knowledge

แชร์ประสบการณ์การโค้ชโปรเจกต์เพื่อสังคม : วิชยพัฐ เสนาปัก

25 กันยายน 2016


วันนี้เราได้รับเกียรติจากพี่บอย-วิชยพัฐ เสนาปัก ผู้จัดการโครงการ School of Changemakers คนเก่งของเรา มาแชร์ประสบการณ์การเป็นโค้ชให้กับทีม To be continued ที่ช่วยผู้สูงอายุในจังหวัดสระแก้วให้มีสุขภาพและรายได้ดีขึ้น ด้วยการผลิตและบริโภคน้ำสมุนไพร รวมถึงแง่มุมและบทเรียนต่างๆ ที่ได้จากการเป็นโค้ช และจากประสบการณ์การทำงานกับคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงมากว่า 10 ปี….

ความเข้าใจส่วนตัวคิดว่าโค้ชควรมีบทบาทยังไง

หนึ่ง ต้องรู้จักและเข้าใจน้องให้มากที่สุด รู้ว่าน้องเป็นคนแบบไหน มี passion เรื่องอะไร เค้าอยากทำโปรเจกต์นี้เพราะอะไร มีเป้าหมายอย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนเป็นอันดับแรก สอง เรามีหน้าที่ช่วยน้องพัฒนาโครงการ หรือพาน้องไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สาม ต้องช่วย follow up งาน ช่วยให้เครื่องมือจัดการโปรเจกต์บ้าง เพราะบางทีน้องทำไปเรื่อยๆ อาจจะมีหลุดบ้าง เราเป็นโค้ชก็ต้องช่วยดู ช่วยบริหารเวลาให้ดี

โค้ชที่ดีควรมีทักษะอะไรบ้าง

โค้ชควรจะถามคำถามและสื่อสารให้เป็น เพื่อที่จะรู้จักและเข้าใจน้อง การถามคำถามจะช่วยเช็คว่าน้องตั้งใจจะทำโปรเจกต์เอง หรืออาจารย์ให้ทำ หรือส่งโปรเจกต์เข้ามาเพราะอยากได้แต่เงินทุน

ทักษะอีกอย่างที่ใช้ค่อนข้างเยอะ คือ placement หรือการทวนคำถาม ใช้มากในกรณีที่เราต้องการรู้ว่าสิ่งที่น้องพูดกับสิ่งที่เราเข้าใจนั้นตรงกันรึเปล่า ก็ถามทวนบ่อยๆ ระหว่างที่น้องเล่าให้เราฟังว่าเค้าไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งในส่วนนี้เราก็อาจชวนคุย หรือเล่าเคสอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจไปในตัวด้วย เพราะบางทีถ้าไม่มีตัวอย่างน้องก็คิดไม่ออก

การวาดรูป (Doodle) ก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการโค้ช ช่วยจัดระเบียบความคิดของน้อง โดยอาจจะวาดออกมาเป็นแผนภูมิ เช่น ตอนนี้เรารู้ว่าเป้าหมายเป็นแบบนี้ เริ่มทำวันแรกเป็นแบบนี้ พอน้องเล่าให้ฟัง เราวาดรูปตาม ก็ช่วยเช็คความเข้าใจและทำให้เราประเมินไปด้วยได้ว่ามัน make sense มั้ย ช่วยไล่ไปทีละขั้นตอน

นอกจากนั้นโค้ชเองต้องรู้จักบริหารเวลาตัวเองให้ดี เพราะงานหลักเราก็มี ถ้าต้องโค้ชน้องก็ควรจะลงคิวในปฏิทินส่วนตัวไปเลยว่าเราจะเจอน้องทุก 2 สัปดาห์ก็นัดล่วงหน้าไปก่อนเลย น้องก็จะรู้ว่าต้องมาเจอกันแบบนี้เป็นประจำ ถ้าโค้ชรอน้องอย่างเดียว งานก็จะไม่ค่อยคืบหน้าไปไหน เราสามารถลงวันไว้ก่อน แล้วถ้าน้องติดธุระจริงๆ ก็ค่อยเลื่อน ต้องช่วยกันสร้างวินัย เพราะถ้าปล่อย ส่วนใหญ่น้องก็จะหลุดยาวไปเลย

ช่วงแรกๆ ตอนเจอน้อง อาจจะโดนน้องเทสบ้าง ว่าเรารู้ลึกรู้จริงหรือจะช่วยเค้าได้มากน้อยแค่ไหน เราก็พยายามตอบน้องด้วยเหตุผล ถ้าน้องเห็นว่าเราตอบคำถามได้อย่างมีเหตุผล เค้าก็จะเริ่มไว้วางใจเรา เชื่อใจเรา เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว เวลาเราขอให้น้องทำอะไร ส่วนใหญ่เค้าก็จะไปลองทำตาม ดังนั้นช่วงแรก การสร้างความไว้วางใจจึงสำคัญมาก ส่วนใหญ่เด็กๆ ที่เข้ามาทำโปรเจกต์ก็จะเก่งอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้เค้าเก่งและรู้จักฟังความคิดเห็นผู้อื่นด้วย ตรงนี้ค่อนข้างท้าทาย ซึ่งในส่วนนี้ก็ขึ้นกับตัวน้องด้วย น้องบางคนไม่รับฟังจริงๆ เราช่วยให้ตายยังไง งานก็ไม่เกิด สุดท้ายเราเป็นโค้ช ต้องเอาน้องเป็นหลัก ถ้าน้องไม่ยอมเดิน เราผลักมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าน้องยังไม่พร้อม เราก็ช้าลง หรือพักไว้ก่อนได้ ก็ค่อยๆ ปรับกันไป

สุดท้ายคือควรจะมีทักษะการตีซี้ เพื่อสร้างความสนิทสนมกับน้อง ส่วนตัวจะใช้วิธีเล่าประสบการณ์ของตัวเองก่อน อันไหนที่มันเชื่อมโยงกับเค้าได้ บางทีมันอาจจะช่วยจุดประกายหรือคิดอะไรต่อไปได้ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องทำแบบไหน และพยายามใช้ GROW Model ที่เรียนมาเยอะๆ เช่น ตอนนี้น้องอยู่ในช่วงทำความเข้าใจปัญหา เป้าหมายเราก็ต้องช่วยให้เค้าเข้าใจปัญหามากขึ้น ลองซอยเป็นเป้าหมายย่อยๆ ออกมาแล้วลองไปทำ กลับมาเป็นยังไงก็มาเล่าให้ฟัง แล้วจะไปยังไงต่อ ก็คิดจากตรงนั้น อันนี้ก็ช่วยได้มาก

เราจะฝึกทักษะพวกนี้ยังไงบ้าง

ส่วนตัวได้มาตอน on the job coaching หรือตอนที่ลงมือโค้ชจริงๆ ทั้งนั้นเลย เพราะช่วงแรกเรายังไม่รู้ว่าต้องโค้ชยังไง ก็มีตามไปดูคนอื่นเค้าโค้ชบ้าง หลังจากนั้นพอต้องมาทำเอง ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเองบ้าง จำจากที่เคยไปดูมาบ้าง แล้วเอาเครื่องมือมาใช้ ซึ่งก็ช่วยให้การโค้ชมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเราเห็นโครงสร้างภาพรวมของการโค้ช พอทำความรู้จักน้อง รู้แล้วว่าน้องเป็นคนสไตล์ไหน มีเป้าหมายยังไง ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ อยากไปตรงนั้น เราเองตกลงใจจะช่วยเค้า แล้วเราจะพาเค้าไปถึงจุดหมายได้ยังไง ระหว่างทางก็ลองว่าตั้งเป้าแบบนี้ถูกต้องมั้ย และนำเครื่องมือสำหรับการพัฒนาโปรเจกต์มาช่วยน้อง และก็นำเครื่องมือของโค้ชมาใช้พัฒนาการโค้ชของตัวเอง แต่ไม่ว่ายังไงโค้ชก็ต้องพยายามดูให้ออกว่าน้องอยากทำอะไร และไม่ยึดติดกับเครื่องมือหรือขั้นตอนมากจนเกินไป เช่น น้องอยากช่วยผู้สูงอายุ แต่อยากให้คนในชุมชนดำเนินงานเป็นหลัก เราก็ต้องชวนน้องไปคุยกับคนในชุมชน ว่าเค้าพร้อมจะทำมั้ย ต้องช่วยน้องดูองค์ประกอบต่างๆ ด้วย พยายามหาข้อมูลมาให้ชัดมากที่สุด

ก่อนที่จะทำการโค้ชแต่ละครั้งต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ช่วงเป็นโค้ชใหม่ๆ นี่เตรียมตัวเป็นชั่วโมง ต้องตั้งสติ ออกแบบการพูดคุย ว่าจะคุยยังไง กลับไปอ่านว่าครั้งที่แล้วคุยอะไรไปบ้าง ครั้งนี้จะโฟกัสเรื่องอะไร แล้วจะพูดด้วยวิธีไหน ก็ร่างออกมาก่อน ถ้าพูดคุยไปแล้วมีอะไรระหว่างทางก็ค่อยเพิ่มเข้าไป ส่วนใหญ่ถ้าวางแผนก่อน เราก็จะไม่หลุด คุยเสร็จ ให้น้องไปทำ แล้วเราก็ตามงาน และนัดหมายครั้งต่อไป การเตรียมตัวก่อนจึงสำคัญมาก ต้องพยายามหาข้อมูลว่าน้องทำเรื่องอะไร มันเป็นยังไง เราจะได้ช่วยน้องได้เต็มที่ แล้วก็ดึงเอา GROW Model มาใช้ ตามหัวข้อไปเลย เป้าหมายคืออะไร ครั้งที่แล้วคุยกันแล้วเป็นยังไง จะไปยังไงต่อ มีทางเลือกอะไรบ้าง จะเลือกทางไหน และ next step ต้องทำอะไรบ้าง จะกลับมาเจอกันอีกเมื่อไหร่

น้องที่เคยเจอเป็นยังไงบ้าง เหมือนหรือแตกต่างจากที่เราคิดไว้มั้ย

ปกติไม่ค่อยคิดไว้ก่อนว่าน้องจะเป็นแบบไหน มีบ้างนิดหน่อยกับเด็กวิศวะที่เค้าจะมีวิธีคิดอีกแบบ คือ ยึดโปรดักท์มาก่อน ซึ่งของเราส่วนใหญ่จะเริ่มจากปัญหาก่อน แต่พอมาเจอแบบนี้ก็อาจจะต้องใช้พลังมากหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็โอเค แต่ถ้าเจอน้องที่ไม่อินเลย อยากส่งประกวด อยากได้เงินอย่างเดียว เราก็จะอธิบายให้เค้าเข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของเค้าอาจจะไม่ตรงกับเรา ซึ่งช่วงแรกๆ เราอาจจะยังดูไม่ออก บางทีก็มารู้ทีหลัง ดังนั้นการคุยทำความเข้าใจกันจึงสำคัญมากจริงๆ

อะไรที่ทำให้น้องเค้าเชื่อใจเรา

ความจริงใจ โค้ชเองอาจจะไม่รู้ทุกเรื่อง ก็บอกน้องไปตามตรงว่าพี่ไม่มีความรู้ตรงนี้นะ อธิบายให้ฟังหน่อย ทำให้เค้าเปิดใจกับเรามากขึ้น อยากทำงานร่วมกันมากขึ้น ในส่วนที่เรารู้ ก็ให้คำแนะนำน้องไป พอน้องเอาไปทำแล้วได้ผล เค้าก็จะเชื่อใจมากขึ้น

คิดว่าคุณมีคาแรคเตอร์ในการโค้ชเป็นแบบไหน

ส่วนตัวเป็นสไตล์ใจดี เป็นกันเอง รู้สึกว่าไม่มีกำแพงเรื่องอายุ ไม่มีเด็กหรือผู้ใหญ่ มองว่าเป็นเพื่อนกับน้อง เราเป็นคนที่มาช่วยอะไรก็ได้ที่เค้าต้องการและเราทำได้ ซึ่งก็จะทำให้สนิทกัน แต่มีข้อเสียบ้าง เพราะบางทีน้องก็เริ่มลามปาม บางทีเราก็ต้องเตือน ถ้าน้องทำตรงไหนไม่ถูก ก็จริงจังมากขึ้น ดังนั้นบทบาทก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น ถ้าน้องมาสายแล้วมาเหวี่ยงใส่เรา เราก็ต้องอธิบายและให้บทเรียน ออกแบบวิธีการให้น้องได้เรียนรู้ เพราะปกติไม่ชอบดุด่าใคร แต่ก็พูดกับน้องตรงๆ ให้เค้ารู้ว่าเค้าทำไม่ถูกนะ

สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการโค้ชเป็นอย่างไร

ต้องเป็นสถานที่ที่ทั้งเราและน้องโอเคที่จะมาเจอกัน ตรงไหนสะดวกเจอกันครึ่งทาง นั่งในร้านที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการทำงานก็ได้ เราจะได้อยากทำงานไปด้วย ก่อนจะนัดต้องประเมินก่อนว่าน้องพร้อมรึเปล่า งานยุ่งมั้ย ควรเลื่อนนัดมั้ย ถ้าน้องไม่พร้อมก็ไม่ต้องลากน้องมา หาเวลาที่พร้อมทั้งคู่จะได้คุยกันเต็มที่

การเตรียมพร้อมก่อนคุยก็สำคัญ ถามไถ่เรื่องชีวิตเรื่องทั่วไป บางทีน้องเครียดมา จะโค้ชเลยก็ไม่ได้ ต้องพูดคุยให้ระบายปัญหาก่อน พอเสร็จแล้วอาจจะถามอีกทีพร้อมมั้ย เพราะถ้าน้องไม่พร้อมจริงๆ คุยยังไงงานก็ไม่เดิน ก็ต้องเอาน้องเป็นหลัก

ในฐานะที่เคยผ่านการโค้ชมาหลายโปรเจกต์ มีอะไรอยากแบ่งปันให้กับโค้ชอาสามือใหม่บ้าง

ถามตัวเองก่อนว่าอยากโค้ชรึเปล่า ถ้าอยากโค้ชก็ต้องพยายาม อดทนไปกับมัน เพราะการโค้ชไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้พลังกายพลังใจ ถ้ารู้สึกว่ามันใช่ ก็ลอง explore ดู พยายามเข้าใจน้องเยอะๆ ใช้เครื่องมือต่างๆ ให้คล่อง ทั้งเครื่องมือในการพัฒนาโปรเจกต์และเครื่องมือการโค้ช เพราะทั้งสองอย่างนี้จะช่วยพาให้น้องไปถึงเป้าหมายได้ สุดท้ายต้องบริหารตัวเองให้ดี เพราะโค้ชก็มีงานเยอะอยู่แล้ว ไม่ได้ว่างมาก ดังนั้นต้องมีแรงจูงใจส่วนตัว นัดกับน้องให้ดี ตามงานน้องบ้างตามสมควร ไม่ใช่รอน้องอย่างเดียว ต้องพยายามช่วยๆ กัน ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองลงพื้นที่ไปกับน้องบ้าง จะทำให้น้องเชื่อใจ ซื้อใจกันได้เลย แล้วแรกๆ ก็ไม่ต้องเกร็งมาก อันไหนไม่มั่นใจก็บอกน้องไปตามตรง พี่ขอกลับไปเช็คก่อนนะ แล้วจะมาบอก น้องฟังแล้วก็จะเห็นความจริงใจของเรา เค้าจะสัมผัสได้เอง

เป้าหมายอื่นๆ (ระบุ):
Coach for Changemakers
id old content:
511
0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below