การสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมและการสร้างนักสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านกิจกรรม

18 มิถุนายน 2562
All

All

จากบทความที่แล้วที่เราพูดถึงแนวทางการแก้ปัญหาสังคมจากคนเล็กๆ โดยใช้หลักของ transformation action (สำหรับใครที่ต้องการรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Transformation Action 

บทความนี้เราจะมาพูดถึงหน่วยงาน Transformative Action Institute ที่ Scott เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เพื่อที่จะผลักดันสร้างคนที่จะแก้ปัญหาสังคมให้มากขึ้น

Transformative Action Institute หรือ TAI

https://i2.wp.com/ashokau.org/wp-content/uploads/sherman-filter.jpg?fit=640%2C349&ssl=1

ทีม TAI นำโดย Scott Sherman

เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีเป้าหมายที่จะสร้างผู้ประกอบการทางสังคม และคนที่จะออกมาแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคม จัดตั้งขึ้นเพื่อจะช่วยผู้คนให้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเอง ที่ทำงาน หรือสังคม รวมถึงสร้างคนที่มีวิสัยทัศน์ มีหัวใจของการเป็นนวัตกร และนักแก้ปัญหา  โดย TAI ได้จัดหลักสูตรอบรมให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งหลักสูตรนี้เน้นการศึกษาแบบ Social entrepreneurship education และ changemaker education เป็นหลักสูตรที่ไม่ใช่การสอนแบบเดิมๆ ที่ใช้ powerpoint ให้ผู้เรียนฟังบรรยายแต่จะสร้างบรรยากาศแบบ interactive ผ่านการเรียนรู้และลงมือทำโปรเจค รวมถึงการแสดงบทบาทสมมติ หลักสูตรนี้ได้ถูกนำมาสอนในหลายๆ มหาวิทยาลัย เช่น Priceton, Yale, UCLA และ UC Berkeley รวมถึงศูนย์บ่มเพาะหลายๆ ที่  เช่น Unreasonable Institute, StartingBloc และ Leadership exCHANGE และยังทำให้ TAI นี้ได้รับรางวัล  Cordes Innovation Award จาก Ashoka U ในปี 2011 ด้วย
เนื้อหาของหลักสูตร ประกอบด้วยเนื้อหาที่จะทำให้สามารถตอบคำถามต่างๆ สำหรับการสร้างนักสร้างการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • เราจะสามารถกระตุ้นให้คนเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้อย่างไร?

  • เราจะสามารถสร้างชุดความคิดของความเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurial mindset) ที่จะสามารถเปลี่ยนคนให้ไม่เพียงแต่คิดแต่พร้อมที่จะก้าวออกมาทำด้วยได้อย่างไร? 

  • เราจะสอนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น การเข้าใจผู้อื่น (empathy) ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ได้อย่างไร

สำหรับใครที่สนใจว่าการจัดกิจกรรมที่จะช่วยตอบคำถามข้างต้นได้ เราก็มีเวปไซต์ดีๆ และตัวอย่างกิจกรรมจากเวปไซต์มาแนะนำด้วยค่ะ เวปไซต์ที่ว่าก็คือ https://transformativetoolkit.org/ นั่นเอง ซึ่งเป็นเวปที่รวมรวบกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ ของผู้เรียนให้เลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าทักษะการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ (Time optimization) ทักษะด้านความคิดเชิงนวัตกรรม (Innovation) ทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving) การทำงานเป็นทีม (Teamwork) รวมถึงยังแบ่งกิจกรรมให้เหมาะกับการนำไปใช้ เช่น กิจกรรมกระตุ้นความตื่นตัว (Energizing) กิจกรรมสร้าง community (community building) และ กิจกรรมสำหรับการช่วยสะท้อนคิด (Reflective)
 

 

สามารถเลือกกิจกรรมตามชุดทักษะที่ต้องการพัฒนา


สามารถเลือกรูปแบบกิจกรรมได้ด้วย

มาดูตัวอย่างกิจกรรมกันดีกว่าค่ะ

กิจกรรม  “ทักทายกันหน่อย” หรือ “Greetings”

เป็นกิจกรรมเพื่อให้ทุกคนได้คุ้นเคยกัน รู้สึกถึงความเป็นกลุ่มร่วมกัน สามารถนำมาใช้เป็นกิจกรรมเริ่มต้นกระตุ้นให้ตื่นตัวได้ โดยเป็นกิจกรรมที่เน้นทักษะความคิดสร้างสรรค์ การเข้าใจผู้อื่น และการทำงานเป็นทีม
Steps

  1. ให้ทุกคนในห้องยืนขึ้น และให้ทุกคนเดินไปรอบๆ ห้อง ทักทายคนอื่นตามโจทย์ที่กำหนด

  2. กำหนดโจทย์การทักทาย เช่น ให้ทักคนที่เจอราวกับว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทที่เราไม่ได้เจอมานานหลายปี ให้ทักคนอื่นที่เจอเหมือนกันว่าเขาไม่ได้อาบน้ำมาแล้ว 1 เดือน ให้ทักคนที่เจอราวกับว่าเขาเป็นดารา เป็นต้น

  3. ปิดท้ายกิจกรรม ด้วยการหยุดทักทาย และให้ทุกคนปรบมือให้ตัวเอง หรือ กล่าวลาคู่ที่เราทักทาย กิจกรรมนี้ ไม่ต้องมีการสรุป เพราะตั้งใจให้นำมาใช้เพื่อกระตุ้นผู้เรียนเท่านั้น และสิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้จากกิจกรรม คือ ความสัมพันธ์กับคนที่ได้ทักทาย  ตัวอย่างเช่น กรณีทักทายเพื่อนสนิท หากมีการปฏิบัติเหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทจริงๆ เช่น การเข้าไปกอด ก็จะช่วยให้ผู้เรียนสนิทสนมกันเร็วขึ้น

ข้อน่ารู้

หัวใจสำคัญของเกมนี้คือการที่นำให้คนรู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ทางประสาทวิทยา 2 คน คือ Naomi Eisenberger และ Matt Lieberman จาก UCLA พบว่า สมองรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกสังคมปฏิเสธได้เช่นเดียวกับความเจ็บปวดทางร่างกาย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ความรู้สึกของการไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมันเจ็บปวด ดังนั้นเกมนี้จะช่วยให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มได้มากขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม

Eisenberger, N. I., Lieberman, M. D., & Williams, K. D. (2003). Does rejection hurt: An fMRI study of social exclusion. Science, 302, 290–292.
 


กิจกรรม “ความเหมือนที่ไม่เหมือนคนอื่น” หรือ “uncommon commonalities”

เป็นกิจกรรมที่ทำให้คนได้รู้จักกัน และรู้สึกถึงการเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถแก้ปัญหาข้างหน้าด้วยกันได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เกิด community โดยใช้เวลาในการทำกิจกรรมถึง 15 นาที

Steps

  1. ให้ผู้เข้าร่วมจับคู่กับคนที่ไม่รู้จัก

  2. กำหนดให้แต่ละคู่ต้องพยายามหาสิ่งที่เหมือนกันมาให้ได้มากที่สุดภายใน 5 นาที (พยายามให้ผู้เข้ามองถึงความเหมือนกันที่ได้เป็นสิ่งทั่วๆไป เช่น เป็นคนเหมือนกัน แบบนี้ไม่เอานะจ้ะ)

ข้อน่ารู้

งานวิจัยหลายชิ้นนำเสนอว่าคนเรามักจะเชื่อใจและชอบทำงานกับคนที่มีความคล้ายคลึงกับเรา จากจุดนี้เอง เกมนี้จะช่วยสร้าง connection ระหว่างผู้เข้าร่วมที่จะสามารถทำให้พวกเขาเชื่อใจและอยากจะร่วมงานกันต่อไปได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

- Morris, M., Nadler, J., Kurtzberg, T., & Thompson, L. (2002). Schmooze or lose: Social friction and lubrication in e-mail negotiations. Group Dynamics: Theory, Research, and Practice, 6(1), 89-100.

- หนังสือของ Professor Robert Cialdini จาก Arizona State University เรื่อง Influence: The Psychology of Persuasion นำเสนอภาพรวมของทฤษฎีความเหมือน


กิจกรรม “ความล้มเหลวนี่มันสุดยอดไปเลย” หรือ  “Epic Failure”

เป็นกิจกรรมที่สอดแรกเรื่องการไม่กลัวความล้มเหลว และกล้าเสี่ยง โดยให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ความ ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ
Steps

  1. เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่อง ว่า คนเรากลัวที่จะล้มเหลว กลัวถูกปฏิเสธ และกลัวที่จะเสียใจ โดยเล่านิทานของผู้ชายคนหนึ่งที่แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าจีบ เพราะลึกๆ แล้วเขากลัวที่จะจีบไม่ติด หรือกลัวความล้มเหลวนี่เอง เขาจึงปรึกษาจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำให้เขาสามารถก้าวพ้นความกลัวนี้ได้ จิตแพทย์บอกวิธีแก้ความกลัวนี้โดยให้เขาทำตามคำแนะนำของหมอก็คือหลังจากนี้อีก 1 เดือน ให้เขาทำอะไรก็ได้ที่จะถูกปฏิเสธมาให้ได้มากที่สุด โดยขอให้ได้ถูกปฏิเสธอย่างน้อย 75 ครั้ง จากคำแนะนำนี้จะเห็นว่าจิตแพทย์พยายามช่วยชายคนนี้เอาชนะความกลัวในการถูกปฏิเสธ โดยเปลี่ยนให้การถูกปฏิเสธเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะ ดังนั้น เขาจะอยากให้ถูกปฏิเสธเพื่อจะให้เป็นไปตามเป้าที่คุณหมอวางไว้และเมื่อเขาถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง เขาก็จะทนต่อความผิดหวังและความกลัวได้โดยอัตโนมัติ

  2. เกมนี้จะใช้หลักการเดียวกัน โดยแบ่งผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มกลุ่มละ 4 คน และให้ผู้เข้าร่วมออกไปสถานที่ที่หนึ่งที่มีคนพลุกพล่านและสั่งให้คำกิจกรรมกับคนแปลกหน้าอะไรก็ได้ แล้วแต่กำหนด เช่น ให้ถ่ายภาพ selfie กับคนแปลกหน้า โดยภายใน 30 นาที ให้แต่ละกลุ่มนับจำนวนที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จด้วย

  3. อาจจะกำหนดโจทย์เพิ่มเติมให้ออกแบบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดอย่างสร้างสรรค์ด้วย (creative failure)

  4. สรุปกิจกรรม ให้ถามคำถามผู้เข้าร่วมว่า หลังจากที่พวกเขาถูกปฏิเสธหลายๆ ครั้งเข้า เขารู้สึกอย่างไร รู้สึกชินบ้างไหม รู้สึกมั่นใจขึ้นบ้างหรือเปล่า

ข้อน่ารู้

ความน่าสนใจของกิจกรรมนี้ คือ หลายๆ โจทย์ที่กำหนด ผู้เข้าร่วมมักรู้สึกว่าไม่น่าจะทำได้สำเร็จ เช่น การให้ไปขออาหารฟรีจากร้านอาหาร แต่พอออกไปทำจริงแล้วกลับพบว่าการทำให้ไม่สำเร็จหรือล้มเหลวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากมาก เพราะแทนที่ได้ตอบว่า ‘ไม่ให้/ไม่ได้’ แต่กลับได้ยินคำตอบตกลงเสียมากกว่า

นักวิจัยชื่อ Frank Flynn และ Vanessa Bohns พบว่าคนเรามักจะประเมินความมีนำใจของคนอื่นต่ำไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มักจะมีความคิดว่าผู้คนมักจะไม่เป็นมิตรเท่ากับที่อื่น และยังพบว่าที่คนเรามักจะตอบรับให้คามช่วยเหลือก็เป็นเพราะคนเราชอบความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้ รวมถึงยังชอบความรู้สึกของการเป็นที่ต้องการและได้รับการเห็นคุณค่า นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่นำเสนออีกว่า “ยิ่งคุณขอร้องมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้รับมากเท่านั้น”

ข้อมูลเพิ่มเติม

Gardner, H., & Hatch, T.; Hatch (1989). Multiple intelligences go to school: Educational implications of the theory of multiple intelligences.”Educational Researcher. 18 (8) 
 


กิจกรรม “หายไประหว่างทาง” หรือ  “Lost in translation”

เป็นกิจกรรมเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการฟัง รวมถึงทักษะการสื่อสาร ความเข้าใจผู้อื่น และการช่วยสร้าง community ใช้เวลาสำหรับกิจกรรมประมาณ 30 – 60 นาที
Steps

  1. แจกการ์ดทุกคนคนละใบ โดยบนการ์ดที่ระบุหมายเลข 1 ตัว ให้จับคู่กับเพื่อนตามที่กำหนด เช่น หมายเลข 1 คุ่กับหมายเลข 2 และ หมายเลข 3 กับ 4

  2. หลังจากจับคู่กันได้แล้ว ให้คนที่ได้เลขคี่ เล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่น่าสนใจ เรื่องที่แปลก บ้าบอที่เกี่ยวกับตัวเขาเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาเป็นเวลา 3 นาที คนที่ได้เลขคู่ให้ฟังเพียงอย่างเดียว โดยไม่ถามคำถามใดๆ 

  3. หลังจาก 3 นาที ให้สลับบทบาท ให้เลขคี่เป็นคนฟัง และเลขคู่เป็นคนเล่าเรื่อง

  4. หลังจากสลับกันแล้ว ให้แต่ละคู่แลกการ์ดตัวเลขกัน แล้วให้หาคู่ใหม่ แล้วเล่าเรื่องของเพื่อนที่เราเพิ่งฟังให้คู่คนใหม่ของเราฟัง ให้เหมือนกันเป็นเรื่องของคุณเอง พยายามเล่าให้ละเอียดและถูกต้องมากที่สุด และทำซ้ำข้อ 2-4 อีกรอบ หลังจากครบ 3 รอบแล้ว ให้ขออาสาสมัครหนึ่งคนเล่าเรื่องของคนหมายเลขที่ถือการ์ดไว้ในมือ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ได้ถูกเล่ามาเป็นครั้งที่ 3 และไม่ใช่เรื่องจากเจ้าตัว โดยให้ถามเจ้าของเรื่องกลับมาถูกต้องหรือไม่

  5. สรุปกิจกรรม: ให้ถามผู้เข้าร่วมว่าได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรม

ข้อน่ารู้

หลายๆ ครั้ง เรามักฟัง เพื่อรอให้มันจบเพื่อที่จะได้เสนอไอเดียของตนเอง หรือหลายๆ ครั้งก็จะล่องลอยไปกับความคิดในหัว หรือจดจ่อกับตัวเอง หรือสรุปได้ว่าไม่ได้ใส่ใจฟัง นอกจากนี้ตัวเกมยังสะท้อนการเข้าอกเข้าใจคนอื่น คือเหมือนเราเข้าไปยืนในรองเท้าของเค้า และมองในมุมเค้าตอนเราเล่าเรื่องเค้า อาจารย์Steven Pinker จาก Harvard กล่าวว่า การลดลงของความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญในทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมา มีความเกี่ยวข้องกับความเข้าอกเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เราดูหนัง อ่านหนังสือ เกี่ยวกับเรื่องราวของคนต่างวัฒนธรรม เพศ เชื้อชาติ และเพศ เราก็จะมีความเคารพเขามากขึ้น
 


กิจกรรม “แสร้งทำเหมือนกับว่า…” หรือ “Act as if…”

กิจกรรมนี้ช่วยให้คนก้าวพ้นความกลัวในอดีตเกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะ  โดยในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองพูดสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่กลัวที่สุด

Steps

  1. ให้ทุกคนพูดเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของเขาเป็นเวลา 3 นาที

  2. ให้ทำอีกครั้งหนึ่ง แต่ให้คิดในสถานการณ์ต่างๆ ตามนี้คือ

    1. ให้พูดเหมือนกับว่าเป็นนักพูดที่เก่งที่สุด

    2. ให้พูดเหมือนกับเราเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

    3. ให้พูดเหมือนกับว่าเป็นเรื่องความลับ

    4. ให้พูดเหมือนเล่าเรื่องในผับให้เพื่อนฟัง

    5. ให้พูดเหมือนเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว 5 ปี

  3. สรุปกิจกรรม: ให้ถามว่ารู้สึกแตกต่างอย่างไรจากการทำกิจกรรมนี้ เมื่อต้องเล่าในสถานการณ์ที่ต่างกัน รู้สึกแตกต่างอย่างไรจากการเล่าปกติของตัวเอง มีพลังงานมากกว่าหรือไม่ มั่นใจมากขึ้นหรือเปล่า 

ข้อน่ารู้

จากการทำกิจกรรมมาพบว่า เราเห็นความแตกต่างของการเล่าเรื่องในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้เล่ามีพลังในการเล่ามากขึ้น จากคนที่อาย ไม่มั่นใจ ก็มีความมั่นใจมากขึ้น


กิจกรรม “คาเฟ่ไร้คอฟฟี่” หรือ “Café without coffee”

กิจกรรมนี้จะช่วยให้เรียนรู้ว่าวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มักจะมาพร้อมข้อจำกัด ดังนั้นหลายๆ ครั้งจึงต้องคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จากบนพื้นฐานที่เรามี

Steps

  1. ให้ออกแบบคาเฟ่หรือบ้านกาแฟใหม่ในชุมชนของตนเอง โดยมีกฎคือ ห้ามขายกาแฟ

  2. จับกลุ่ม 4 คน ให้แต่ละกลุ่ม 10 นาทีในการคิดว่าจะทำอะไรกับร้านดังกล่าว ร้านนี้ผลิตอะไร จะขายอะไร แล้วจะสามารถหารายได้ได้อย่างไร

  3. หลังจากผ่านไป 10 นาที ให้ทุกกล่มนำเสนอไอเดียของตน

  4. สรุป ให้ถามว่ารู้สึกอย่างไรกับกิจกรรมนี้ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม หลายๆครั้งพบว่า 

ข้อควรรู้ 

ไอเดียจะสร้างสรรค์มากขึ้นเมื่อมีข้อจำกัดมากกว่าที่จะปล่อยให้อิสรเสรีทางความคิด อย่างที่เคยได้ยินว่า “Necessity is the mother of invention.”


 

ไอเดียการจัดกิจกรรมยังมีอีกมากมายบนเวปไซต์ https://transformativetoolkit.org/ ลองเข้าไปดูเพิ่มเติมกันได้นะคะ

แปล และ เรียบเรียงโดย

Hashtags: