงานใส่อุปสรรคในการสมัครเข้าไปเยอะๆ ให้เวลาสั้นมาก ใช้คำถามเช็คความตั้งใจอย่างเดียว ฝึกงานให้เงินน้อยกว่าที่อื่น ด้วยความมั่นใจว่า น้องๆจะได้มาเรียนรู้อย่างเต็มที่ เบทาโกรมีระบบการทำงานและการจัดการที่ดี เป็นประโยชน์ ก่อนที่น้องจะเข้าโครงการ จะมีการเทรน soft skills ให้ด้วยโดยพี่เลี้ยง เน้นเรื่องการทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล สไตล์ของเด็กต่างจังหวัดและกรุงเทพก็แตกต่างกัน องค์กรเองต้องปรับตัวปรับกระบวนการบางอย่างให้เหมาะกับเด็กด้วย 
  • พี่เลี้ยงที่ดูแลเด็กจะต้องมีใจจริงๆ รักเด็ก ตั้งคำถามเก่ง มีความพร้อมที่จะสละเวลาทำงานส่วนหนึ่งมาช่วยเป็นโค้ชประกบน้องๆ เจอกันทุกวัน  หลังๆ มีอาจารย์อาสาเข้ามาประกบเด็กด้วยทุกสัปดาห์ ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และองค์ความรู้ด้านวิชาการ พบว่างานของเด็กก้าวกระโดดขึ้นไปอีกระดับ สร้างนวัตกรรมให้โรงงานนำไปใช้ได้จริง เพราะพี่เลี้ยงช่วงตั้งคำถามในเชิงธุรกิจ ส่วนอาจารย์ ช่วยตั้งคำถามในเชิงวิชาการ เอาทฤษฎีมาผสมผสานกันทำให้เด็กได้ฝึกทั้งทางธุรกิจและเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กัน
  • โจทย์การเรียนรู้ของเด็กก็สำคัญ จะมีการทำการบ้านจากฝั่งสถานประกอบการก่อนโดยให้เจ้าของพื้นที่ เลือกโจทย์มา เอาโจทย์จริงหน้างานที่มีความท้าทายแต่ไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป เช่น productivity การลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย แล้วให้น้องๆ เลือกตามความสนใจ 

แนวทางในอนาคต

มองว่าเบทาโกรเป็นแค่ไซต์นึงที่ให้น้องๆ มาฝึกงาน และยินดีที่จะแบ่งปันโมเดลเพื่อให้สามารถขยายผลไปยังสถานประกอบการอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/OpenLearningTH/

Hashtags: