knowledge

หลัก 6C ตั้งชื่อแบรนด์ยังไงให้ปัง!

7 สิงหาคม 2016


ในการทำโปรเจกต์เพื่อสังคม และกิจการเพื่อสังคมนั้น เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาหนักใจที่สุดในช่วงแรกเริ่มก่อตั้ง คงหนีไม่พ้น “ชื่อแบรนด์” ซึ่งถ้ายังเป็นโปรเจกต์ระยะสั้นเราก็แค่คิดชื่อที่ทุกคนในทีมโอเค เพื่อไปใส่ใน proposal ขอทุน แต่ถ้าเราจะตั้งเป็นธุรกิจ หรือกิจการเพื่อสังคมแล้วละก็ ชื่อแบรนด์นี้ต้องออกสู่สายตาประชาชน ต้องเป็นที่จดจำ และดึงดูดลูกค้าได้ด้วย….งานนี้เราจะเอาแต่ใจ เลือกชื่อที่เราชอบคนเดียวคงไม่ได้แล้ว…แต่ชื่อแบรนด์ดีๆ โดนๆ จะลอยมาจากไหนกันล่ะ?

บังเอิญวันนั้นเราไปเจอกับหนังสือชื่อ The only book you will ever need on BRANDING เขียนโดย Michel Maandag และ Lisa Puolakka ซึ่งเป็นหนังสือ Non-fiction book of the month December 2015 ของประเทศอังกฤษ และยังเป็น Bestseller หนังสือขายดีของประเทศเนเธอร์แลนด์อีกด้วย

ต้องบอกเลยว่าหนังสือเล่มนี้ให้ประโยชน์ได้ตรงกับชื่อหนังสือเป๊ะๆ เลย เพราะตั้งใจนั่งอ่านแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็จบแล้ว เนื้อหากระชับ ตรงจุด อ่านง่าย รูปประกอบน่ารัก ตัวอย่างเคสเพียบ เหมือนเป็นคอร์สสั้นๆ ของการสร้างแบรนด์ สำหรับมือใหม่เลยก็ว่าได้…เราเลยนำเคล็ดลับการตั้งชื่อแบรนด์ ซึ่งเป็นเทคนิค 6C สำหรับการตั้งชื่อแบรนด์ที่ดี ที่หนังสือแนะนำไว้มาฝากกัน 🙂

จริงๆ แล้วมันไม่มีกฎตายตัวในการที่จะคิดชื่อแบรนด์ดีๆ หรือชื่อที่สร้างการจดจำได้ดี และชื่อแบรนด์ของเราก็ไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์เทคนิคทั้ง 6C ที่เรากำลังจะแนะนำต่อไปนี้ก็ได้ แต่ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มคิดชื่อแบรนด์จากอะไร ก็อย่าลืมนึกถึงเทคนิค 6C นี้กันด้วยล่ะ :

  1. Crisp : ตั้งชื่อให้สั้น และมีความสดใหม่ โดยทั่วไปแล้วชื่อสั้นๆ จะง่ายต่อการจดจำ การสะกด และการพูดชื่อออกมามากกว่า ลองเปรียบเทียบจากตัวอย่างแบรนด์พวกนี้ว่าชื่อไหนจะติดหู และเรียกง่ายกว่ากัน

    FedEx กับ Federal Express

    Mac กับ Macintosh

    Amex กับ American Express

    เราคุ้นเคยกับชื่อสั้นของแบรนด์พวกนี้มากกว่าจริงมั้ย?

  2. Clear : เมื่อลูกค้าเห็นตัวย่อของแบรนด์เราเป็นครั้งแรก พวกเขาจะพยายามคิดว่าตัวย่อพวกนั้น ย่อมาจากอะไร ดังนั้นแทนที่จะให้ลูกค้าเสียพลังงานไปกับการหาคำตอบว่าตัวอักษรพวกนั้นย่อจากอะไร จะดีกว่ามั้ยถ้าลูกค้าจะเอาเวลานั้นมาเรียนรู้ว่าแบรนด์ของเรานั้นขายอะไร และเป็นสินค้าประเภทไหน

    ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ยังคงมีลูกค้าจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตัวอักษรเหล่านี้คืออะไร และขายอะไร : AKG, AMD, ARM ,B&H, CBS, DKNY, FTD เป็นต้น

  3. Clever : สร้างความเกี่ยวข้องระหว่างชื่อแบรนด์ของเรากับประเภทของสินค้านั้นๆ หรือกับคุณค่าของสินค้าที่เรามอบให้กับลูกค้า ตัวอย่างที่ดีเช่น

    twitter – ก็มาจาก bird tweeting ซึ่งก็คือการส่งข้อความสั้นๆ ถึงกัน

    wordpress – มาจาก pressing words หรือการทำแพลตฟอร์มให้คนมาสร้างบล็อกออนไลน์

    Amazon – เป็นชื่อแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก – และทุกวันนี้ Amazon ก็เป็นร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

  4. Connected : ชื่อแบรนด์ของคุณจะดูเก๋ขึ้น และเป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น ถ้ามีการสัมผัสอักษร หรือมีความคล้องจอง เช่น Best Buy, PayPal, Dunkin’ Donuts, FireFox เป็นต้น
  5. Conversational : ชื่อแบรนด์ที่ง่ายต่อการสะกด ออกเสียง และพูดถึงโดยที่ลูกค้าไม่ต้องอายว่าจะพูดผิดหรือเปล่า จะทำให้ชื่อแบรนด์มีความเป็นมิตรกับลูกค้ามากขึ้น เพราะชื่อบางชื่อโดยเฉพาะชื่อที่เป็นภาษาต่างประเทศ แม้จะฟังดูเท่ ดูน่าสนใจ แต่กลับยากที่จะออกเสียง ยกตัวอย่างเช่น Fage yoghurt, kinerase skin care company, peugeot car company, Givenchy Fasion หรืออย่างบางชื่อที่เท่มาก ดูมีเอกลักษณ์มากตอนยู่บนกระดาษ แต่ตอนออกเสียงแล้วกลับไม่คูล ไม่มีเอกลักษณ์เหมือนตอนมองเห็น เช่น ‘Gruupz’ mobile app ที่ออกเสียงพ้องกับคำว่า groups เลย
  6. Crazy : อย่าเพิ่งด่วนตัดชื่อที่ฟังดูแล้วแสนจะธรรมดาหรือน่าเบื่อทิ้งไป เพราะชื่อหลายๆ ชื่อก็สร้างปรากฎการณ์ให้กับวงการมาแล้วนักต่อนัก เช่น BlackBerry แบรนด์ที่ขายโทรศัพท์มือถือ Penguin ก็เป็นชื่อสำนักพิมพ์ที่โด่งดังได้ เป็นต้น

ถ้าอยากเรียนรู้เรื่อง Branding ฉบับเร่งรัด เล่มนี้ถือว่าเป็น A must เลยค่ะ ไปหาอ่านกันได้เพราะยังมีอีกหลายเทคนิค และความรู้อีกมากมายในหนังสือ

ทำความรู้จักกับหนังสือเล่มนี้ให้มากขึ้นได้ที่ www.theonlybrandbook.com

เป้าหมายอื่นๆ (ระบุ):
นักธุรกิจ
id old content:
486
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below