Knowing & Doing Gap ช่องว่างระหว่างความรู้และการลงมือทำ

22 มีนาคม 2562
All

All

หากเราพิจารณาโมเดลภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือ Systems Thinking จะพบว่าหากเราพิจารณาปัญหาใดๆ ก็ตามจากระดับสถานการณ์ หรือ Situation (ส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ) เป็นส่วนที่เรามองเห็น สังเกต จากนั้น เราเริ่มหารูปแบบของปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ (Patterns)  วิเคราะห์ไปจนถึงโครงสร้างของปัญหา (Structures) ว่ามีอะไรบ้างที่ส่งผล มีอิทธิพลต่อ Pattern นั้นๆ บ้าง  สุดท้ายแล้วเป็นสมมติฐานเกี่ยวกับ ความเชื่อ คุณค่า ทัศนคติ ของคน (Mental Model) ที่ทำให้ ระบบ หรือปัญหานี้ ยังคงอยู่

หลายๆ ครั้งเวลาที่เราพยายามจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาสังคม เรามักจะ “คิด” ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร แล้วจะแก้อย่างไร  จากการทำงานกับคนที่อยากริเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลง เราพบว่า คนจำนวนไม่น้อยเมื่อวิเคราะห์ปัญหาแล้ว ติดกับดักอันใหญ่มาก คือ  ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการ "ปรับทัศนคติ" หรือ ให้ความรู้
การแก้ปัญหาโดยพุ่งตรงไปที่ระดับล่างสุดของปัญหา อาจจะเหมือนแก้ได้ก็จริง แต่เราทุกคนนั้นต่างรู้ดีว่า การแก้ไขคุณค่า ความเชื่อ ทัศนคติ นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด และใช้เวลา

สมมติฐานที่ว่า หากคนมี awareness มีความรู้ในเรื่องหนึ่งๆ แล้ว เขาจะสามารถนำไปปรับใช้ ทำตาม และแก้ไขปัญหาของตัวเองได้ ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป เพราะความรู้อย่างเดียวไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม

ยกตัวอย่างจากงานของอาจารย์สุธี สุขสุเดช รองคณบดีฝ่ายบริหารและกิจการนักศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สอดแทรกแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ให้นักศึกษาในการเรียนการสอน อาจารย์สุธีเล่าว่าหากเรามองไปที่การช่วยทำให้คนมีสุขภาพดีได้นั้นมี 2 เรื่อง คือ

  1. กลุ่มเป้าหมายต้องมีพฤติกรรมสุขภาพ เช่น จะสุขภาพฟันที่ดีได้ พฤติกรรมคือ การแปรงฟันได้ถูกต้อง  หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาล การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ และการงดสูบบุหรี่ เป็นต้น หากพฤติกรรมสุขภาพอื่นๆ เช่น เลือกกินอาหารอย่างสมดุล ออกกำลังกาย ซึ่งอันที่จริงแล้ว เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรกินหรือไม่กินอะไร ดูแลร่างกายแบบไหน ออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน การให้ความรู้พื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่พอ ผู้คนต่างรู้อยู่แล้วว่าเราควร หรือไม่ควรทำอะไร แต่ ถึงแม้จะรู้แล้ว ก็ทำไม่ได้ เพราะมี “ปัจจัย” หลายอย่าง ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม คือไปเป็นอุปสรรค ขวางไม่ให้ทำพฤติกรรมสุขภาพหรือไปเอื้อให้ พฤติกรรมทำลายสุขภาพเกิดได้ง่ายกว่า
  2. ​ปัจจัยที่เห็นชัดๆ คือ  “สิ่งแวดล้อม” การมีสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดี ทำให้คนทำพฤติกรรมสุขภาพได้ง่าย เช่น ถ้าในโรงเรียนไม่มีน้ำอัดลมขาย ก็ทำให้เด็กๆ ลดการกินน้ำตาล และ มีแนวโน้มฟันผุน้อยลง หรือการที่มีนโยบายนมโรงเรียนเป็นนมจืด 100% แทนที่จะแจกนมหวานรสต่างๆ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ลดโอกาสที่จะได้รับน้ำตาลจากโรงเรียน . ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง คือการซื้อยาสีฟัน หากเราเข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อหลับตาหยิบแบบสุ่มมาสักกล่องหนึ่ง โอกาสที่เราจะหยิบได้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์มีมากกว่า นี่ก็เป็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่นกัน ดังนั้นการเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราจากการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว มาร่วมกับสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ด้วยการปรับสิ่งแวดล้อม ก็จะเกิดผลดีขึ้นอีกมาก ซึ่งนอกจากการปรับสิ่งแวดล้อมแล้วอาจจะต้องมีการทำงานเชิงกฏหมายหรือนโยบายควบคู่กันไปด้วย เช่น บังคับให้ยาสีฟันต้องมีฟลูออไรด์ หรือ บังคับขึ้นราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เป็นต้น

ในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ เราจะไม่ได้โฟกัสแค่ว่าจบกิจกรรมแล้วกลุ่มเป้าหมาย “รู้” หรือ ”ไม่รู้” อะไรบ้าง แต่ดูว่าเขามี”ทักษะ” เพิ่มขึ้นไหม ทักษะ คือทำได้หรือไม่ได้  เช่น ทักษะการแปรงฟัน การอ่านฉลากยา ทักษะการใช้ถุงยาง เป็นต้น ขั้นกว่านั้นคือนอกจากเราจะช่วยให้เค้ามีทักษะแล้ว แค่ทักษะลอยๆไม่พอ ยกตัวอย่างเช่น อ่านฉลากยาได้ อ่านรู้เรื่อง คือทักษะ แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ควรกินไหม  การมีความแตกฉานในเชิงสุขภาพ หรือ Health Literacy จะเป็นสิ่งที่ช่วยเค้าการตัดสินใจใช้แก้ปัญหาที่อาจจะเกิดในชีวิตประจำวัน อ่านฉลากอาหารแล้วตัดสินใจว่าตัวเองควรกิน เลือกใช้เครื่องปรุง ปรุงอาหารที่มีโซเดียม มีน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว ตัดสินใจไม่กิน หรือกินในปริมาณที่ปลอดภัย มุมมองใหม่ของการให้ความรู้ หรือให้สุขศึกษา จึงไม่ใช่รู้เพื่อรู้ หากแต่เพื่อเอาความรู้นั้น ไปใช้ในการตัดสินใจ เลือกทำ เลือกใช้ เลือกบริโภค เลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ (From Health Education to Health Literacy) ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการปัจจัยตามที่พูดไว้ข้างต้น เสมอ

เราต้องเลิกทำงานแบบสร้างความตระหนัก (Awareness) หรือ ให้ความรู้ แบบลอยๆ ไม่เชื่อมโยงกับอะไรเลย แต่มองความรู้ ความตระหนัก ค่านิยม และทัศนคติ ในฐานะองค์ประกอบของพฤติกรรม กิจกรรมในโครงการที่ทำคือการสร้างปัจจัยด้านนโยบาย หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการปรับพฤติกรรมมาสู่พฤติกรรมสุขภาพ



ทีม SoC: เวลาทำงานจริงเราจะมองหาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัญหา ได้อย่างไร? และใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือก ว่าเราจะเริ่มต้นแก้ไขจากปัจจัยนี้นะ!

อาจารย์สุธี: ด้วยข้อมูลทางวิชาการ สาเหตุของโรคส่วนใหญ่ เรารู้หมดแล้ว โรคอะไรเกิดจากพฤติกรรมอะไร เช่นฟันผุ ก็เกิดจาก กินน้ำตาล แปรงฟันไม่ใช้ฟลูออไรด์ เพียงแต่สิ่งที่ยังไม่รู้ ละต้องไปค้นหา insight คือ รายละเอียดของมัน อย่างเรื่องนี้ ก็ต้องความเข้าใจชุมชน หรือเด็กนักเรียนที่เราจะทำงานด้วยว่าเขากินน้ำตาลรูปแบบไหน เวลาไหนบ้าง ในโรงเรียนใครเป็นคนขาย ใช้ยาสีฟันประเภทไหน แปรงนานเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้มีรูปแบบเฉพาะของแต่ละชุมชนที่ไม่เหมือนกัน ส่วนคำถามที่ว่าเราจะเริ่มต้นแก้ไขจากปัจจัยไหน ผมมองว่า เริ่มจากศักยภาพของชุมชน ถ้าด้วยศักยภาพที่มี ไม่ว่าด้านคน ทรัพยากร หรือ know-how เขาเหมาะกับการจัดการกับปัจจัยไหนได้ เราเริ่มตรงนั้นก่อน

ในการเรียนการสอนของที่คณะฯ ก็เป็นแบบนี้ คือให้นักศึกษาไปหา Literature ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลับลงไปดูในพื้นที่ กลุ่มประชากรที่เราสนใจ เราจะรู้ว่าอันไหน match กับที่เรารู้มาก่อน จะเข้าชุมชนได้ต้องไวต่อประเด็นที่เราจะล้วงลึก ขุดต่อได้ และความไวนี้แหละ มาจากการเตรียมตัวด้านวิชาการ เมื่อเข้าชุมชนแล้วจะพบข้อมูลด้านพฤติกรรม ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย อันนี้อาจจะเป็น Insights การจะหา Insight ได้เราต้องมี guide พอสมควร เห็นจุดนี้แล้วคุ้ยต่อ ถามต่อ เป็นประเด็นที่ถามต่อได้ ต้องรีวิว ถ้าเข้าไปแบบไม่รู้เลยนักศึกษาก็จะพลาดโอกาสไป


ทีม SoC: อยากให้อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างการกรณีการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและเข้าใจง่าย จากการแก้ไขปัญหาด้วยการตัดปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องออกไป แล้วช่วยแก้หรือลดความรุนแรงของปัญหาได้
อาจารย์สุธี:  เรามีโจทย์ว่าอยากจะ integrate (บูรณาการ) เรื่องสุขภาพช่องปากไปในงานตรวจสุขภาพร่างกายส่วนอื่นๆ ไม่อยากทำแยก เราให้ นศ ไปทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง แล้วเราพยายาม มองให้พ้นจากเรื่องการให้ความรู้ ไปสู่เรื่อง ระบบ เรื่องนโยบาย และเรื่องสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย สิ่งที่เราพบคือ เมื่อแต่ละแผนกของโรงพยาบาลอยากจะรู้อะไรจากชุมชน ก็สร้างฟอร์มสอบถามขึ้นมา หมอฟันก็ผลิตฟอร์ม หมอกายภาพก็ผลิตฟอร์มออก เภสัชก็ผลิตฟอร์ม แล้วฝากพยาบาล ฝากเจ้าหน้าที่ เข้าหมู่บ้าน ลงชุมชน ไปเก็บ ไปถาม

เมื่อลองลงไปหา insight จากพฤติกรรมของอาสาสมัครที่เก็บข้อมูลให้ เขาสะท้อนมาว่าข้อมูลที่ได้ไม่ดีหรอก เพราะ มีแบบฟอร์มใช้สอบถามเยอะมาก ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาถามว่าทำไมแต่ละแผนกหมอถึงไม่คุยกัน อยากได้อะไรก็โยนมาทีละนิด ทีละหน่อย ซ้ำกันก็เยอะ นักศึกษาเราจึงไปถามแต่ละแผนกว่าข้อมูลที่ฝากอาสาสมัครไปรวมมานั้น เอาไปใช้เพื่ออะไรบ้าง นำ้หนัก ส่วนสูง สายตา การได้ยิน ฯลฯ  บางคนอยากได้ข้อมูลเพราะจะส่งเขต แต่พอไปถามเขตเขตบอกว่าไม่ได้อยากข้อมูลนี้ เลิกเก็บไปนานแล้ว หรือข้อมูลบางประเภท เก็บมาเพราะรู้สึกว่ามันน่าจะดี แต่ไม่เคยเอามาใช้วิเคราะห์เพื่อสร้างโครงการแก้ปัญหาเลย นศ รวมประเด็นเหล่านี้ แล้วเชิญประชุมกันในโรงพยาบาล จนในที่สุดสามารถลดทอนแบบสอบถาม จาก 10 หน้าเหลือ 3 หน้าและสามารถเก็บข้อมูลรู้ทุกเรื่องที่จำเป็น ลดทอดคำถามและวิธีเก็บที่ง่ายกับทุกคน ทุกฝ่ายได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ ผมชอบ project นี้มาก เพราะแม้จะผ่านมาแล้วสี่ห้าปี ทุกวันนี้ทางโรงพยาบาลก็ยังใช้ผลงานของ นศ อยู่

จะเห็นว่า เราหากเรา โฟกัสไปที่เรื่อง “การให้ความรู้” คือเรียกอาสาสมัครมาอบรมให้รวบรวมข้อมูลของฟอร์มต่างๆ หลายๆ ฟอร์ม ตามที่ทุกแผนกต้องการ อย่างถูกต้องครบถ้วน ก็ทำได้แต่ปัญหาก็ยังอยู่ เพราะไม่ได้แก้จาก insight ที่หน้างาน

 

อีกกรณีคือ สมุดประจำตัวผู้ป่วยเบาหวาน เดิมเขาจะมี instruction ต่างๆ ที่ช่วยแนะนำผู้ป่วยให้คุมน้ำตาล และปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย โดยใช้การบันทึกค่าผลเลือดรายเดือน รายไตรมาส เป็นผลลัพธ์ของการปฏิบัติ แต่พอ เข้าไปหา insight ของผู้ใช้สมุด แล้วเปิดดูสมุดแล้วพบว่า การออกแบบไม่เหมาะกับคนไข้ ให้อ่านได้ใช้ได้จริงๆ เพราะฟอร์มและชาร์จต่างๆ เป็นแบบวิชาการฝรั่งมาก ดูไม่รู้เรื่องเพราะมันออกแบบมาให้เหมือนเวชระเบียน ไม่สามารถช่วยแนะนำคนไข้ได้อย่างที่ควรจะเป็น คนไข้เบาหวานอายุเฉลี่ยค่อนข้างเยอะ สมุดนี้ใช้ขนาดอักษรเล็กมากๆ เราเห็นข้อจำกัดเหล่านี้จาก insight สุดท้ายเราชวนกันปรับ โดยพาคนที่ต้องการข้อมูล รวมถึงผู้ใช้มาคุย ออกแบบร่วมกันและผลิตใหม่ ให้เป็นสมุดที่บันทึกง่าย อ่านรู้เรื่อง ใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งทุกวันนี้ทางโรงพยาบาลเขาก็ยังใช้กันอยู่

การทำงานเพื่อแก้ปัญหาสังคมอื่นๆ ก็มีความคล้ายคลึงกันที่เป้าประสงค์สุดท้าย คือเราอยากให้เพื่อนมนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านกระบวนการที่ทำให้มีพฤติกรรมที่นำไปสู่สุขภาพหรือคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเค้าโดยทำให้ทางเลือกเป็นทางเลือกที่ง่าย ดีต่อคนทำด้วย เราอาจจะไม่ได้ปรับหรือทำอะไรที่ตัวคนคนนั้นโดยตรง แต่ทำรอบๆตัวเค้าแทน  การให้ความรู้ยังจำเป็นเพราะคนจะลงมือทำได้ จะมีพฤติกรรมที่ดีได้ก็ต้องรู้ก่อนว่าทำอะไร ทำอย่างไร แต่ไม่ใช่ทั้งหมด (ย้ำอีกที) 

สุดท้าย คุณอยากจะให้กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าย่อยไปถึงขั้นสามัญสุดคือ อยากให้เค้าทำ หรือเปลี่ยนความเคยชินจากทำอย่างนึงไปทำแบบนึง เชื่อว่าทุกๆ โปรเจกต์ ลองจับเข้ากรอบนี้ มองออกมาได้ว่าต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเรามีพฤติกรรมอะไร แล้วหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมีอะไรบ้าง จะช่วยให้ปิดช่องว่างระหว่าง ความรู้ กับการลงมือทำได้
 

ทีมงาน School of Changemakers ขอบคุณ ผศ.ทพ.ดร. สุธี สุขสุเดช รองคณบดีฝ่ายบริหารและกิจการนักศึกษา
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับบทสัมภาษณ์นี้ด้วยค่ะ 

ข้อมูลเพิ่มเติม 

[CMIN] Community Based Learning เพื่อสร้างบัณฑิตให้เป็นที่พึ่งทางปัญญาให้กับสังคม

Hashtags: