[School ชวนอ่าน] Social Start Up Success สู่ความสำเร็จ Start Up เพื่อสังคม

05 มิถุนายน 2562
All

All

บ่อยครั้งที่ความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมของผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมหลายแห่งต้องเผชิญกับความยากลำบากในกระบวนการทำงาน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จนกระทั่งสร้างความเติบโต แคธลีน เคลลี เจนัส เองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เผชิญกับปัญหาเมื่อครั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศในกลุ่มวัยหนุ่มสาวในนาม "สปาร์ก (Spark)" หลังจากลาออกจากงานประจำด้านทนายความ เธอเปลี่ยนมาสอนด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และการประกอบวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เธอได้ยินเรื่องราวครั้งแล้วครั้งเล่าจากผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เธอเชิญมาบรรยาย เธอจึงตัดสินใจทำการศึกษาวิจัยถึงการรับมือกับความท้าทายที่แต่ละองค์กรเผชิญ เพื่อหาว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างแต่ละองค์กรนั้น

ต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ Bookscape ในการสนับสนุนตีพิมพ์เผยแพร่ หนังสือสู่ความสำเร็จจสตาร์ทอัพเพื่อสังคม (Social Startup Success) โดยมีคุณลลิตา ผลผลา เป็นผู้แปล เพื่อสื่อสารผลงานวิจัยจากกรณีตัวอย่างขององค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ร้อยเรียงเรื่องราวกลยุทธ์ในการสร้างความเติบโต โดยตลอดทั้งเล่มสามารถสรุปรวมเป็น 5 ขั้นตอนสั้น ๆ ได้ดังนี้


1) การทดสอบแนวคิด

ความคาดหวังจากแหล่งเงินทุนต่อความสำเร็จขององค์กรไม่แสวงผลกำไรสร้างความยากลำบากในช่วงเริ่มก่อตั้งองค์กรที่ยังขาดการพิสูจน์ว่าแนวคิดของตนจะได้ผลหรือไม่ ผู้เขียนเลือกเสนอวิธี "การออกแบบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design)" หรือหลายคนอาจจะรู้จักในนามการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) โดยเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการสร้างความใกล้ชิดต่อผู้ได้รับผลประโยชน์ (Beneficiary) ที่เราต้องการแก้ปัญหาให้โดยตรง เพื่อสำรวจถึงสาเหตุของปัญหาว่าสอดคล้องกับความเข้าใจของเราหรือไม่

จากนั้นจึงระดมสมองเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากทีมงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) รวมถึงติดตามความจำเป็น และความต้องการการช่วยเหลือของผู้ได้รับผลประโยชน์ เพราะอาจเกิดปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อทำการรวมรวมแนวคิดเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาคือ การสร้างต้นแบบอย่างง่ายเพื่อใช้ทดสอบว่าสิ่งที่เราคิด กับความเป็นจริงนั้นสอดคล้องกันหรือไม่ จนกระทั่งได้รับผลสะท้อนกลับ (Feedback) ที่มากพอก่อนเริ่มโครงการนำร่อง

ทั้งนี้ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญคือ การใช้โอกาสจากความล้มเหลวเป็นบทเรียนในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดโครงการ หรือผลิตภัณฑ์ของตน และใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดเช่นในบางองค์กรที่รายงานความผิดพลาดอย่างเปิดเผย และเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันแสดงถึงความโปร่งใส และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับผู้ให้ทุนอีกด้วย

มีตัวอย่างเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเด็กปฐมวัยบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกที่ขาดโอกาสในการเรียนในโรงเรียนเตรียมอนุบาล โดยทิปปิงพอยต์คอมมิวนิตี (Tipping Point Community) ทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรแอสไปร์พับลิกสกูลส์ (Aspire Public School) เก็บข้อมูลจากพ่อแม่ ครู ครูใหญ่ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ จนพัฒนาต้นแบบเป็นห้องเรียนในรถโดยสาร และเริ่มทำการทดสอบแนวคิดด้วยการสร้างแบบจำลองด้วยกระดาษลังเพื่อสำรวจความคิดเห็น ก่อนลงทุนสร้างเป็นรถจริงเพื่อทำการเรียนการสอนโดยจัดเป็นโครงการนำร่องสัปดาห์ละห้าวันเต็มให้กับเด็ก 4 ขวบ จำนวน 28 คนมาเรียน แม้ว่าสุดท้ายจะต้องปรับวิธีจากการสอนในรถกลับไปเป็นห้องเรียนเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ กระนั้นนี่ก็เป็นจุดที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของปัญหา มากกว่ายึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่


2) การวัดผลกระทบ

"ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่นับได้จะสำคัญ และไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่สำคัญจะนับได้"


คำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ที่ยกมาเชื่อมถึงกระบวนการวัดผลขององค์กรไม่แสวงผลกำไร ที่มีสูตรมาตรวัดเชิงปริมาณด้วยตัวเลขที่ใช้กันทั่วไป หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับองค์กร ผสมผสานกับการประเมินเชิงคุณภาพผ่่านการสำรวจความคิดเห็น ทว่าบ่อยครั้งองค์กรมักให้ความสำคัญกับ "ผลผลิต (Output)" เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ แต่ละเลยการประเมินผลกระทบระยะยาวอันเป็น "ผลลัพธ์ (Outcome)" เช่น การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เข้าร่วมโครงการ

เพื่อแก้ปัญหาการตั้งพันธกิจขององค์กรไว้กว้างเกินไป และขาดตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นขั้นเป็นตอน การอาศัยแนวทางปฏิบัติ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change) จะช่วยให้เห็นภาพรวมในแต่ละช่วงของการดำเนินงาน พร้อมตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนจนบรรลุผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจได้ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบมาตรวัด หรืออาศัยงานวิจัยที่มีอยู่แล้วเป็นแหล่งอ้างอิง และคอยเก็บรวบรวมข้อมูลให้เจาะลึกในรายละเอียด

ตัวอย่างเช่น โครงการโกลบอลวิเมนส์วอเตอร์ ( Global Women's Water Initiative) กับการจัดฝึกอบรมสตรีในแอฟริกาตะวันออกในการจัดการน้ำ และสุขาภิบาลในชุมชน ได้เชิญชวนนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดเพื่อลงสำรวจ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ผล และนำเสนอโดยมีทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในการเดินทางไปยังแอฟริกา ข้อมูลที่ไม่เพียงแต่พิสูจน์ผลกระทบขององค์กรจากการจัดฝึกอบรมให้เป็นผู้จัดหาน้ำในสตรีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถปรับปรุงการจัดการโครงการได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทั้งนี้การรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสร้างความเข้าใจประเด็นปัญหาในระยะยาวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ การรายงานตามความเป็นจริงโดยไม่เพียงแต่ใส่ใจเฉพาะข้อมูลด้านบวก หรือด่วนสรุปว่าเป็นผลลัพธ์จากวิธีการของเรา พร้อมทั้งวิธีการสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายอาจมีการใช้ภาพ หรือแผนภูมิประกอบการนำเสนอ และลดทอนข้อมูลที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังรวมถึงการสื่อสารภายในองค์กรร่วมกันกับทีมงานเพื่อติดตามสถานะของการดำเนินงานในแต่ละช่วง รวมถึงการสื่อสารแบบส่วนตัวโดยเฉพาะกับผู้ให้ทุน และผู้บริจาค เพื่อสร้างความมีส่วนร่วม พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล และรับฟังเสียงสะท้อนเพื่อพัฒนาองค์กรต่อไป


3) การทดลองจัดหาเงินทุน

หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดของหลายองค์กรไม่แสวงผลกำไร กับการต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากในการหาแหล่งเงินทุน และสร้างรายได้ด้วยตนเอง เพราะหากปัญหาที่องค์กรเหล่านี้ทำอยู่สามารถสร้างกำไรได้ ธุรกิจทั่วไปคงเลือกที่จะทำไปก่อนแล้ว หลายครั้งที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมมักประเมินต้นทุนต่ำเกินกว่าความเป็นจริง และประเมินว่าตนจะขายได้มากกว่าความเป็นจริง การวางแผนเพื่อรับเงินบริจาคในช่วง 2 ปีแรกเพื่อทดสอบ และพัฒนาการสร้างกระแสรายได้ขององค์กร รวมถึงการวางรากฐานแผนธุรกิจขององค์กรในการผสมผสานระหว่างแนวคิดของธุรกิจทำกำไร และองค์กรไม่แสวงผลกำไร ทั้งนี้สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ "ความคลาดเคลื่อนไปจากพันธกิจ (Mission Drift)" ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่การดำเนินภาคธุรกิจขององค์กรจะดึงความสนใจ และทรัพยากรไปจากจุดประสงค์หลัก

ด้วยเหตุนี้การมีกลยุทธ์ในการสร้างเงินได้จากการทำงานจึงมีความสำคัญอย่างมาก เช่น การขายความเชี่ยวชาญผ่านการให้บริการ, ผสมผสานบริการฟรี และบริการแบบคิดค่าใช้จ่าย (Freemium), ให้การกู้ยืม, ค้าปลีก, สอนผู้ได้รับผลประโยชน์ และทำงานร่วมกับภาครัฐ เป็นต้น นอกจากนี้การพัฒนาแผนระดมทุนสามารถช่วยลดปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างไม่จำเป็น, การพึ่งพาแหล่งทุนแหล่งเดียวมากเกินไป, ความยากในการเข้าถึงแหล่งทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้พึงพิจารณาแหล่งทุนที่ให้คุณค่าที่สอดคล้องกับพันธกิจ และสื่อสารรายละเอียดต่าง ๆ ขององค์กรให้ครบถ้วน นอกเหนือไปจากการขอรับการสนับสนุน การสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ให้ทุน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อแนะนำกันและกันในการมองหาแหล่งทุนที่ใช่  โดยสิ่งสำคัญคือ การกล้าที่จะขอ, ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้ขอแทน หรือการเพิ่มส่วนแบ่งจากการกุศลเพื่อให้ผู้บริจาคเข้าถึงมากขึ้น


4) การนำทีมด้วยการทำงานร่วมกัน

เพื่อลดบทบาทที่มากเกินไปสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกฝังภาวะผู้นำร่วมโดยมององค์กรแบบ "พีระมิดกลับหัว" คือ การถ่ายโอนอำนาจในการตัดสินใจให้กับทีมงานที่มีประสบการณ์การตรงกับลูกค้า และปรับบทบาทให้ผู้บริหารในองค์กรเป็นกำลังสนับสนุน และรับฟังมุมมองต่าง ๆ เพื่อปรับให้สอดคล้องต่อการแก้ไขปัญหา ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดโครงสร้างองค์กร และการจัดสรรความรับผิดชอบแล้ว ยังเป็นการสร้างความร่วมมือให้ทีมงานบรรลุเป้าหมายเดียวกัน

การสร้างภาวะผู้นำเช่นนี้จะช่วยให้สามารถบริหารเวลาใช้ชีวิตที่นอกเหนือจากการทำงาน หรือสามารถใช้เวลาไปกับการจ้างงานซึ่งมักสร้างความเสียหายได้มากที่สุด หากจ้างคนไม่เหมาะสมกับการทำงาน สิ่งสำคัญจึงเป็นการรู้ว่าเราต้องการคนแบบไหน และจะเลือกอย่างไรให้มีประสิทธิภาพซึ่งต้องมีวินัยในการพิจารณาประกอบกับการสัมภาษณ์ทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรด้วย บางครั้งอาจต้องไล่ใครบางคนออกเนื่องจากไม่สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร หากแม้ให้โอกาสปรับปรุงตัวแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเมื่อสามารถรวบรวมคนที่ใช่ไว้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือ การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และสานสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อป้องกันการหมดไฟจากความซ้ำซากจำเจในการทำงาน และสร้างความร่วมมือในการดำเนินงานด้วยกัน

การจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญในการกระจายความรับผิดชอบขององค์กรแบบแบนราบที่ต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์ในการพิจารณาประเด็นความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ และช่วยให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมมีเวลามากขึ้นในการจัดการกลยุทธ์ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ให้ทุน และลดการใช้เวลาไปกับการดำเนินงานในแต่ละวันจนละเลยภาพรวม ดังนั้นในการจัดทำแผนเพื่อจ้างผู้เชี่ยวชาญมาร่วมงาน พึงพิจารณาจากจุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเอง ซื่อสัตย์กับเรื่องที่ถนัด และเพิ่มพลังให้กับเรา รวมทั้งรับคนที่สามารถเสริมจุดแข็ง และชดเชยจุดอ่อนของเราได้ เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และให้ความไว้วางใจในการดำเนินงานจะเป็นขั้นต่อไปที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมต้องพิจารณาอยู่เสมอว่าอะไรคืองานที่ตนพึงให้ความสำคัญเป็นหลัก

การจัดตั้งคณะกรรมการเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร บ่อยครั้งที่หลายองค์กรมักเริ่มจากการชวนเพื่อนฝูง และครอบครัวมาร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการ ปัญหาที่มักเผชิญคือ ไม่สามารถให้คำแนะนำเพื่อช่วยสนับสนุนในการระดมทุนได้, ไม่รู้ว่าคณะกรรมการต้องมีความเชี่ยวชาญเพียงใด และระยะเวลาที่นานเกินไปในกระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการใหม่

หนึ่งในแนวทางที่สามารถช่วยได้คือ การปกครองสามรูปแบบของคณะกรรมการจากหนังสือ Governance as Leadership ได้แก่ รูปแบบผู้ดูแลประโยชน์ (เน้นมาตรฐานขั้นพื้นฐาน และข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ), รูปแบบเชิงกลยุทธ์ (เน้นระบบแบบแผนในการดำเนินงาน) และรูปแบบสร้างสรรค์  (เน้นการสร้างสรรค์ผลลัพธ์ และการเติบโต) การสร้างความมีส่วนร่วมของคณะกรรมการต้องใช้เวลา นอกจากการพิจารณาคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว การมองว่าคณะกรรมการจะได้อะไรจากการทำหน้าที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของงาน และมีปฏิสัมพันธ์กันในหมู่คณะกรรมการที่นอกเหนือไปจากบริบทการทำงานด้วย


5) บอกเล่าเรื่องราวที่ดึงดูดใจ

แม้จะมีความพร้อมในทุกด้านขององค์กร ทว่าหากขาดการเล่าเรื่องราวให้กับสาธารชน ความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมอาจไปไม่ถึงจุดหมาย มีงานวิจัยพบว่าผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ได้ให้เวลากับการเตรียมตัวดีพอ, ไม่ยอมรับว่าการนำเสนอของตนมีปัญหา และเลียนแบบการนำเสนอทั่ว ๆ ไปมากกว่าการสร้างรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์เรื่องราวที่ดึงดูดใจ คือการรู้จักตัวเองก่อน รู้ว่าตนมีอะไร มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรจึงตัดสินใจมาเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคม ต่อมาคือการทำความรู้จักผู้ฟังว่าเป็นใคร รู้เกี่ยวกับอะไร รวมถึงสิ่งที่ต้องการนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังเกิดการเรียนรู้ เปลี่ยนมุมมอง และความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นหลังจากการนำเสนอ ทั้งนี้อาจเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องราวที่ผู้ฟังคุ้นเคย ทำให้เราต้องคอยติดตามข่าวสารใหม่ ๆ อยู่เสมอ นอกเหนือจากนี้การฝึกฝนเพื่อพัฒนาทักษะในการนำเสนอก็มีความสำคัญทั้งกับผู้ประกอบการเอง และรวมถึงทีมงานด้วยเช่นกัน และหนึ่งในบุคคลที่สามารถเล่าเรื่องได้ดีที่สุดคือ ผู้ได้รับผลประโยชน์ ที่สมัครใจในการแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือของเรา ทั้งนี้อาจมีการคัดเลือก และเตรียมการสำหรับกลุ่มบุคคลที่องค์กรต้องการให้บอกเล่าเรื่องราว ทว่าต้องเป็นการรักษาความเป็นส่วนตัวในเรื่องราวของผู้นั้น เพื่อประโยชน์ทั้งในส่วนขององค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเนื้อหาโดยย่อจากหนังสือ ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจจากเหตุการณ์จริง และท้ายบทของหนังสือได้รวบรวมรายชื่อองค์กรไม่แสวงผลกำไรทั้งหมดที่ให้สัมภาษณ์ รวมถึงระเบียบวิธีวิจัย และข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจศึกษาต่อยอดได้อีกด้วย หากสนใจสามารถซื้อหามาอ่านได้ด้วยตนเองจากเว็บไซต์ Bookscape หรือร้านหนังสือทั่วไป


สรุปและแบ่งปัน โดย 

Hashtags: