knowledge

คนเมืองอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งธรรมชาติจริงหรือ?

7 ตุลาคม 2016


กิจกรรม After School ครั้งที่ 17 ในหัวข้อ Animals and the City เราได้รับเกียรติจาก ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว มาแบ่งปันประสบการณ์ เรื่องน่ารู้ และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับทัศนคติของคนกับสัตว์และธรรมชาติ

เรามีความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ที่ถูกต้อง และปฏิบัติตัวกับพวกเขาดีพอแล้วหรือยัง?

เริ่มกันที่สัตว์กลางเมืองกรุงที่เพิ่งเป็นประเด็นสุดฮอตกันไปไม่นานอย่าง ตัวเงินตัวทอง หรือตัวเหี้ย และอีกหลายๆ ชื่อแล้วแต่ใครจะเรียก ซึ่งหลายคนคงเกลียดและกลัวเจ้าสัตว์ตัวนี้ เพราะทั้งรูปร่างหน้าตา และชื่อเรียกที่เป็นคำหยาบคายในภาษาไทย ทำให้ตัวเงินตัวทองกลายเป็นสัตว์อัปมงคล (ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำอะไรผิด!) 

เราเรียนรู้อะไรจาก ‘เหี้ย’ บ้าง?

ถ้าไม่นับเรื่องความเชื่อของคนไทย และความหมายในทางลบที่ตัวมันไม่ได้ตั้งขึ้นเอง ในทางชีววิทยาแล้วสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์มงคลสารพัดประโยชน์ที่กินได้ทุกย่าง เรียกว่าเป็น ‘สัตว์เทศบาล’ ชั้นเลิศ เป็นผู้ช่วยย่อยขยะมือหนึ่งของเมืองกรุง อีกทั้งยังกินหนูและงูตัวเล็กๆ เพราะฉะนั้นการจับตัวเงินตัวทองออกจากสวนลุมฯ ก็จะทำให้จำนวนหนูและงูเพิ่มขึ้นไปด้วย

นอกจากประโยชน์ในแง่ห่วงโซ่อาหารแล้ว ความฉลาดของเขาก็ไม่เป็นสองรองใครเลย แม้คนส่วนใหญ่มักจะยกความดีความชอบให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammal) ว่าเป็นสัตว์ฉลาด มีวิวัฒนาการชั้นสูง ไม่เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน แต่ถ้ารู้ข้อมูลนี้แล้วต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เลย เพราะจากผลการวิจัยและทดลองของหลายสถานบันบอกว่าสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก มีทักษะในการวางแผนและแก้ไขปัญหาเก่ง เรียนรู้เร็ว แถมยังความจำดีและนับเลขได้อีกด้วย! 

 

ยังไม่หมดแค่นั้น ถ้านับเรื่องความเป็นพี่ใหญ่ ตัวเงินตัวทองพันธุ์ไทยของเราก็ไม่น้อยหน้า จากการได้รับขนานนามว่าเป็น ‘มังกร’ แห่งกรุงเทพฯ (Bangkok Dragon) เพราะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่ Komodo Dragon ของอินโดนีเซียเท่านั้น ซึ่ง Komodo Dragon นั้นได้รับการเชิดชูจนคนทั่วโลกต่างต้องเดินทางไปเพื่อชื่นชมให้ได้สักครั้ง แต่กับพี่ไทยเราที่มี Bangkok Dragon เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับไม่เคยรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ และภาคภูมิใจที่เรามีพวกเขาอยู่ด้วยเลย แถมยังคิดจะกำจัดเขาไปอีก…ฟังแล้วก็น่าน้อยใจ 🙁 

หลังจากได้รู้จักอีกมุมของสัตว์ที่หน้าตาอาจไม่น่ารักแต่จิตใจหล่อมากแบบนี้ เราคงต้องหันมาทบทวนอีกทีว่า สัตว์ที่เราเกลียด-เรากลัวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น หนู แมลงสาบ แมงมุม จิ้งจก ตุ๊กแก หรือสัตว์อื่นๆ พวกเขาเป็นสัตว์ที่สกปรก ไม่มีประโยชน์ และไม่ควรอยู่ร่วมโลกกับเราจริงหรือเปล่า?….เมื่อคิดดีแล้วคำตอบของเราก็คือ ‘ไม่ใช่’ สัตว์ทุกตัวควรมีสิทธิ์อยู่ทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกฎความสมดุลของธรรมชาติที่ออกแบบไว้แล้วว่าห่วงโซ่อาหารเป็นแบบนี้ สัตว์ชนิดไหนเกิดมาเพื่อควบคุมประชากรของสัตว์ชนิดไหน สัตว์ชนิดไหนควรมีเยอะหรือน้อย สัตว์ชนิดไหนควรอาศัยอยู่ที่ไหน ซึ่งเราในฐานะมนุษย์ก็ควรจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ และไม่ควรพยายามทำลายระบบนิเวศ หรือควบคุมธรรมชาติจนเสียสมดุลไป 

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะถ้าเราทำลายระบบที่มีอยู่ (ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา) ก็อาจส่งผลกระทบในอีกทางหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่นว่าเราอยากกำจัดสัตว์ที่เราเกลียดอย่างงู และแมงมุม แต่งูบางชนิด และแมงมุมก็เป็นผู้ล่าแมลงสาบ(ที่เราเกลียดกว่า) ดังนั้นการที่เราไล่ฆ่าและเหมารวมว่างูทุกตัวมีพิษต้องกำจัด แมงมุมน่ากลัวต้องกำจัด ย่อมส่งผลให้ประชากรของแมลงสาบเพิ่มขึ้นแทน…

หรือสิ่งที่เราคิดไม่ถึงอย่าง ‘ยุง’ ซึ่งจริงๆ แล้วคือผู้ล่ามนุษย์อันดับหนึ่ง เพราะในปีหนึ่งยุงพรากชีวิตมนุษย์ไปกว่า 7 แสนคน แถมยังทำให้คนอีกกว่า 200 ล้านคนติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิตด้วย! ซึ่งถ้าคิดตามหลักความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว สิ่งที่เราควรทำจึงไม่ใช่การกำจัดยุงให้หมดไป แต่ควรรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด แล้วแมลงปอกับสัตว์น้ำเล็กๆ ก็จะช่วยกินยุงเป็นอาหาร แล้วระบบนิเวศก็จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร 

ซึ่งพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศนั้น ก็สามารถวัดได้ง่ายๆ จากการที่มีสัตว์ที่อยู่บนยอดปีระมิด หรืออยู่ลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารอาศัยอยู่ ซึ่งในปัจจุบันสัตว์ประเภทนี้ถูกนับเป็น KPI หรือตัวชี้วัดความน่าอยู่ของเมืองด้วย ยกตัวอย่างเช่น ตัวนากสิงคโปร์ ที่อยู่กันเป็นครอบครัวในแหล่งน้ำกลางใจเมือง ก็แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์มีความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมากขึ้น หลังจากที่ตัวนากหายไปจากพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 และจึงเป็นที่ฮือฮาของชาวสิงคโปร์ที่ต่างแวะเวียนไปเยี่ยมชมอยู่บ่อยๆ แถมยังโด่งดังไปทั่วโลกด้วย! 

  

ตัดภาพมาที่บ้านเรา…น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในเขตกรุงเทพฯ ก็มี ตัวนาก อยู่เหมือนกันแถวบางขุนเทียน ซึ่งก็น่ารักไม่แพ้นากสิงคโปร์เลย แต่เรากลับไม่เคยสนใจ ไม่เคยไปรอดู และไม่เคยภาคภูมิใจในความสมบูรณ์ที่เรามี ซึ่งไม่ได้มีแค่ตัวนากเท่านั้น แต่ในกรุงเทพฯ เมืองศิวิไลซ์ของเราก็ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่เราคงไม่คิดว่าจะพบเห็นได้ เช่น นกกระทุง และ นกกาบบัว นกน้ำขนาดใหญ่ที่เคยหายไปจากประเทศไทย เมื่อ 10-20 ปีก่อน ตอนนี้ก็กลับมาเดินสวยๆ ให้เราชื่นชมความงามได้ไม่ยากในกรุงเทพฯ (พบได้ง่ายเป็นจำนวนมากแถวเขตลาดกระบัง) หรือสัตว์ใหญ่อย่าง วาฬบรูด้า ก็ยังสามารถพบเห็นได้ไม่ห่างจากสะพานภูมิพลเท่านั้นเอง

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังคิดว่านี่มันยุคโลกาภิวัตน์แล้ว เราไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้หรือใกล้ชิดกับธรรมชาติอีก แต่รู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีหลายชิ้นที่นักวิทยาศาสตร์และนักคิดค้นไปศึกษาและถอดแบบจากกลไกทางธรรมชาติของพืชและสัตว์ต่างๆ (natural based solution) จนเกิดเป็นเทคโนโลยีลอกเลียนธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Biomimicry 

ยกตัวอย่างเช่น รถไฟหัวกระสุนอย่าง Shinkansen ของญี่ปุ่น ที่ขึ้นเชื่อเรื่องความเร็วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ด้วยความเร็วนี้ก็กลับสร้างมลพิษทางเสียงเมื่อวิ่งลอดอุโมงค์ ทำให้ชาวบ้านโดยรอบเดือดร้อน ซึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใช้ปรับแก้รูปทรงรถไฟชินคันเซนนี้ ไม่ได้เกิดจากการคิดค้นหลักการขึ้นมาใหม่ แต่ Eiji Nakatsu วิศวกรรถไฟและนักดูนก ได้พัฒนาขึ้นจากการถอดแบบลักษณะทางกายภาพของนกที่พุ่งลงไปกินปลาในน้ำได้โดยที่น้ำไม่กระเพื่อม จนเกิดเป็นรูปทรงหัวรถไฟที่วิ่งเร็วขึ้น เงียบเชียบ แถมยังมีตัวรถช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย!

 

‘ธรรมชาติ’ ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด การกระทำที่ต่อต้าน หรือพยายามควบคุมธรรมชาติจึงมักจะส่งผลกระทบในทางตรงกันข้ามเสมอ และอาจรุนแรงขึ้นทุกวันหากเรายังไม่หยุดตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่เราเริ่มต้นทำได้ คือเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รอบตัว แล้วเราก็จะพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอีกมากมาย และได้เรียนรู้ว่าเรื่องราวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ 


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below