Problem Insight: การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

04 มิถุนายน 2562
ความรู้ในการดูแลสุขภาพสุขภาพทางเพศ, โรคติดต่อทางเพศ, สุขภาพจิต, การเข้าถึงการศึกษา, ศักยภาพเด็กและเยาวชน, ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, เพศศึกษา, การลาออกกลางคัน, คุณภาพชีวิต,

เด็กวัยรุ่น, ผู้หญิง, ครอบครัว, ชุมชน, ภาคสังคม, ภาครัฐ,


จากข้อมูลของกรมอนามัย[i] ตั้งแต่ช่วงปี 2546 เป็นต้นมา แสดงให้เห็นว่ามีการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปี 2555  มีจำนวนหญิงวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี คลอดบุตรสูงถึง 132,203 คน และทำให้ประเด็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นถูกหยิบยกขึ้นมาการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เกิดความพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาลและภาคประชาชน ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่ง โดยสถิติของกรมอนามัยในปี 2560 พบว่ามีจำนวนหญิงวัยรุ่นคลอดบุตร จำนวน 84,578 คน[ii]  (12.8 % ของการคลอดในหญิงไทยทั้งหมด[iii]) ซึ่งลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2555 อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในประเทศไทยนั้น ยังถือว่าอยู่ในระดับที่รุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ และแม้การทำงานแก้ไขปัญหาในเชิงปริมาณจะลดลง แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังรอคอยการแก้ไข
 

สถานการณ์ปัญหา

ปัญหาเรื่องแม่วัยรุ่นนั้น สามารถส่งผลทั้งต่อตัววัยรุ่น บุตรที่เกิดมาและครอบครัว ไปจนถึงผลกระทบต่อสังคมในหลายมิติ ที่เห็นชัดเจนลำดับแรกคือ ผลต่อเด็กวัยรุ่นเอง ที่ส่วนใหญ่ต้องหยุดเรียนและต้องใช้เวลาดูแลลูก ทำให้ลดโอกาสด้านการศึกษา  และยังพบปัญหาด้านสุขภาพจิตจากความเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หลายรายที่ตัดสินทำแท้ง ก็พบปัญหาสถานที่ให้บริการจำกัด ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก หรือบางแห่งไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนจนถึงแก่ชีวิต

ข้อมูลจากเว็บไซต์ 3C4Teen ของ UNFPA[iv] (โดย นพ. วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล) กล่าวว่า ทารกที่เกิดจากแม่วัยรุ่น มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะอัตราตายของทารกสูงขึ้น น้ำหนักแรกเกิดต่ำ โลหิตจาง ภาวะทุพโภชนาการในช่วงที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด ได้รับนมแม่น้อยกว่า สภาพที่อยู่อาศัยไม่ดี มีแนวโน้มเจ็บป่วยมากกว่า มีพัฒนาการล่าช้า มีปัญหาเชิงพฤติกรรม (ซึ่งมีแนวโน้มจะสร้างปัญหาให้กับสังคม เช่น ความรุนแรง อาชญากรรม) รวมถึง ปัญหาอื่นๆ ตามมามากมายเมื่ออายุมากขึ้น

ในทางสังคมต้องประสบปัญหาในการช่วยเหลือวัยรุ่นตั้งครรภ์ บริการฝากครรภ์ที่เพิ่มขึ้น บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ค่อยมีหน่วยงานทางสาธารณสุขอยากทำ ต้องรับภาระเป็นครอบครัวบุญธรรม ซึ่งรวมถึงการเสียงบประมาณในการจัดบริการสงเคราะห์แก่ทั้งแม่และทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสงเคราะห์ดูแลทารกที่ถูกทอดทิ้ง

จากข้อมูลข้างต้นของกรมอนามัย ในตอนนี้มีแม่วัยรุ่นหลังคลอดกว่า 48.6% ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก 45 % กลับไปเรียนต่อหรือหาทางเรียนต่อและอีก 6.4% ที่ออกมาทำงานโดยไม่กลับเข้าไปเรียนต่อ และจากการสำรวจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากบ้านพักเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ จำนวน 11,012 คน พบว่ามีแม่วัยรุ่นเพียง 42% เท่านั้นที่ประกอบอาชีพ ซึ่งในจำนวนนี้มีจำนวนมากที่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท/เดือน และมีกว่า 46% ที่ไม่มีรายได้เลย นอกจากนั้น การสำรวจยังพบว่า มีแม่วัยรุ่นเกือบ 70% ที่ไม่มีความพร้อมในเรื่องการดูแลบุตร อันเนื่องมากจากไม่มีอาชีพหรือรายได้ มีปัญหาทางเศรษฐกิจในครอบครัวและไม่มีความรู้ในการดูแลบุตร

สิ่งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบกับประเทศไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอนาคตอันใกล้ โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีอัตราการแต่งงานและคลอดบุตรของหญิงวัยทำงานลดลง สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อีก 20 ปีข้างหน้า วัยแรงงาน 1 คน จะต้องดูแลเด็ก 3 คนและผู้สูงวัย 6 คนโดยเฉลี่ย[v] และย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะรายได้ประชาชาติและรายได้ของรัฐที่จะลดลง เพราะเก็บรายได้ได้น้อย เพราะนอกจากวัยแรงงานที่ลดลงแล้ว ส่วนหนึ่งของวัยแรงงานนั้นยังมีรายได้ต่ำ เพราะไม่สามารถศึกษาได้ถึงระดับที่จะประกอบอาชีพแล้วมีรายได้สูง

ปัญหาแม่วัยรุ่นกำลังทำให้ประเทศไทยที่เด็กเกิดน้อยลงอยู่แล้วแย่ลง เพราะทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นประชากรที่ด้อยคุณภาพ เนื่องจากความไม่พร้อมในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งหากปัญหาดังกล่าวยังไม่ถูกแก้ไขโดยเร็ว จะส่งผลให้ประชากรไทยเผชิญกับภาวะ ‘เกิดน้อยด้อยคุณภาพ’ และสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่
(ขอบคุณภาพจาก "คุณแม่วัยใส" GMM TV)


สาเหตุที่น่าสนใจของปัญหา

สาเหตุของปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (อายุ 10-19 ปี) แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดจากการป้องกันที่ล้มเหลว เนื่องจากวัยรุ่นไม่มีความรู้เรื่องเพศ ไม่ใช้การคุมกำเนิด หรือไม่ตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นหลังตั้งครรภ์ และเมื่อตั้งครรภ์แล้ว วัยรุ่นก็อาจไม่มีทางเลือกในการจัดการครรภ์ของตน จึงต้องท้องต่อโดยไม่มีความพร้อมในการดูแลครรภ์และส่งผลถึงปัญหาหลังคลอดบุตร คือไม่สามารถดูแลเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการทิ้งบุตร หรือกลับไปท้องซ้ำในที่สุด
 
1.  ป้องกันล้มเหลว
แม้สังคมไทยโดยส่วนใหญ่จะตัดสินเรื่องเพศว่าเป็นเรื่องสกปรก ต้องห้าม และพยายามปิดบัง อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นก็เป็นวัยที่เริ่มสนใจเรื่องเพศและต้องการเรียนรู้ จากรายงานของกรมอนามัย พบว่าอายุเฉลี่ยที่วัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอยู่ที่ 15 ปี[vi]  ซึ่งส่วนมากวัยรุ่นมักมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีความรู้เรื่องเพศที่ถูกต้อง และจากรายงานการเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่น ปี 2559-2561 [vii]ครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นตั้งครรภ์ระบุว่า ตั้งครรภ์เกิดจากความตั้งใจ แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นส่วนหนึ่งไม่เข้าใจถึงผลกระทบหากตั้งครรภ์ในวัยที่ไม่พร้อม ส่วนอีกครึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นแบ่งเป็น คุมกำเนิดล้มเหลว 26.5% และไม่คุมกำเนิดอีก 24.7% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการขาดความรู้ที่ถูกต้องหรือมีความเชื่อหรือเข้าใจในเรื่องเพศและการคุมกำเนิดที่ผิด

โดยในการหาความรู้เรื่องเพศ การพูดคุยกับผู้ใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้ แต่มีวัยรุ่นเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่พูดคุยกับผู้ใหญ่เรื่องเพศ[viii]  เพราะกลัวถูกมองเป็นเด็กไม่ดี และกลัวถูกเพ่งเล็งหรือถูกลงโทษ  ในขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่เองก็อายที่สอนเรื่องเพศแบบตรงไปตรงมา และไม่รู้ต้องสอนอย่างไร อีกส่วนก็คิดว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก

ภาระจึงตกอยู่ที่การสอนเรื่องเพศที่โรงเรียน โดยในปี 2559 มีการบังคับใช้พรบ.ให้ทุกโรงเรียนสอนเพศศึกษา เพื่อหวังลดจำนวนการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และคุ้มครองสิทธิ์นักเรียนตั้งครรภ์ให้ศึกษาต่อได้จนจบโดยไม่ถูกไล่ออก รวมถึง บรรเทาปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาของแม่วัยรุ่น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็มีโรงเรียนส่วนน้อยเท่านั้นที่สอนอย่างจริงจังให้วัยรุ่นเตรียมตัวและนำความรู้เรื่องเพศไปใช้ได้ในชีวิตจริง ในขณะที่บางโรงเรียนยังไม่สอน หรือสอนเพียงเพื่อให้นักเรียนท่องไปสอบเท่านั้น

ความรู้ คำแนะนำ และวิธีปฎิบัติเกี่ยวกับเพศเป็นส่วนใหญ่จึงมาจากเพื่อนและอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ง่ายต่อการเข้าถึง การเข้าใจและการนำไปปฎิบัติ แต่ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ยกตัวอย่างหนังโป๊ที่นำเสนอพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย ความคิดผิดๆ เช่น การใช้ถุงยางจะลดความพึ่งพอใจในการเพศสัมพันธ์ พฤติกรรมเสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ความรุนแรง และการบีบบังคับ

ในด้านพฤติกรรมการคุมกำเนิด ถุงยางอนามัยนอกจากป้องกันความเสี่ยงด้านโรคติดต่อทางเพศโดยตรงและมีเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์น้อยที่สุดในการคุมกำเนิดทั้งหมด แต่กลับถูกใช้ในวัยรุ่นน้อยกว่า ยาเม็ด ยาฉีด และยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในการคุมกำเนิด[ix]  โดยเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัยรุ่นไม่มีรายได้มากพอที่จะซื้อถุงยางที่มีคุณภาพที่ตอบสนองความพึงพอใจทางเพศของตนและคู่ได้ อีกส่วนไม่ทราบว่ามีการแจกถุงยางฟรี และอีกส่วนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันไปแล้วแต่ไม่ตั้งครรภ์จึงปฎิบัติซ้ำโดย ‘พึ่งดวง’ ต่อไป รวมถึง วัยรุ่นส่วนใหญ่ที่ไม่ได้พกถุงยางอนามัยก็เพราะถูกห้ามไม่ให้มีหรือคิดเรื่องเพศ ทำให้เมื่อโอกาสมาถึง วัยรุ่นส่วนใหญ่จึงไม่มีความรู้ ความพร้อมและการป้องกัน
 
2. ไม่มีทางเลือก
เมื่อตั้งครรภ์ วัยรุ่นจะต้องรีบตัดสินใจให้เร็วที่สุด เนื่องจากการยุติครรภ์ปลอดภัยจะต้องทำก่อนอายุครรภ์จะครบ 9 สัปดาห์ ซึ่งสิ่งแรกที่วัยรุ่นหญิงมักจะทำคือถามความเห็นจากเพื่อน หรือพูดคุยกับฝ่ายชายเพื่อตกลงกันเองก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงให้ผู้ใหญ่มีส่วนร่วมน้อยที่สุดหรือช้าที่สุด หากตัดสินใจยุติครรภ์ในขั้นตอนนี้ วัยรุ่นหญิงตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจก็ดำเนินการต่อตามขั้นตอนเพื่อยุติครรภ์จนเสร็จและปลอดภัย

หากในความเป็นจริง วัยรุ่นนั้นไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูลในการช่วยตัดสินใจ และไม่มั่นใจว่าตนเองควรทำอย่างไร สุดท้ายวัยรุ่นจึงให้น้ำหนักแก่คนอื่นหรือให้คนอื่นตัดสินใจโดยไม่ได้คำนึงถึงอนาคตของตนเป็นหลัก ซึ่งวัยรุ่นชายมักจะหายไปหลังทราบข่าว วัยรุ่นหญิงจึงต้องบอกครอบครัวที่มักจะทำตามความเชื่อส่วนบุคคลและค่านิยมของสังคม โดยหากหญิงวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปีจะบังคับให้ยุติครรภ์ และหากมากกว่า 15 ปี มักจะแสดงความรับผิดชอบ โดยบังคับให้ออกจากโรงเรียน และหากฝ่ายชายไม่หนีหายไป ก็อาจบังคับให้แต่งงานกันเพื่อรักษาหน้าของครอบครัว โดยไม่ทำความเข้าใจกับเด็ก ถามความเห็น ไม่คำนึงถึงความพร้อมของวัยรุ่นทั้งสองฝ่าย

เมื่อตัดสินใจแล้ว วัยรุ่นก็ยังต้องพบความท้าทายในการเข้าถึงบริการยุติครรภ์อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากวัยรุ่นต้องจะพึ่งพาดุลพินิจของแพทย์หรือตำรวจในการออกเอกสารประกอบการยุติครรภ์ อีกทั้งยังต้องหาทีมแพทย์และพยาบาลที่จะยุติครรภ์ให้ก่อนพ้นระยะปลอดภับ  ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยต้องทำแท้งไม่ปลอดภัยด้วยตนเองหรือในคลีนิกทำแท้งเถื่อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากกว่าทำแท้งถูกกฎหมาย 2 เท่า โดยไม่มีการรับรองผล หรือรับรองความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน การเป็นหมัน ไปจนถึงการเสียชีวิต
 
3.  ไม่มีความพร้อม
 การเปลี่ยนสถานะจาก ‘วัยรุ่น’ มาเป็น ‘แม่’ แม่วัยรุ่นจะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจและสังคม จากการใช้ชีวิตอิสระสนุกสนานมาพบกับความรับผิดชอบ ความกดดัน ความรู้สึกผิดต่อตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งรับมือกับการตัดสินจากสังคม โดยไม่พร้อม และไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ทำให้มีแม่วัยรุ่นจำนวนมากทิ้งบุตรเพื่อกลับไปใช้ชีวิตวัยรุ่นตามปกติ

ส่วนมากพ่อแม่วัยรุ่นอยู่ในครอบครัวที่มีลูกเร็ว มักจะถูกเลี้ยงให้อาศัยอยู่กับญาติ และมีฐานะยากจน ทำให้พ่อแม่วัยรุ่นไม่เข้าใจและไม่เคยเห็นตัวอย่างการเลี้ยงลูกเชิงบวก รวมถึงไม่มีเงินพอที่จะฝากครรภ์ หรืออาจไม่รู้ว่าจะต้องฝากครรภ์หรือบำรุงครรภ์อย่างไร ลูกของพ่อแม่วัยรุ่นจึงมีแนวโน้มที่ป่วยง่าย จำเป็นต้องใช้เงินและเวลามากในการดูแล จากสถิติ 35.4% ของเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักที่ต่ำกว่าเกณฑ์นั้นคลอดจากแม่อายุต่ำกว่า 20 ปี

นอกจากนี้ พ่อแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ ทั้งการวางแผนทางการเงิน ทักษะการทำงานเพื่อหารายได้ และไม่มีวุฒิการศึกษา การช่วยเหลือ จึงสำคัญมากสำหรับสวัสดิภาพ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสวัสดิการและจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือระดับชุมชนกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ[x]  เพื่อดูแลแม่และเด็กแรกเกิด แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าศูนย์ช่วยเหลือไม่สามารถตอบโจทย์แม่วัยรุ่นได้จริง เพราะเงินสวัสดิการเดือนละ 600 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายตามจริงในการเลี้ยงดูบุตร และเวลาในการให้บริการของศูนย์นั้นเป็นเวลาเดียวกับเวลาทำงานหรือเวลาเรียนของแม่วัยรุ่น[xi]

พ่อแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาครอบครัวเดิมในการดูแลเลี้ยงดูบุตรและด้านการเงิน เพื่อที่แม่วัยรุ่นจะได้กลับไปเรียนหรือไปทำงานนอกบ้าน ในหลายกรณีย้ายไปต่างจังหวัดเพื่อเริ่มต้นใหม่หรือเพื่อทำงาน และกลับมาเยี่ยมบ้านเพียงปีละไม่กี่ครั้งหรือไม่กลับมาเลย กลายเป็นการ ‘ทิ้งบุตร’ ให้ครอบครัวของตนเลี้ยง และส่งผลกระทบทำให้เด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการ ด้านใจจิตใจและพฤติกรรม และแนวโน้มที่จะมีบุตรเร็วในอนาคตเช่นกัน
 
4. ผลพวงหลังตั้งครรภ์

 หลังวัยรุ่น ‘ท้อง-แท้ง-ทิ้ง’ แล้วกลับไปมีชีวิตตามเดิม หลายครอบครัวเลือกที่จะไม่พูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอีก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความอายหรือความรู้สึกผิด วัยรุ่นจึงไม่ได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่มีมาตราการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดซ้ำ ทำให้วัยรุ่นท้องซ้ำโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการท้องซ้ำในวัยรุ่น เท่ากับ 1 ใน 5[xii]  และมีสัดส่วนการคลอดซ้ำอยู่ที่ 1 ใน 10[xiii]

ในขณะเดียวกัน ก็มีวัยรุ่นหลายคนที่ต้องแบกรับ ความรู้สึกผิด ความเศร้า ความละอายกับตัวเอง และยังถูกตอกย้ำจากสังคมว่าเป็น ‘แม่ใจมาร’ ‘ผู้หญิงใจแตก’ ซึ่งเป็นคำพูดส่งผลลบต่อจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อเป็นคำพูดจากคนในครอบครัว จนอาจทำให้วัยรุ่นหมดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่เห็นอนาคต และออกจากระบบการศึกษาไปใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย
 
การส่งเสริมให้พ่อวัยรุ่นมีส่วนในการดูแลจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีขึ้น


แนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจทั้งในและต่างประเทศ

1. PlayForward: Elm City Stories: สหรัฐอเมริกา

ทีมนักวิจัย ของ ด็อกเตอร์ ลินน์ ฟิเอลลิน (Dr. Lynn Fiellin) พบว่าเพศศึกษาในระบบของอเมริกาไม่มีมาตรฐานและไม่สามารถให้ความรู้ สอนทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กได้ ทีมของเธอจึงคิดค้นเกมกึ่งวิชาการเพื่อให้วัยรุ่นอายุ 11-14 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เด็กในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรก เรียนรู้ในห้องเรียนโดยมีครูคอยให้คำปรึกษา

ในเกมนี้ วัยรุ่นจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านตัวละครในสถานการณ์ความเสี่ยงทุกรูปแบบ เรียนรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย โรคติดต่อทางเพศ ทัศนคติต่อเพศ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การเลือกคบเพื่อน สารเสพติด วิธีปฏิเสธ และผลลัพธ์ในระยะยาวจากการตัดสินใจต่างๆ จากเนื้อเรื่องที่มีการพูดถึงเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา แถมยังสอดแทรกทัศนคติต่อความสัมพันธ์ในเพศทางเลือกในเชิงบวกอีกด้วย จากการประเมิน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติทางเพศและความรู้เรื่องเพศที่ดีขึ้น และนึกถึงผลระยะยาวในการตัดสินใจมากขึ้น
 
2. Diva Centers: แซมเบีย
ที่ประเทศแซมเบีย สถิติแม่วัยรุ่น (อายุ 18 ปี) สูงถึง 1 ใน 3 Marie Stopes Zambia องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ได้จัดตั้งคลีนิกเพื่อแจกจ่ายยาคุมและให้คำปรึกษาเรื่องเพศแก่วัยรุ่นทั่วแซมเบีย แต่ไม่มีวัยรุ่นเข้ามาปรึกษาเลย ในปี 2557 Marie Stopes Zambia จึงร่วมมือกับ IDEO.org ใช้ Human-centered Aapproach (หรือกระบวนการศึกษาที่เน้นความเข้าใจถึงความต้องการของมนุษย์) เพื่อศึกษาพฤติกรรมวัยรุ่นแซมเบียและหาวิธีแก้ไขใหม่ในการจัดการปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างเข้าถึงมากขึ้น และพบว่าวัยรุ่นหญิงมักไปทำเล็บกับเพื่อนพบปะพูดคุยเรื่องเพศและความรัก

จากข้อมูลที่ได้จึงนำมาพัฒนาเป็นไอเดียในการจัดตั้ง Diva Centers ศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับเพศและการคุมกำเนิดสำหรับเยาวชน ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้วัยรุ่นแซมเบียมาใช้เวลากับเพื่อน เสริมสวย ถามตอบทุกปัญหาเกี่ยวกับเพศ และรับการป้องกัน-การคุมกำเนิดตามความถนัดและวิถีทางเพศของตนเอง เพื่อให้ข้อมูลและบริการที่พวกเขาต้องใช้ในการสร้างทางเลือกทางเพศของตัวเอง เรียนหนังสือ และเป็นแม่เมื่อพร้อมและต้องการ โดยใน 3 เดือนแรก มีวัยรุ่นหญิง 800 คนมาใช้บริการ โดย 88% เข้ามาที่ศูนย์เอง มากกว่าครึ่งรับยาคุมไปใช้เป็นครั้งแรก และ 36% กลับมาขอรับบริการที่ศูนย์อีกครั้ง
 
3. Sexpert Family: ไทย
เพศเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย มีพ่อแม่และครูจำนวนมากต้องการจะสอนและพูดคุยกับวัยรุ่นเรื่องเพศ แต่ยังเขินอาย ไม่รู้วิธี และไม่มีเครื่องมือ เพราะไม่มั่นใจในคำตอบ สสส. จึงร่วมกับช่อง 8 จัดทำรายการโทรทัศน์ในรูปแบบเกมโชว์เพื่อให้ครอบครัวได้คุยกันเรื่องเพศ 

 ในรายการ 2 ครอบครัวที่มีวัยรุ่นและผู้ปกครองจะถูกเชิญมาพูดคุยเรื่องเพศ สอนและสาธิตตัวอย่าง และแลกเปลี่ยนทัศนคติเรื่องเพศในประเด็นต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Influencer ตัวแทนวัยรุ่นและตัวแทนพ่อแม่ ที่เรียกว่า sexpert มาร่วมถามคำถามและให้แนะนำ  ตัวอย่างประเด็นที่ถูกนำเสนอในรายการ ได้แก่ การใส่ถุงยางอย่างถูกวิธี อกหัก บอกชอบ แอบชอบ คลิปหลุดในโรงเรียน ความรักเพศเดียวกัน ฉากขืนใจในละคร การแต่งตัวโป๊ การอยู่ก่อนแต่ง เป็นต้น 

ครอบครัวที่เข้าร่วมและผู้ชมทางบ้านได้เห็นตัวอย่างการพูดคุยกับวัยรุ่นเรื่องเพศที่เหมาะสม ได้รับคำแนะนำและคำอธิบายเชิงจิตวิทยา พร้อมทั้ง เรียนรู้จากวัยรุ่นกับพ่อแม่ด้วยกัน
 
4. CUNY Fatherhood: สหรัฐอเมริกา
สถาบันความเป็นพ่อ ในนิวยอร์ก จัดตั้งด้วยความเชื่อที่ว่า พ่อวัยรุ่นก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งในบ้าน หากพ่อวัยรุ่นมีความมั่นคงทั้งด้านจิตใจและเศรษฐกิจ พวกเขาก็สามารถเป็นที่ปรึกษาของลูก และเป็นกำลังสำคัญในการหยุดวงจรแม่วัยรุ่นเลี้ยงเดี่ยว หรือวงจรแม่ทิ้งเด็กได้

โครงการนี้ให้บริการการติวเพื่อสอบเทียบชั้นมัธยมปลาย จัดฝึกอบรม และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเป็นผู้ปครองและคู่ครองที่ดีขึ้น เช่น การดูแลลูก การเปลี่ยนผ้าอ้อม การทำอาหารสุขภาพด้วยงบน้อย การบริหารการเงินในครัวเรือน ไปจนถึงเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัวและการส่งเสริมให้แม่วัยรุ่นมีอำนาจ โดยมุ่งหวังว่าพ่อวัยรุ่นที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือมีอาชีพมั่นคงได้

พ่อวัยรุ่นสามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องแจ้งประวัติอาชญากรรมและไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้มีพ่อวัยรุ่นจำนวนมากมาร่วมโครงการ ในจำนวนนี้ มีส่วนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่วัยรุ่นและลูก และอีกส่วนหนึ่งเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว

ปัจจุบัน มีพ่อวัยรุ่นจบโครงการไปแล้ว 136 คน ในจำนวนนี้มี 59 คนที่สอบเทียบวุฒิการศึกษามัธยมปลายได้  21 คนที่กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และมีคุณพ่อวัยรุ่น 80 คนที่มีงานทำ
 

ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหา 

การช่วยเหลือพ่อแม่วัยรุ่นให้เข้มแข็งมี 3 แนวทาง ได้แก่ ป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ตั้งใจให้ดีที่สุด ช่วยเหลือดูแลพ่อแม่วัยรุ่นให้เหมาะสมและดีที่สุด และสื่อสารสังคมให้เกิดความเข้าใจ
  • เพศเป็นเรื่องส่วนตัว ละเอียดอ่อน และมีความซับซ้อน ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรศึกษาวิธีการสื่อสาร การใช้ตัวอย่าง และการใช้เนื้อหาเรื่องเพศที่เหมาะสมกับวัยรุ่นแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อารมณ์ สังคมและจิตใจเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เพศวิถี เพศสภาพ ความหมายของการมีความสัมพันธ์และการมีเพศสัมพันธ์ การเคารพสิทธิ์ของตัวเองและผู้อื่น การอนุญาต (Consent) วิธีปฎิเสธ การคุมกำเนิด จนถึงความรู้เกี่ยวกับการเป็นพ่อแม่ (Parenting) เช่น การดูแลครรภ์ การดูแลเด็ก โภชนศึกษา ทักษะการจัดการบริหารชีวิต การวางแผนครอบครัวหากเลิกกับฝ่ายชาย/แยกกันอยู่ การจัดการงบประมาณ การบริหารเวลา วิธีบาลานซ์ระหว่างการเรียนและเลี้ยงลูก การป้องกันไม่ให้ท้องซ้ำโดยไม่ตั้งใจ การวางแผนอาชีพ เป็นต้น เพื่อให้วัยรุ่นทั่วไปมีความรู้และมีความพร้อมที่จะป้องกันตนเอง รวมทั้งตระหนักถึงความละเอียดอ่อนและความท้าทายของการเป็นพ่อแม่เร็ว และในขณะเดียวก็สอนให้พ่อแม่วัยรุ่นนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงดูบุตรและครอบครัว
  • บทบาทของวัยรุ่นชายถูกละเลยไปจากเรื่องเพศและการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เมื่อพูดถึงการสอนเรื่องเพศซึ่งมีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการรักนวลสงวนตัว การใช้ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ และการยุติครรภ์ ซึ่งเป็นการเน้นการจัดการที่ผู้หญิง มากกว่าการสร้างการมีส่วนร่วม และการปลูกฝังความรับผิดชอบในวัยรุ่นชาย ทำให้เมื่อแฟนสาวเกิดตั้งครรภ์ วัยรุ่นชายที่ขาดทรัพย์และความรู้จึงไม่รู้สึก ‘พร้อม’ ที่จะดูแลและรับผิดชอบร่วมกับฝ่ายหญิง  อีกทั้ง ยังมีอีกกรณีที่พ่อวัยรุ่นถูกมองว่าเป็นเด็กเลว เอาเปรียบฝ่ายหญิง จึงถูกกีดกันไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ในปัจจุบัน พ่อวัยรุ่น 8 ใน 10 หายไปหลังทราบข่าว และมีแม่วัยรุ่นที่ต้องเผชิญปัญหาโดยลำพังเป็นจำนวนมาก  หากมีการสนับสนุนสำหรับพ่อวัยรุ่นในด้านความรู้ในการเลี้ยงลูก ส่งเสริมอาชีพ และความพร้อมในการเป็นพ่อแม่ อาจจะช่วยให้วัยรุ่นทั้งสองฝ่ายเห็นทางดูแลบุตรร่วมกัน และลด ‘แม่เลี้ยงเดี่ยววัยใส’ ลงได้
  • เมื่อพูดถึงพฤติกรรมทางเพศในวัยรุ่น คนทั่วไปมักจะให้ความสนใจกับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง  ในความจริง ท้องไม่พร้อมสามารถเกิดขึ้นกับวัยรุ่นทุกคน จากประสบการณ์ขององค์กรที่ทำงานเรื่องแม่วัยรุ่น วัยรุ่นหญิงจำนวนมากที่ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจมีลักษณะเรียบร้อย ตั้งใจเรียน มักอยู่คนเดียว เพราะอ่อนต่อโลก ปฎิเสธไม่เป็น และไม่มีเพื่อนที่มีประสบการณ์เรื่องเพศไว้ปรึกษาเรื่องการป้องกัน
  • การบังคับใช้พรบ. ‘แม่วัยรุ่น’ เป็นการให้การคุ้มครองในระดับโครงสร้างมากกว่าการคุ้มครองในระดับสังคมและบุคคล จากสถิติล่าสุดปี 2561 พบว่ามีนักเรียนตั้งครรภ์เพียง 19.9% เท่านั้นเรียนต่อในสถานศึกษาเดิม  ในขณะที่มีนักเรียนตั้งครรภ์ที่ลาออก/หยุดเรียน พักการเรียนศึกษานอกระบบ และย้ายสถานศึกษา รวมกันถึง 71.7% ซึ่งหากวัยรุ่นได้รับความเข้าใจและท่าทีเป็นมิตร ไม่ถูกลงโทษจากกลุ่มเพื่อนและครู และมีระบบสนับสนุนต่างๆ เช่น ระบบรับรองดูแลเด็กเล็ก บริการรับ-ส่ง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดูแลครรภ์และลูก การเลือกเรียนที่บ้าน (Homebound instruction) เงินสนับสนุนค่าใช้บริการทางการแพทย์ และบริการด้านความรู้ที่เกี่ยวกับการเป็นพ่อแม่ (กล่าวไว้บนข้อด้านบน จะทำให้เพิ่มโอกาสทางการศึกษาของพ่อแม่วัยรุ่น รวมทั้งเพิ่มโอกาสที่ลูกของพ่อแม่วัยรุ่นจะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ
  • ประเทศไทยมีอัตราการป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 80.8 คนในปี 2553 เป็น 161.2 คนต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2560[xiv]  และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคติดต่อทางเพศหลายโรคเป็นโรคไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นและอาจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทำให้แพร่เชื้อหรือรับเชื้อมาได้เลย
 
 
[ii] (ประเทศไทยมีอัตราการป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 80.8 คนในปี 2553 เป็น 161.2 คนต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2560 และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง)
[iii] สถิติสาธารณสุข สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข http://social.nesdb.go.th/SocialStat/StatReport_Final.aspx?reportid=214&template=1R3C&yeartype=O&subcatid=15
[iv] “เกิดน้อยด้อยคุณภาพ” กับปัญหาท้องในวัยรุ่น ส่งผลอย่างไรต่อคนในสังคม http://3c4teen.org/?p=917
[v] อัตราการพึ่งพิง (dependency ratio) ปี พ.ศ. 2543 - 2583 http://social.nesdb.go.th/SocialStat/StatReport_Final.aspx?reportid=89&template=2R1C&yeartype=M&subcatid=56
[xi] “การจัดสวัสดิการสำหรับแม่วัยรุ่นในสังคมสมัยใหม่” 2560. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thaiteenpreg.com/wp-content/uploads/2017/02/Grand-B-patcha.pdf
Hashtags: