เมื่อโลกนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลง

19 กรกฎาคม 2562
การมีส่วนร่วมศิลปะวัฒนธรรม, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, ความโปร่งใส, บรรเทาภัยพิบัติ, ความเชื่อและศาสนา, สื่อมวลชน, สื่อมวลชน, กฎหมายและนโยบาย, การเลือกตั้ง, การเมือง,

เด็กวัยรุ่น, ครอบครัว,

“Everyone has changemaking in their DNA, it’s just a matter of unlocking it.”

“ทุกคนมี DNA ของความเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าจะปลดล็อคมันเมื่อไหร่”

George Roter ผู้ก่อตั้ง Engineers Without Borders 


สภาวะที่โลกของเราเปลี่ยนไปเร็วมากในแต่ละวันนั้น การพัฒนาคนให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง และปัญหาสังคมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ดูจะเป็นเรื่องสำคัญ และหลายๆ ประเทศก็มองว่า การสร้างคนที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หรือ Changemaker อาจจะเป็นทางออกของโลกในอนาคต 
 

Changemaker หน้าตาเป็นอย่างไร  และจะสร้างได้อย่างไร
Changemaker หรือนักสร้างการเปลี่ยนแปลงตามนิยามของมูลนิธิอโชก้า คือคนที่ลงมือทำบางอย่างอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งนั้นจะน้อยใหญ่ขนาดไหนก็ตาม 

แล้วถ้าจะสร้าง changemaker ล่ะต้องทำอย่างไร 
การจะทำให้คนๆหนึ่งเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงได้นั้น มักจะผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ เจอปัญหา เข้าใจปัญหา และแก้ปัญหา

 

เริ่มต้นจากการพาไปเจอปัญหา ให้เขาซึมซับกับปัญหา เห็นภาพปัญหาในหลายๆ มุม จนกระทั่งเข้าขั้นที่ 2 คือเข้าใจปัญหา ในขั้นนี้ จะต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า empathy เข้าใจในปัญหา และคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา จนอยากจะช่วยเหลือให้พ้นจากปัญหา หรือแก้ปัญหานั้นให้หมดไป และนำไปสู่ขั้นที่ 3 คือการลงมือแก้ปัญหา สำคัญมากๆ  สำหรับ changemaker และสิ่งนี้ทำให้ changemaker แตกต่างจากคนอื่น เรามักเจอคนคิดแต่ไม่ทำแต่สำหรับ changemaker แล้ว พวกเขาจะไม่รอให้สิ่งต่างๆ พร้อมแล้วค่อยทำ แต่มักจะเริ่มทำเลยแม้รู้ว่าจะเจออุปสรรคขวากหนามแค่ไหน เพราะด้วยความเข้าใจปัญหาที่มีในขั้นต้น ทำให้เกิด passion หรือแรงปรารถนาที่จะช่วยให้ปัญหาหมดไป แรงปรารถนานี้เป็นสิ่งที่ดีงและช่วยกระตุ้นให้เราไม่ย่อท้อ และฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ 

นอกจากความตั้งใจพร้อมที่จะลุยแล้ว สิ่งที่ changemaker มักอยากจะทำ คือการแก้ปัญหาสังคม หรือทำให้สิ่งที่เป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม เขามักจะมองว่าอุปสรรคหรือปัญหาคือโอกาสในการทำให้ดีขึ้นตัวอย่างเช่น ปัญหาขยะ อาจจะมีคนอยากแก้ปัญหาขยะด้วยการคิดโครงการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ แต่ถ้าหากวันนึงการนำขยะกลับมาใช้ใหม่เป็นสิ่งที่ทุกคนทำ changemaker จะตั้งคำถามกับตนเองว่าจะทำอะไรอย่างอื่นให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ไหม หรือพูดอีกอย่างก็คือ changemaker มักมีเป้าหมายที่ไกลกว่าการลดหรือขจัดปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่จะมองกว้างขึ้นว่าจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรด้วย 

“Obstacle = Opportunity”
  อุปสรรค = โอกาส

นอกจากนี้ การจะแก้ปัญหาได้ changemaker ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปิดใจกว้าง เพื่อหามุมมองหรือไอเดียใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา มองสิ่งต่างๆ ต่างจากเดิม ได้ลองวิธีใหม่ๆ แม้ว่าปัญหาเดิมที่มีจะหมดไปแล้วก็มักจะมองหาสิ่งใหม่ที่จะปรับปรุงได้

อยากเป็น Changemaker พร้อมแล้ว!! ลุยเลยดีไหม 

เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่ง รีบร้อน จะทำการใหญ่ ลุยเดี่ยวไปจะเหนื่อยเปล่า หาทีมก่อนดีกว่านะ

ปัญหามีมากมายหลากหลาย การเจอปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะเจอปัญหาที่”ใช่” และเหมาะให้เราเป็นคนแก้ไขนี่สิ ไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหาที่ใช่ มักเป็นปัญหาใกล้ตัว ปัญหาที่เราอยู่ในบริบทของปัญหาด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เราเข้าถึงข้อมูลของปัญหาได้ง่ายแล้ว จะทำให้เราเข้าใจปัญหาและอินได้ด้วย ก็เพราะมันก็คือปัญหาของเราด้วย หรือปัญหาที่เราต้องพบเจอบ่อยๆ นั่นเอง  ปัญหาที่ “ใช่” สำหรับเราเป็นปัญหาที่เมื่อเราเห็น แล้วเราปล่อยผ่านไม่ได้ การเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโดยตรง และสิ่งที่มูลนิธิอโชก้าค้นพบจากการทำงานร่วมกับ changemaker กว่า 3,000 คน ก็คือ คนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้ มักจะเริ่มจากคนภายในที่ลุกมาเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่างเช่น เด็กข้างถนนในอินเดียลุกขึ้นมาทำสายด่วนสำหรับแก้ปัญหาเด็กกับความเครียด เมื่อเขาเข้าใจและอินกับปัญหา จะมีแรงขับเคลื่อนบางอย่างเกิดขึ้นในตัว changemaker .

การดำเนินการสร้างการเปลี่ยนแปลงสามารถทำได้หลายรูปแบบ จะทำคนเดียว ทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นงานอดิเรก ทำจริงจัง จัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อดำเนินการพันธกิจเฉพาะ หรือแม้จะตั้งเป็นองค์กรมุ่งทำเรื่องนั้นๆ เลย หรือที่เรียกว่า social entrepreneur ดังนั้นก่อนจะลงมือทำ ก็ควรเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเรา และนอกจากการเจอปัญหาที่ใช่และการเลือกรูปแบบในการทำแล้ว การเข้าใจบทบาทของการเป็น changemaker ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ มันต้องทำหลายอย่าง ตั้งแต่วางแผน หาเงิน เก็บข้อมูล เยอะแยะไปหมด ทำคนเดียวก็คงได้ แต่ถ้ามีทีมก็คงดีกว่า  การจะลุยเดี่ยวทำทุกอย่างก็คงจะได้ แต่ก็คงไม่มีใครที่ทำทุกอย่างได้ดีหมด ดังนั้นการหาทีมเข้ามาจึงช่วยลดงานที่เราต้องทำ ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น 

โดยทั่วไป บทบาทของ changemaker มีอยู่ 6 แบบด้วยกัน คือ

  1. Social Architects: ผู้สร้างโครงสร้างสังคมแบบใหม่ หรือปรับเปลี่ยนแบบเดิมให้ดีขึ้นด้วยการกำหนดหน้าที่หรือภารกิจให้ใหม่ คนกลุ่มนี้อาจจะเป็นนักนโยบาย นักออกแบบ และผู้นำองค์กร

  2. Influencers: ผู้มีอิทธิพล มีบทบาทในการชักนำการเรียนรู้และการตัดสิน เช่น นักวิทยาศาสตร์ พ่อแม่ 

  3. Skill Catalyzers: ผู้มีความเชี่ยวชาญชำนาญการเฉพาะด้าน  เช่น นักการบัญชี นักกฎหมาย 

  4. Investors: นักลงทุน เป็นผู้พร้อมควักเงินหรือจัดหาแหล่งทุนมาให้

  5. Inventors: นักสร้าง จะเป็นผู้สร้างเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ  เช่น นักวิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกร

  6. Connectors: ผู้สร้างความสัมพันธ์ มักจะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ และหา connection ใหม่ๆ เข้ามาในทีม

จะเห็นว่าคนหนึ่งคนจะอาจเป็นมากกว่า 1 บทบาท ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่ก็อาจจะดำเนินการในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม การลุยเดี่ยวทำคนเดียวก็อาจจะสำเร็จได้ยาก ดังนั้น ความสามารถทำงานเป็นทีม ร่วมกันผู้อื่นได้ ก็เป็นบุคลิกที่สำคัญอย่างหนึ่งของ changemaker เช่นกัน 

ความเป็น changemaker เริ่มเปิดเผยให้เห็นตั้งแต่วัยเยาว์
ความเป็น changemaker สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดเพศและวัย แม้กระทั่งเด็กๆ ก็ตาม ตัวอย่างของความเป็น changemaker ในวัยเด็ก เช่น เด็กอายุ 3 ขวบคนหนึ่งที่มีนิสัยขี้อายมากๆ ไม่ค่อยพูดจากับใคร แต่เมื่อเห็นเพื่อนโดนแกล้ง ก็ก้าวข้ามผ่านความขี้อายของตนเอง และเดินไปขอความช่วยเหลือจากคุณครูให้มาช่วย เด็กคนนี้ได้แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจเพื่อนที่ถูกแกล้ง และไม่ปล่อยผ่าน ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่เจอ ซึ่งนอกจากความเป็น changemaker ที่แสดงออกมาแล้ว ก็ยังแสดงถึงลักษณะความเป็นผู้นำในระดับที่เด็กวัย 3 ขวบพึงมีด้วยก็คือ การเข้าถึงผู้มีอำนาจมากกว่าเพื่อขอความช่วยเหลือ ดังนั้นลักษณะสำคัญของความเป็น changemaker คือ ความกล้าที่จะก้าวผ่านความกลัวต่างๆ ของตนเอง รวมถึงความกลัวในความล้มเหลว  แล้วลงมือทำบางสิ่งที่คาดหวังว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น

ความล้มเหลว ถือเป็นเพื่อนสนิทคนสำคัญของ changemaker
คุณไม่จำเป็นจะต้องประสบความสำเร็จในภารกิจที่วางแผนไว้ทันทีเพื่อที่จะเป็น changemaker ในทางกลับกันระหว่างทางของ changemaker มักจะล้มแล้วล้มอีก นับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะมาประสบความสำเร็จเสมอ สิ่งที่จะบอกก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จก่อนจึงจะกลายเป็น changemaker ได้ แต่ความเป็น changemaker นั้นมันเกิดขึ้นตั้งแต่คุณเริ่มคิดและลงมือทำแล้ว

ถึงแม้ว่าใครจะลุกขึ้นมาเป็น changemaker ก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่คุณเข้าใจว่าคุณจะสามารถทำงานร่วมกับ คนอื่นอย่างไร เพื่อสามารถสร้าง impact ได้อย่างยั่งยืน แม้ว่าความคิดหรือไอเดียของคุณจะดีมากก็ตาม แต่ปัญหาหนึ่งที่มักเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไอเดียเหล่านี้ไม่สำคัญก็คือ การที่คนอื่นไม่ให้ความร่วมมือ หรือไม่พร้อมจะเปลี่ยนตามคุณ ก็เหมือนตัวอย่าง “การให้ปลา vs การสอนตกปลา”  Bill Drayton ผู้ก่อตั้ง Ashoka เคยให้ตัวอย่างเปรียบเปรยของการเป็น changemaker ไว้ว่า changemaker จะไม่ได้ทำเพียงการให้ปลาชาวบ้าน หรือ การสอนชาวบ้านตกปลา แต่ changemaker จะคิดถึงว่าจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการตกปลาอย่างไร

การเข้าอกเข้าใจคนอื่น ก็คือการเห็นว่าคนอื่นต้องการปลา คนทั่วไปอาจจะมีน้ำใจ ใจดี ให้ปลาคนที่ต้องการ ซึ่งพฤติกรรมการให้แบบนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ เพราะทำได้ทันทีและง่ายที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม การให้ทำให้คนที่ได้รับไม่สามารถพึ่งตนเองได้ และไม่เกิดการช่วยเหลืออ่างยั่งยืน ดังนั้นการสอนตกปลา จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว แต่บางคนก็คิดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (system change) ก็คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้น เป็นการแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา 

ตัวอย่างที่อยากกล่าวถึงก็คือ Ori Vigfusson ผู้ก่อตั้งกองทุน North Atlantic Salmon Fund (NASF) เพื่อแก้ปัญหาจากการที่ปลาแซลมอนในประเทศไอร์แลนด์จะสูญพันธ์จากการทำการประมงเชิงพาณิชย์โดยใช้แหจับ ซึ่งจะส่งผลทำให้คนพื้นเมืองที่ประกอบอาชีพนี้ไม่มีงานทำ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ เขาและทีมจึงจัดตั้งกองทุน NASF เพื่อรับซื้อปลาจากชาวประมงรวมถึงสิทธิในการจับปลาเชิงพาณิชย์จากบริษัทประมงต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ เขายังสร้างการตระหนักรู้ถึงอันตรายและภาวะสูญพันธ์ของแซลมอนจากการจับปลาด้วยแห โดยการพูดคุยกับรัฐบาลและบริษัทข้ามชาติต่างๆ ที่รับซื้อปลาแซลมอน รวมถึงบริษัทหาปลาเชิงพาณิชย์ด้วยเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน จนกระทั่งเขาสามารถเปลี่ยนระบบการจับปลา และการซื้อ-ขาย ที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน (ข้อมูลเพิ่มเติมของเรื่องราวของ Ori Vigfusson และกองทุน NASF  ตัวอย่างนี้ชี้ชัดให้เห็นเลยว่า การจะเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือกันจากหลายๆ ฝ่าย และต้องอาศัย ‘คน’ ที่จะสามารถนำทุกคนมาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาได้

ถึงแม้ว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน แต่ก็อยากจะเน้นย้ำว่า  ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็ก หรือ ใหญ่ หรือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบหรือไม่ ก็มีความจำเป็นและมีคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น  การจะเปลี่ยนแปลงระบบได้ ก็จะต้องอาศัยการให้บริการโดยตรง (ในกรณีของ Oli Vigfusson คือการรับซื้อโดยตรงจากชาวประมง) เพื่อจะขยายผลต่อเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบได้

ผลกระทบทางสังคมที่จะสร้างให้เกิดขึ้นก็มีหลายระดับเช่นกัน เริ่มตั้งแต่การให้บริการโดยตรง และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้าง เพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงระบบความคิดและพฤติกรรมของอคน (ดังแสดงในตารางด้านล่าง)

 

Source: Modified from Rethinking the Impact Spectrum, Ashoka U


หากมองภาพของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การสร้างนักเปลี่ยนแปลงก็อาจจะเป็นพันธกิจที่สำคัญที่เราต้องร่วมกันสร้างเพื่อรองรับกับปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม

มูลนิธิอโชก้ายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาคำตอบของคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานร่วมกับ changemaker ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น

“อะไรเป็นหลักฐานที่แสดงว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลง เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสู่โลกอนาคต?”

“เราจะบอกพัฒนาการของโลกที่เรามุ่งพัฒนาให้ทุกคนคือนักสร้างการเปลี่ยนแปลงพัฒนาได้อย่างไร?”

และ “วิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างและกระตุ้นในคนกลายเป็นนักเปลี่ยนแปลงทำได้อย่างไร?”

Bill Drayton ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอโชก้าอธิบายภาพของโลกในอนาคตที่เต็มไปด้วยนักเปลี่ยนแปลงว่า จะเป็นโลกที่คนได้รับการสนับสนุน มีอิสระในการทำและตัดสินใจ และมีความมั่นใจว่าตนเองจะสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ รวมถึงสามารถสร้างความแตกต่างในการใช้ชีวิตของผู้อื่นได้ สิ่งเหล่านี้ต้องการการบ่มเพาะทักษะและประสบการณ์สำหรับการเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้นักเปลี่ยนแปลงเติบโตได้ 

 

แปลและเรียบเรียงจาก More Than Simply "Doing Good" : A Deffinition of Changemaker , Ashoka
 
Hashtags: