[CMIN] Creating Learning Outcome for Social Impact Education

26 เมษายน 2562
การศึกษาการเข้าถึงการศึกษา, คุณภาพการศึกษา, การเลือกเรียนต่อ, คุณภาพครู, ศักยภาพเด็กและเยาวชน, การเล่น, ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, ความรุนแรงในโรงเรียน, การกลั่นแกล้ง, เพศศึกษา, การสอบ, การลาออกกลางคัน, ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้, ความคิดสร้างสรรค์, โรงเรียนทางเลือก, การศึกษาออนไลน์, หลักสูตรการสร้างการเปลี่ยนแปลง, ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม, การลงทุนทางสังคม, การคุ้มครองผู้บริโภค, การวัดผลกระทบทางสังคม, การจ้างงาน, การค้าที่เป็นธรรม, การท่องเที่ยวชุมชน, ดำเนินธุรกิจให้ตรงกับความต้องการ, ความรับผิดชอบต่อสังคม, คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า, การมีส่วนร่วม, ศิลปะวัฒนธรรม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, ความโปร่งใส, บรรเทาภัยพิบัติ, ความเชื่อและศาสนา, สื่อมวลชน, สื่อมวลชน, กฎหมายและนโยบาย, การเลือกตั้ง, การเมือง,

All

การสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้สำหรับการศึกษาแบบเน้นผลกระทบทางสังคม

ถอดจากเอกสารนำเสนอใน  Session Creating learning outcome for social impact education ซึ่งเป็น Sessin ที่ชวนคุยว่าผู้สอนจะพัฒนาและใช้ Learning Outcome ในการสนับสนุนการเรียนการสอนที่สร้างผลกระทบทางสังคมได้อย่างไร รวบรวมตัวอย่างจากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเครือข่าย Ashoka U ที่ทำเกี่ยวกับการเตรียมนักเรียนนักศึกษาให้รับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการสังคม นวัตกรรมสังคมและการวัดผลลัพธ์ของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยอาจารย์ ดร.รติพร มั่นพรหม ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Speakers:

Sandra LaFleur - Director of Social Change Initiatives, Miami Dade College

Paul Rogers – Associate Professor of English & Senior Scholar, George Mason University

Molly  Ware – Associate Professor of Secondary Education, Western Washington University


หลายๆ ท่าน คงคุ้นชินหรือเคยได้ยินกับการศึกษาแบบเน้นผลลัพธ์เป็นสำคัญ หรือ outcome-based education กันอยู่แล้ว แต่หากกล่าวถึง social impact education หรือ การศึกษาแบบเน้นผลกระทบทางสังคม หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยเพราะถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย  

เนื้อหาส่วนนี้จะกล่าวถึง

  • ผลลัพธ์การเรียนรู้(Learning Outcome)  ที่สำคัญสำหรับการศึกษาแบบเน้นผลกระทบทางสังคม เพราะการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ให้ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สอนสามารถออกแบบหลักสูตร รวมถึงประเมินผลได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
  • ​วิธีการสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้
  • การนำผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ออกแบบไว้ไปใช้งานโดยเฉพาะในบริบทของมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ในปัจจุบันเทรนด์การศึกษาแบบเน้นผลกระทบทางสังคมที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ 3 รูปแบบ โดยแต่ละแบบมุ่งเน้นสมรรถนะ (competence) ของผู้เรียนที่แตกต่างกัน ได้แก่

  1. การศึกษาแบบเน้นการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship education) เน้นการพัฒนาไอเดียทางธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและสามารถสร้างการเปลี่่ยนแปลงทางสังคม หรือสร้างผลกระทบทางสังคมได้ รวมถึงการลงมือสร้างและจัดการธุรกิจ
  2. ​การศึกษาแบบเน้นนวัตกรรมทางสังคม (social innovation education) เน้นความสามารถในการกำหนดปัญหา เข้าใจบริบทของสถานการณ์ปัญหาและความท้าทาย และสามารถพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาได้
  3. การศึกษาแบบเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลง (changemaking education) เน้นการสร้างสังคมและสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งรูปที่แตกต่างกันนี้ นำไปสู่การเรียนการสอนและคุณสมบัติปลายทางของผู้เรียนทั้งด้านทักษะ(Skills) ความรู้(Knowledge)  ความคิด(Attitudes) และความสามารถ (Abilities) ต่างกันด้วย พบว่าหลักสูตรต่างๆ ที่ใช้การศึกษาแบบเน้นผลกระทบทางสังคมนั้นมีความหลากหลายมาก ไม่มีหลักสูตรใดที่เหมือนกันเลย Romy Kraemer ผู้สร้าง venture lab แห่ง DO school ได้พยายามศึกษาถึงความคล้ายคลึงกันของแต่ละหลักสูตรเพื่อหาข้อสรุปของสมรรถนะของผู้นำเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคมพึงมี  

สมรรถนะหลัก(Core Competence) สำหรับหลักสูตรที่เน้นสร้างนักสร้างการเปลี่ยนแปลง(changemakers)

Romy Kraemer ได้ศึกษาหลักสูตรต่างๆ จำนวนถึง 39 หลักสูตรทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ที่พบเป็นหลักสูตรออนไลน์ แล้วสกัดออกมาเป็นทักษะและความสามารถที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแบบเน้นผลกระทบทางสังคม
 

Romy พบว่าผู้เรียนมักจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ (กล่องสีฟ้า) ในห้องเรียน แต่ความสามารถต่างๆ (กล่องสีเทา) มักจะได้รับการพัฒนาผ่านประสบการณ์จริง หรือการลงมือปฏิบัติ การโค้ช และการตกผลึกทางความคิด นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ผู้สอนมักจะเน้นพัฒนาทักษะ แต่ยังขาดช่วงเวลาที่ทำให้ผู้เรียนค้นพบความสามารถ รวมถึงพัฒนาความสามารถของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่จะทำให้ผู้เรียนเชื่อมโยงจากความรู้ทางทฤษฎีที่เรียนในห้องเรียนไปสู่ประสบการณ์จริงได้ ซึ่งต้องอาศัยความสามารถในการตกผลึกทางความคิดด้วยตนเอง (self-reflection) การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (empathy) ความสามารถในการกล้าเสี่ยง (boldness) และ สามารถเผอิญกับความล้มเหลวได้ (resilience) ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะถูกพัฒนาเป็นสมรรถนะได้ก็ต่อเมื่อเราได้ลอง แล้วผิดพลาด แล้วลองใหม่ และตกผลึกกับประสบการณ์ของตนเองที่ได้นำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาจริง

ถึงแม้ว่าจะมีความหลากหลายของหลักสูตร แต่สมรรถนะหลักที่สำคัญ คือ ทักษะการฟัง การเรียนรู้จากผู้อื่น และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอาจจะนิยามแต่กัน เช่น สำหรับอโชก้า จะเรียกทักษะเหล่านี้ด้วยกับว่าทักษะสำหรับนักสร้างการเปลี่ยนแปลง (changermaker skill) แต่ที่อื่นอาจจะเรียกว่าทักษะความเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม และถึงแม้ว่าแต่ละหลักสูตรจะมีการปรับให้เข้ากับบริบทสังคมของตนเอง แต่ทุกหลักสูตรก็ยังเน้นย้ำความสำคัญของการเข้าใจผู้อื่น การฟัง การอยู่ร่วมกันอยอ่างไม่แปลกแยก และการทำงานรวมกัน

แล้วจะเริ่มสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างไร?

หลักสำคัญของการสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้คือ ”การสร้างร่วมกัน” หรือการทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม

ไม่ว่าจะเป็นผู้สอนและผู้เรียนเอง หรือแม้กระทั่่งชุมชน ผู้ประกอบการสังคม นักวิจัย หรือศิษย์เก่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้สามารถให้มุมมองและช่วยสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนมากขึ้นได้ และเนื่องจากไม่มีวิธีการตายตัวสำหรับการสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ จึงสามารถทำได้หลายวิธี เช่น กระบวนการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชน (community engagement) การตั้งกรรมการสหวิทยาการ การวิจัยเพื่อเข้าถึงมุมมองที่หลากหลาย หรือการถามความเห็นจากผู้เรียนเอง เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือ การสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้นี้ เป็นขั้นตอนที่ยืดหยุ่นได้และต้องทำซ้ำอยู่เสมอ ผู้สอนต้องกลับมาเช็คผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างการนำไปใช้

1. ผลลัพธ์การเรียนรู้สำหรับนักสร้างการเปลี่ยนแปลง: การนำผลลัพธ์การเรียนรู้มาสร้างการเปลี่่ยนแปลงกับผู้สอนเอง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาของ Molly Ware ผู้สอนหลักสูตรปริญญาตรีของ Western Washington University โดย Molly ใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นเหมือนเป้าหมายในการพัฒนาการเรียนการสอน โดยมีการปรับซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อยๆ เช่นเดียวกับวิธีการสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ ซึ่ง Molly ได้เล่าถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ในช่วงต่างๆ ของตนเองที่เปลี่ยนไปตามการสอนดังนี้

  • ช่วงต้น: ทำหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ดีขึ้น (ทั้งในและนอกห้องเรียน) เช่น การปรับการสอน ซึ่งต้องเริ่มจากการฝึกฝน และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนชำนาญ อย่างไรก็ตาม Molly พบว่าในตอนเริ่มต้นนั้น หากพยายามจะสร้างระบบการเรียนรู้ที่ดี มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา อาจทำให้เรามักจะลืมนึกถึงคนรอบข้างอื่นๆ หรือบริบทรอบตัวซึ่งอาจทำให้เกิดความกลัวหรือความกังวลกับคนอื่นๆ เช่นเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือผู้เรียนได้
  • ช่วงกลาง: มุ่งมั่นต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอน ฝึกฝนเรื่อยๆ ในการอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นนอน มีสติ และไม่เครียดกับเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงไม่กล่าวโทษผู้อื่นหรือสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดด้วย และเมื่อฝึกฝนมากขึ้นเรื่อย ก็จะเกิดความคุ้นเคยกับแนวปฏิบัติใหม่
  • ช่วงปลาย: ค้นหาศักยภาพของตนเอง เปิดโอกาสให้ตนเองมองหาสิ่งที่ทำได้ไม่ดีและสิ่งที่ทำได้ดี ด้วยการคอยตกผลึกทางความคิด และปรับจนกระทั่งรู้สึกเป็นธรรมดากับแนวปฏิบัติใหม่

เมื่อทำงานไปเรื่อยก็มีการเพิ่ิมเติมผลลัพธ์การเรียนรู้ใหม่ คือ
- เรียนรู้ที่จะคาดคะเนตัวตนของตนเอง: ให้สังเกตตนเองว่ามุมไหนของความเป็นตัวตนของคุณ ระบบคุณค่า และชุดความคิดที่แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติทั่วไป และลองคิดดูว่าจะสามารถนำความแตกต่างเหล่านั้นไปใช้เติมเต็มช่องว่างปัญหาได้อย่างไร และสังเกตปฏิกิริยาในห้องเรียน ว่าเมื่อไหร่ที่คุณมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความกังวล หรือเกิดแรงต้าน หรือปฏิกิริยาตอบโต้
- เปิดรับฟังข้อมูลสะท้อนกลับ และนำกลับมาใช้พัฒนา

  1. กรณีศึกษา การนำผลลัพธ์การเรียนรู้ไปใช้เพิ่มประสิทธิผลของหลักสูตรปริญญาโทแบบสหวิทยาการ Social Entrepreneurship ของ George Mason University เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า เราจะเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ? นักสร้างการเปลี่ยนแปลงประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมสังคม และผู้ประอบการสังคม   ทักษะความคิด ความสามารถและพฤติกรรมที่พึงมีของผู้ที่จบการศึกษา

มหาวิทยาลัย George Mason University มุ่งเน้นสอนเรื่องนวัตกรรมทางสังคมและการประกอบการทางสังคมซึ่งจะแบ่งเป็นทางด้านนโยบาย การจัดการ และการบริหารรัฐกิจ และเพื่อให้เป็นการเรียนแบบสหวิทยาการ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในหัวข้อต่างๆ ตามความสนใจ ไม่ว่าเป็นด้านการบริการสุขภาพ การพัฒนาคนและการศึกษา วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น โดยหลักสูตร Social Entrepreneurship ของ George Mason University ได้กำหนดผลลัพธ์ด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านความรู้ (Knowledge of Social Innovation and Social Entrepreneurship)

  1. เข้าใจสาขาต่างๆ ทางด้านการประกอบการสังคม: เข้าใจว่าการปรกอบการสังคมแตกต่างจากกิจกรรมไม่แสวงหากำไร งานบริการสังคม กิจการเพื่อสังคม และกิจกรรมอื่นๆที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างไร
  2. สามารถระบุตัวอย่างของผู้ประกอบการสังคมแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัย: สามารถเล่าตัวอย่าง พร้อมระบุกลยุทธ ธรรมชาติองค์กร และวธีการวัดผลกระทบทางสังคม
  3. พัฒนาความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสมรรถนะหลักที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทางสังคมและการประกอบการทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องความเข้าใจผู้อื่น การทำงานเป็นทีม ความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของการสร้างการเปลี่ยนแปลง
  4. สมารถสร้างโมเดลหรือ framewrok ที่ดีสำหรับการนำองค์กร ซึ่งรวมถึงการสร้างวิสัยทัศน์ เป้าหมายและพันธกิจ ประเมิน จัดการและพัฒนาโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร พัฒนาเป้าหมายระยะยาว กลยุทธ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและจัดการการทำงานได้

ทักษะทางความคิด (Habit of Minds)

  1. การใช้ความคิดเชิงระบบ: สามารถวิเคราะห์ปัญหาของระบบ วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และค้นหาจุดวิกฤตที่จะนำไปสู่การเปลี่่ยนแปลงของระบบได้
  2. กำหนดปัญหาและออกแบบการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ: เข้าใจกระบวนการที่จะนำไปสู่การกำหนดปัญหาที่ชัดเจน และนำไปสู่การออกแบบกลยุทธสำหรับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
  3. คิดอย่างสร้างสรรค์
  4. โฟกัสที่ผลกระทบ: กำหนดการวัดผลกระทบทางบวกที่เพิ่มขึ้นและสมรรถภาพของอค์กรที่สูงขึ้น

สมรรถนะในการสื่อสาร (Communicative Competence)

  1. มีประสบการณ์ในการสร้างและสื่อสารข้อมูลที่เหมาะสม
  2. สร้างทีม เครือข่ายและแฟลตฟอร์มในการแก้ปัญหา
  3. มีทักษะในการทำงานเป็นทีมและความเป็นผู้นำ
พฤติกรรม (Ways of Being)
  1. เข้าใจตนเอง
  2. มีสำนึกในเป้าหมาย: เข้าใจถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ตนเองมีและกล้าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้น

เทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้คือ การอธิบายลักษณะผู้เรียนและจินตนาว่าตนเองเป็นผู้เรียน ต้องผ่านการเรียนรู้อะไรบ้างในหลักสูตร เขียนเป็นเรื่องราวออกมาคล้ายๆ กับการเขียนบทละคร จะทำให้ผู้สอนเข้าใจผู้เรียนมากขึ้น และจะช่วยให้สามารถลำดับความสำคัญของการเรียนรู้ องค์ประกอบที่จำเป็นต้องเรียนรู้ และเห็นภาพมากขึ้นว่ายังขาดหรือต้องเพิ่มเติมส่วนใดให้สมบูรณ์ ซึ่งเมื่อสามารถตกลงกันในทีมผู้สอนแล้ว ก็นำผลลัพธ์การเรียนรู้เหล่านั้นมาสร้างแผนที่การเรียนรู้ในแต่ละรายวิชาเพื่อให้เห็นภาพรวมของทั้งหลักสูตร สำหรับการประเมินผลลัพธ์นั้น ก็ต้องประเมินในระดับรายบุคคล คือการพัฒนาของแต่ละบุคคลและระดับหลักสูตรโดยดูจากความเชื่อมโยง การสร้างเครือข่ายรวมถึงชุมชนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสร้างด้วยตนเองด้วย

(สามารถดูตัวอย่างเพิ่มเติมได้จากลิงค์เอกสารประกอบด้านล่าง)

3. ตัวอย่างจาก Miami Dade College (MDC) ​MDC มีการสร้างเฟรมเวิร์คในการนำการศึกษาแบบเน้นการสร้างการเปลี่ยนไปใช้ ดังรูป โดยมุ่งเน้นให้เกิดทักษะและชุดความคิดคือ การมุ่งแก้ปัญหาด้วยการหาแนวทางการแก้ไขโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม และเข้าใจผู้อื่น ซึ่งได้ผูกทักษะและชุดความคิดเหล่านี้เข้ากับบริบทต่างๆ ตั้งแต่ระดับกว้าง จนแคบมาที่แต่ะรายบุคคล โดยเน้นให้เกิดประสบการณ์ที่สามารถเชื่อมโยงทักษะและสิ่งที่ได้เรียนรู้เข้ากับบริบทต่างๆ ได้ และเนื่องจาก MDC ต้องการทำให้ระดับทั้งองค์การศึกษาจึงต้องมีการพัฒนาบุคลการและอาจารย์ให้เข้าใจถึงเฟรมเวิร์คนี้ รวมถึงการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้และผลกระทบที่ได้ด้วย

 

การสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้จะสร้าง impact อย่างไรบ้าง?

  1. ช่วยสร้างชุมชน หรือสร้างความมีส่วนร่วมในชุมชน: เนื่องจากขั้นตอนในการสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ซึ่งขั้นตอนจะทำให้ภาคส่วนต่างๆ รู้สึกถึงความมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรและมีความสัมพันพธ์ที่ดีและเหนียวแน่นกับองค์กรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การได้ข้อคิดเห็นจากหลายๆฝ่าย 
  2. จะช่วยเพิ่มมุมมองของคุณลักษณะปลายทางของผู้เรียนที่ต้องการและสามารถกำหนดเฟรมเวิร์คได้แน่นขึ้น
  3. ​จะช่วยให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ วัดผลสำเร็จ และปรับเปลี่ยนเพื่อตอบความต้องการของสังคมได้มากขึ้น สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในการเรียนรู้ โดยการสอบถามผู้เรียนถึงเนื้อหา ทักษะ ความสามารถที่พวกเขาต้องการเพิ่มเติม และนำไปเพิ่มให้การเรียนการสอน จะช่วยให้ผู้เรียนอยากจะเรียนรู้มากขึ้นเพราะตรงกับตวามต้องการที่พวกเขาเรียกร้อง

ปัจจุบัน สถาบันการศึกษามีความจำเป็นต้องปรับหลักสูตรและการเรียนการสอนเพื่อเตรียมผู้เรียนให้สามารถปรับตัวและรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการออกความเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้สอนสามารถออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่ตอบโจทย์สังคมมากขึ้นได้ นอกจากนี้ผลลัพธ์การเรียนรู้ยังจำเป็นต้องการสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย

Reference 
https://ssir.org/articles/entry/critical_competences_for_social_impact_leaders
https://ashokau.org/blog/3-critical-questions-changemaker-learning-outcomes-can-help-us-answer/
https://ashokau.org/blog/40-conversations-about-learning-outcomes/

เอกสารประกอบ
https://drive.google.com/open?id=1kxPxD1Z_LSBdf543gFPTysEKFqoS3iNE

Hashtags: