knowledge

แชร์ประสบการณ์การโค้ชโปรเจกต์เพื่อสังคม : วิริยา วิจิตรวาทการ

26 สิงหาคม 2016


มีหลายเสียงเรียกร้องอยากรู้จักกับโค้ชที่รับหน้าที่ดูแลและสนับสนุนทีมคนรุ่นใหม่ให้สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านการทำโครงการ/กิจการเพื่อสังคม อย่างไม่ขาดสาย ทีมงานจึงไม่รอช้า รีบคว้าตัวโค้ชรุ่นพี่มากประสบการณ์อย่าง แตว – วิริยา วิจิตรวาทการ มาถอดบทเรียนและแบ่งปันประสบการณ์การโค้ชให้ฟังกันค่ะ

 

‘โค้ช’ ในแบบที่แตวเข้าใจ เป็นอย่างไร

โค้ชเหมือนเป็นเพื่อนที่ทีมคนรุ่นใหม่ (เราขอเรียกทีมว่า “น้อง”) สามารถเชื่อใจได้ บทบาทของโค้ชคือเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้น้องเห็นตัวเอง เข้าใจความต้องการ ตั้งเป้าหมาย รู้และเลือกทางไปต่อ

ส่วนตัวแล้วเราจะให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship) มาก และพร้อมให้เวลาเพื่อสร้างความไว้วางใจตั้งแต่การพบน้องครั้งแรก เพราะเชื่อว่า การโค้ชโปรเจกต์เพื่อสังคม ทำให้เราเลี่ยงไม่ได้เลยว่าให้คุยแต่งาน โค้ชต้องพร้อมฟังทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรื่องที่เกี่ยวกับงานและไม่เกี่ยวกับงาน ต้องฟังอย่างตั้งใจ โค้ชมีหน้าที่ทำความเข้าใจให้เร็วที่สุดว่าน้องต้องการอะไร ถึงจะตั้งคำถามช่วยให้น้องไปต่อได้

 

จะเป็นโค้ชที่ดีควรมีทักษะอะไรบ้าง

อย่างแรกเลยคือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) เพราะสิ่งที่คุยกันเป็นโปรเจกต์ของน้อง เกิดจากความสนใจและความต้องการของน้อง ที่โค้ชไม่มีสิทธิก้าวก่ายแม้จะเป็นเรื่องที่เราสนใจและมีข้อมูลมหาศาล เราทำได้เพียงรับฟัง ทำความเข้าใจ ตั้งคำถามแบบไม่ชี้นำ ด้วยทัศนคติการเห็นโอกาสความเป็นไปได้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้น้องได้ลองวิ่งเล่นเรียนรู้ด้วยตัวเอง

สองคือ การอยู่กับปัจจุบัน เราว่าโค้ชต้องพร้อมเปลี่ยนหมวกหรือสลับบทบาทให้ทันกับสถานการณ์และความต้องการของน้อง เช่น น้องที่เราเคยดูแล เข้าไม่ถึงข้อมูลบางอย่างจริงๆ แต่ดันเป็นข้อมูลที่เรามีหรือรู้อยู่แล้ว เราก็บอกน้องว่าพี่มีข้อมูลนะ จะส่งให้ศึกษากันก่อน ก็เป็นหมวกของการเป็นคุณครูหรือ Advisor ไป แล้วเมื่อกลับมาคุยกันว่าน้องอ่านข้อมูลแล้วคิดเห็นว่าอย่างไร หรือเห็นโอกาส แนวทางอะไรที่เป็นประโยชน์กับโปรเจกต์ที่ทำอยู่บ้าง ค่อยสลับบทบาทกลับมาเป็นโค้ช

ทักษะการประเมินสถานการณ์ ก็จำเป็นนะ บางครั้งน้องอาจไม่พร้อมคุยงานเพราะมีเรื่องกังวล ไม่สบาย หรือมีเรื่องอื่น การสังเกตอากัปกิริยา หรือแม้แต่การพูดจาของน้องก็เป็นสิ่งที่โค้ชต้องใช้อยู่เสมอ ขอย้ำเลยว่าเราควรโค้ชน้องเมื่อน้องพร้อมและสบายใจที่จะคุย

 

เราจะฝึกทักษะการโค้ชได้อย่างไร

ส่วนตัวเรามีความสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็มีทั้งศึกษาจากผู้รู้ อาจารย์ ไปลงเรียนหลักสูตรด้านการโค้ช หรือกระทั่งการแลกเปลี่ยนกับโค้ชด้วยกันเอง เพราะจะได้มุมมอง เครื่องมือ และวิธีการใหม่ๆ มาลองปรับใช้ เวลาโค้ชเราก็สังเกตและเรียนรู้ไปด้วย ทุกวันนี้ก็ทำเครื่องมือและทดลองวิธีการใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ นะ แต่หลักๆ คือการโค้ชเป็นทักษะที่ต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอ ปล่อยไว้นานจะลืม ทั้งการฟัง การพยายามจับประเด็น สรุปใจความสำคัญ และการตั้งคำถามปลายเปิด รวมถึงการถามในมุมมองและมิติใหม่ที่คู่สนทนาของเราอาจจะไม่เคยได้คิด

ระหว่างที่โค้ช เคยเจอสถานการณ์หรือเรื่องที่โค้ชไม่รู้ข้อมูลหรือตอบน้องไม่ได้ไหม

เคยนะ แต่เราคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะด้วยบทบาทของโค้ชแล้ว น้องจะเป็นคนนำ เราเป็นคนคอยฟัง ช่วยจับประเด็นทวนกลับ และตั้งคำถาม เรื่องบทบาทนี้เราต้องสื่อสารกับน้องตั้งแต่แรกด้วย ซึ่งถ้าเราเจอเรื่องที่ไม่รู้ เราจะชวนน้องหาคำตอบด้วยกัน เช่น เราอาจเพิ่มบทเป็นตัวเชื่อม (Connector) ที่เชื่อมน้องกับแหล่งข้อมูลคนรู้จักได้ ซึ่งถ้ามีโอกาสเราก็จะไปพร้อมน้องนะ จะได้เรียนรู้ด้วยกัน

ส่วนเรื่องการตอบน้องไม่ได้ เราจะประเมินความพร้อมและให้สัญญาว่าคราวหน้าจะหาคำตอบหรือเตรียมข้อมูลมาให้ หมายความว่าต้องทำได้อย่างที่พูดนะ ต้องตั้งสติก่อนให้สัญญา

 

เป็นโค้ชให้น้องๆ ที่ทำโปรเจกต์เพื่อสังคมมาก็หลายปี พบความท้าทายอะไรบ้าง

หลักๆ เราเจอสามเรื่อง เรื่องแรกเลยคือ โค้ชต้องอดทนไม่บอกคำตอบน้อง ถึงแม้เราจะมีข้อมูลหรือเห็นโอกาสดีๆ แล้วก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ของน้อง

อีกเรื่องคือ ภาวะหรือสถานการณ์ด้านลบที่อาจทำให้น้องไม่พร้อมคุย ซึ่งเอาจริงๆ การพูดคุยครั้งนั้นเราอาจไม่ได้โค้ชเพื่อช่วยงานน้อง แต่เราสามารถโค้ชเพื่อช่วยให้น้องผ่านภาวะอารมณ์ด้านลบได้ ต้องประเมินให้ได้ก่อนว่าน้องอยากคุยงานหรืออยากหาคนรับฟังความรู้สึก

เรื่องระดับความมุ่งมั่นของน้องก็เป็นเรื่องท้าทาย เพราะเคยได้ยินว่าน้องบางทีมยกเลิกโปรเจกต์กันกลางทาง ซึ่งก็ไม่ผิดนะ ถือเป็นสิทธิของน้อง เราเลยจะเตรียมรับมือเรื่องนี้ตั้งแต่การเจอกันครั้งแรก คือให้น้องเขียนภาพชีวิตลงกระดาษเลย แล้วจัดเรียงลำดับความสำคัญในชีวิต เพื่อให้เห็นและเคลียร์กันชัดๆ เลยว่าการทำโปรเจกต์เพื่อสังคมนี้มีความสำคัญกับชีวิตของน้องในระดับไหน จะได้ตั้งความคาดหวังกันได้ถูก น้องเองจะได้ทบทวนตัวเองด้วย

 

เด็กไทยกับเด็กเมืองนอก มีความเหมือนหรือแตกต่างกันไหม

เราว่าเหมือนกันนะ ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกว่ากัน วัดกันที่ความสนใจและการจัดลำดับให้ความสำคัญของน้อง แต่เด็กไทยบางคนจะคุ้นเคยกับบทบาทของครูมากกว่าโค้ช ช่วงแรกเลยต้องสื่อสารกันนิดนึงว่าเราไม่ได้มาเพื่อบอกคำตอบหรือสั่งให้ทำตามนะ เรามาเพื่อช่วยฟังและตั้งคำถาม

 

ในฐานะโค้ชรุ่นพี่ มีอะไรอยากแบ่งปันให้กับโค้ชอาสามือใหม่บ้าง

“สร้างความไว้วางใจกับน้องให้ได้ อะไรๆ จะง่ายขึ้น” ส่วนตัวเราเชื่อว่าน้องจะเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวโค้ชได้ ต้องมีองค์ประกอบ คือ

เราว่าคนเป็นโค้ชต้องมีอีโก้ให้น้อยที่สุด อย่าแนะนำอะไรที่ตัวเองไม่ได้ทำ อย่าถามอะไรที่เราเองไม่กล้าตอบ และต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ไม่มีใครบอกเราได้ว่าเราโค้ชได้ดีไหม เราต้องสังเกตอาการและสอบถามจากน้องทุกครั้งหลังจบการโค้ช เช่น วันนี้น้องคิดว่าโค้ชช่วยอะไรได้บ้าง มีคำถามไหนบ้างที่เป็นประโยชน์กับน้อง เป็นต้น ซึ่งผลที่ได้รับมาถือเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก เราจะได้รู้ว่าควรพัฒนาทักษะหรือเตรียมตัวโค้ชอย่างไรต่อ

อีกเรื่องที่จำเป็นคือ การโค้ชต้องไม่น่าเบื่อนะ อาจใช้เครื่องมือช่วย เช่น การวาดรูป เขียน Mind map หรือ เขียนลงการ์ดกระดาษด้วยกัน การใช้ภาพช่วยจะทำให้เข้าใจตรงกัน เห็นภาพเดียวกัน จดจำได้ง่ายกว่าการจดบันทึกหรือฟังอย่างเดียว เราโค้ชน้องมาหลายปี ก็ยังสนุกที่จะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ นะ อยากให้คนที่สนใจเปิดใจเรียนรู้และลองฝึกการโค้ชบ่อยๆ

เชื่อว่าการแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการโค้ชนี้จะเป็นประโยชน์กับโค้ชอาสามือใหม่ที่อยากพัฒนาตัวเองเพื่อสนับสนุนน้องๆ คนรุ่นใหม่ให้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคมต่อไป คราวหน้าทีมงานจะมีบทสัมภาษณ์ดีๆ จากโค้ชคนไหนอีก รอติดตามนะคะ 🙂


เกี่ยวกับโค้ชแตว

คุณวิริยา วิจิตรวาทการ จบการศึกษาจาก Stanford University และได้รับการฝึกในจาก Stanford Design Institute (d.school). ต้นกําเนิดของแนวคิด Design Thinking เคยร่วมงานกับ IDEO.org ต้นกําเนิดของกระบวนการ Human-Centered Design เป็นผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรปริญญาตรี สาขาโลกคดีศึกษากับการประกอบการสังคม (Global Studies & Social Entrepreneurship) GSSE มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ G-Lab, Social Innovation Lab

ปัจจุบันเป็นหนึ่งในทีมงานของ Learn Education กิจการเพื่อสังคมด้านการศึกษาที่พัฒนาระบบการสอนผ่านคอมพิวเตอร์ให้เด็ก นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้านวิชาการผ่านคอมพิวเตอร์ได้แบบ 1 ต่อ 1 และเปลี่ยนบทบาทครูจากการเป็นผู้สอนหลักเป็นผู้ดูแลการสอน (facilitator & coach) แทน

สามารถศึกษาเรื่อง Design thinking และ Human-Centered Design ให้มากขึ้นได้ ที่นี่

id old content:
501
0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below