[School ชวนอ่าน] Creating Innovators คู่มือสร้างนักนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

12 กรกฎาคม 2562
การศึกษาการเล่น, ความคิดสร้างสรรค์,

ครอบครัว

ผู้เขียน Tony Wagner
ผู้แปล ดลพร รุจิวงศ์
สำนักพิมพ์ bookscape

หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนภาคต่อของหนังสือ The Global Achievement Gap ซึ่งตีพิมพพ์เมื่อปี 2008  ในหนังสือเล่มก่อนนั้น Tony Wagner  ได้อธิบายถึงทักษะใหม่ๆ ที่นักเรียนต้องใช้เพื่อประกอบอาชีพ เรียนมหาวิทยาลัย และเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 และพูดถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างทักษะเหล่านี้กับสิ่งที่สอนและสอบกันในโรงเรียน แม้จะได้รับความนิยม และคำชมจากผู้อ่านหลากหลายกลุ่มแต่ Tony เล็งเห็นว่า ทักษะใหม่ๆที่เคยอธิบายไว้แม้จะจำเป็นแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับโลกในอนาคตซึ่งต้องการผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเกิดความคิดที่จะทำหนังสือเล่มใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามว่า “อะไรคือทักษะของนวัตกรที่ประสบความสำเร็จ และทำไมทักษะเหล่านั้นจึงสำคัญต่ออนาคตของเรา”  ด้วยการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์คนมากกว่า 150 ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงนวัตกรรมเป็นอย่างยิ่ง นวัตกรรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักดนตรี ไปจนถึงคนที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทหรือทำงานให้บริษัทที่มีนวัตกรรมสูงสุดของโลก รวมถึงนวัตกรสังคม และผู้ประกอบการที่มองหาวิธีที่ดีกว่าเดิมเพื่อแก้ปัญหาสังคม และยังไปสัมภาษณ์ผู้นำธุรกิจและผู้นำทางทหารที่ต้องรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาขีดความสามารถขององค์การเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาระบบนิเวศที่มีอิทธิพลต่อคนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง ครู มหาวิทยาลัย องค์กรที่ทำงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อพวกเขา 

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครอง ครู (ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย) ที่ปรึกษา นายจ้าง หรือผู้กำหนดนโยบาย ผู้อ่านจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจากเรื่องราวของนวัตกรรุ่นใหม่เหล่านี้ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ช่วยพัฒนาความสามารถของพวกเขาเพื่อที่จะสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนให้ลูกหลานต่อไป


เนื่องจากปัญหาต่างๆที่ก่อตัวขึ้นในอดีตและปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลง ปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกต้องการเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาและทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเครื่องมือที่สำคัญที่จะปกปักรักษาโลกของเราไว้ได้นั้นคงหนีไม่พ้น “นวัตกรรม” นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม “คนที่มีความสามารถเชิงนวัตกรรม” จึงเป็นที่ต้องการในโลกยุคนี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว นวัตกรรมคืออะไรกัน มีผู้คนต่างให้คำจำกัดความของนวัตกรรมไว้มากมายโดยรวมแล้ว “นวัตกรรม คือ กระบวนการของการหาทางออกหรือการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ และการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิมและมีคุณค่าต่อส่วนรวม ไม่ได้หมายความเพียงแค่การสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่เพียงเท่านั้นแต่หมายรวมไปถึงวิธีการการจัดการหรือการให้บริการที่สร้างสรรค์ซึ่งต่างไปจากเดิมและมีคุณค่าต่อส่วนรวม” โดยนวัตกรรมอาจแบ่งเป็นสองประเภท คือ 

  1. นวัตกรมแบบต่อยอด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการที่มีอยู่แล้วอย่างมีนัยยะสำคัญ

  2. นวัตกรรมแบบพลิกผัน การสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แปลกใหม่หรือแตกต่างจากของเดิมโดยสิ้นเชิง

สำหรับนวัตกรมีทักษะห้าประการที่ทำให้คนมีนวัตกรรมต่างจากคนอื่นๆ ได้แก่ 

  1. การเชื่อมโยง 

  2. การตั้งคำถาม 

  3. การสังเกต 

  4. การทดลอง 

  5. การสร้างเครือข่าย 

ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถพัฒนาให้มีเพิ่มขึ้นได้ถ้าหากมีสภาพแวดล้อมและโอกาสที่เหมาะสม หากเราจะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เป็นนวัตกรได้จะต้องพัฒนา 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ ความถนัด ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ และแรงจูงใจภายใน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะทำและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการจะพัฒนาแรงจูงใจภายในได้นั้นขึ้นอยู่กับสามองค์ปรกอบที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเล่น ความหลงใหล และเป้าหมาย ผู้เขียนพบว่าจากการสัมภาษณ์นวัตกรรุ่นใหม่ล้วนพบว่ามีควาเชื่อมโยงและเส้นแสดงพัฒนาการที่สม่ำเสมอในชีวิตของคนกลุ่มนี้ เมื่อพวกเขาได้เล่นอิสระ เข้ามีโอกาสสำรวจ ทดลอง และค้นพบจากการลองผิดลองถูก ได้ลองเสี่ยง ซึ่งการเล่นเชิงสร้างสรรค์เช่นนี้ตั้งแต่เด็กทำให้พวกเขาค้นพบความหลงใหล ความสนใจของเขาจะเปลี่ยนไป พวกเขาจะเจอความหลงใหลใหม่ๆที่เมื่อนานวันเข้าก็กลายเป็นเป้าหมายที่ลึกซึ้งขึ้นและมีวุฒิภาวะมากขึ้น

จากการสัมภาษณ์นวัตกรผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างไอโฟนรุ่นแรกพร้อมๆ กับการสัมภาษณ์พ่อแม่ผู้มีส่วนสำคัญและอิทธิพลอย่างยิ่งในช่วงวัยเยาว์ของเขาพบว่า พ่อแม่ของเขาให้ความสำคัญกับเปิดโลกของการเรียนรู้โดยให้เขาโอกาสเขาได้มีทางเลือกที่หลากหลายและสนับสนุนให้เขาได้ใช้เวลากับสิ่งที่เขาสนใจแม้กระทั่งยอมให้ลูกของเขาออกจากโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเมื่อลูกของเราพบว่าการเรียนในสถานที่เหล่านั้นไม่มีความจำเป็นและไม่ได้สนับสนุนความฝันของเขา เพราะเขาเชื่อว่า

“การรู้ว่าจะหาสิ่งที่คุณสนใจเจอได้อย่างไรนั้นสำคัญกว่าสิ่งที่คุณเรียนมา”

พ่อแม่ของเขายังเห็นด้วยว่า “การเล่น” นั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในวัยเด็ก และการเล่นนี้เองจะนำไปสู่ความหลงใหลสู่เป้าหมาย แม้ว่าเขาจะไม่ให้ความสำคัญกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยและยังมองด้วยว่าทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นอุปสรรคในการไปถึงเป้าหมายของเขา แต่อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า “ครูท่านหนึ่งได้มองประสบการณ์ที่ดีและสร้างจุดเปลี่ยนให้กับชีวิตของเขา” ครูผู้ซึ่งสอนโดยให้นักศึกษาทำโครงงานเป็นหลัก ในวิชานี้เขาได้ออกแบบโครงงาน ระหว่างทางได้แก้ปัญหา และประยุกต์ใช้ความรู้ต่างๆที่มีเพื่อทำโครงการให้สำเร็จ และในวิชานี้เองเขาได้ค้นพบว่า "แรงจูงใจภายในและทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์สำคัญกว่าความรู้เชิงเทคนิคหลายเท่า”

จากการสัมภาษณ์นวัตรกรด้าน STEM และนวัตกรสังคมหลายคน รวมถึงพ่อแม่ของพวกเขาแล้ว นอกจากพ่อแม่จะให้ความสำคัญกับการเล่นในวันเด็กแล้ว พวกเขายังให้เด็กๆได้ทำในสิ่งที่พวกเขาหลงใหลจนกลายเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพื่อทำให้สำเร็จ โดยหัวใจหลักที่พ่อแม่ของนวัตกรต่างให้ความสำคัญเหมือนๆกันคือ

-        การให้โอกาสลูกๆ ได้ใช้เวลากับสิ่งที่พวกเขาสนใจโดยไม่คำนึงถึงว่ามันจะสำเร็จหรือไม่

-        การปล่อยให้ลูกๆได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง และให้เผชิญกับบทเรียนต่างๆด้วยตัวเอง

-        การสอนให้ลูกๆคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าสิ่งที่ตัวเองจะได้รับ

ส่วนครูนั้นก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูที่มีแนวความคิดที่สร้างสรรค์ และสอนโดยใช้โครงงานเป็นหลักเพื่อให้เด็กๆได้ลงมือทำงานจริง และส่วนใหญ่แล้วนวัตกรยืนยันว่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมีส่วนช่วยน้อยมาก ดังนั้นจึงย้อนกลับมาที่คำถามว่า “โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจะปรับตัวหรือพัฒนาตัวเองอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนไปเพื่อรองรับสังคมที่ต้องการสร้างนวัตกรและนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา มีตัวอย่างของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่กำลังพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้มีส่วนช่วยในการสร้างนวัตรของโลก เช่น วิทยาลัยโอลิน ไฮเทคไฮ และ มหาวิทยาลัยเอ็มไอที พวกเขามีแนวทางการเรียนการสอนที่แตกต่างจากเดิม มีแนวความคิดที่เป็นลัษณะเฉพาะ ไม่เหมือนใคร แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากในการที่จะพัฒนาตัวเองให้เติบโตไปอย่างยั่งยืนได้ ยกตัวอย่างแนวคิดที่เป็นเอกลัษณ์ของวิทยาลัยโอลิน ได้แก่

1)     มุ่งที่จะสร้างวิศวกรที่คำนึงถึงความต้องการของมนุษย์และสังคม มีความคิดสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็ต้องเห็นคุณค่าของการเป็นผู้ประกอบการและการตอบแทนสังคม

2)     เน้นการทำโครงงาน ลงมือปฏิบัติโดยให้ทั้งหมดมาจากแรงจูงใจของนักเรียนเอง

3)     ให้นักเรียนทำงานร่วมกัน ร่วมมือกันเพื่อจะได้เกิดการบูรณาการมุมมองที่แตกต่าง

4)     ให้นักเรียนได้เรียนรู้ในเชิงพหุวิทยาการเพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาไม่สามารถใช้เพียงความรู้เชิงลึกได้เท่านั้นแต่ยังต้องอาศัยการบูรณาการความรู้หลายๆสาขาเข้าด้วยกัน

5)     ให้นักเรียนเรียนรู้ที่จะ “ล้มให้เร็วและล้มให้บ่อย” เพื่อจะได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด

6)     เป้าหมายหลักไม่ใช่การแสวงหาความรู้ แต่คือการพัฒนาชุดทักษะหรือความถนัดเพื่อสามารถนำไปใช้ในทำงานได้จริง

7)     สร้างให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจจากภายในเพื่อจะได้เป็นผู้ที่ต้องการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

 
ผู้เขียนได้บรรยายถึงการเรียนการสอนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต้นแบบไว้อย่างละเอียด รวมทั้งยังกล่าวถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังกล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อจะพัฒนาสถาบันการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไปและหลักๆคือเพื่อจะสร้างนวัตกรต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามการจะพัฒนาหรือสร้างสถาบันการศึกษารูปแบบใหม่นี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน และต้องใช้ความสามารถและความท้าทายอย่างมากในการจะรักษาให้สามารถยืนหยัดและพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างยั่งยืน ดังนั้นการที่จะพัฒนาให้เกิดนวัตกรขึ้นในสังคมนั้นเราไม่ควรฝากความหวังไว้ที่สถานศึกษาในการที่จะพัฒนาหลักสูตร และพัฒนาครูผู้สอนให้เข้าใจวิชาที่ตัวเองสอนอย่างจริงจัง และมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบวิธีการเรียนการสอนเท่านั้น

การสร้างนวัตกรเราสามารถและสมควรอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นที่สถาบันครอบครัว โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ใกล้ชิดกับเด็กๆ มากที่สุด หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นเลยว่า แท้ที่จริงแล้วพ่อ แม่ ผู้ปกครองนั้นมีบทบาทและอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อการสร้างมนุษย์คนหนึ่งที่มีความพร้อมทั้งด้านของทัศนคติ วิธีการคิด และทักษะที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาบนโลกนี้เพื่อช่วยให้โลกดีขึ้นทุกวัน สำหรับผู้อ่านที่เป็นพ่อ แม่ และผู้ปกครองและอยากมีส่วนในการสร้างนวัตกรให้กับโลกใบนี้หากได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่า “ไม่ใช่เรื่องยากเลย พวกคุณสามารถทำได้” 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ https://bookscape.co/books/education-and-learning-societies/creating-innovators
 

เรียบเรียง โดย 

 

Hashtags: