knowledge

เพ็ญจุรี ธนาคารจิตอาสา : คุณค่าที่แท้จริงของการลงมือทำ

18 ตุลาคม 2016


ชีวิตเราต้องเรียนหนักขนาดนี้จริงๆ เหรอ? เพ็ญ – เพ็ญจุรี วีระธนาบุตร ตั้งคำถามนี้กับตัวเองเมื่อตอนเป็นนักศึกษาที่เข้าขั้นเป็น ‘เด็กเนิร์ด’ เพราะทั้งชีวิตอยู่กับห้องเรียนและหนังสือ แต่หลายปีผ่านไปจากห้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ วันนี้เธอเป็นผู้ประสานงานธนาคารจิตอาสา เว็บไซต์ศูนย์กลางรวบรวมงานอาสาสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม และยังร่วมเป็นโค้ชอาสาให้กับโครงการ Coach for Changemakers ของ School of Changemakers อีกด้วย 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ การเดินทางของ changemaker คนนี้ก็ผ่านการเรียนรู้ การค้นพบ และมีจุดเปลี่ยนในชีวิตหลายๆ อย่าง…วันนี้ได้โอกาสดีเราเลยชวนพี่เพ็ญมาพูดคุยกันหน่อย 🙂

 

Credit : สมคิด ชัยจิตวนิช

อะไรที่ทำให้เด็กคงแก่เรียนอย่างเราในวันนั้นเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเรียนได้

เมื่อก่อนเราทุกข์จากการเรียนมาก เราเป็นเด็กเรียนไม่ใช่เด็กกิจกรรมเลย สอบก็กลัวได้คะแนนน้อย เราอ่านหนังสือเยอะมาก กลับบ้านก็อ่านหนังสือทุกวัน เราร้องไห้ ทรมานกับการเรียนมาก ซึ่งความเครียดและความทุกข์นี้มันทำให้เราเริ่มคิดว่าวิธีการเรียนมันใช่แบบนี้จริงๆ หรอ 

จนมีเทอมหนึ่งที่ได้เรียนวิชาเกี่ยวกับ ‘จิตตปัญญา’ กับ อ.เอเชีย – ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ที่เป็นการเรียนผ่านการพูดคุยกัน เรียนรู้ผ่านการเล่าเรื่อง อ่านหนังสือแล้วก็มาเล่าให้ฟัง เราไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน พอมาได้เรียนวิชานี้ ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเราเลย ได้คำตอบแล้วว่านี่แหละคือการเรียนรู้ที่แท้จริง เลยเริ่มสนใจด้านจิตตปัญญา และติดตาม อ.เอเชียเรื่อยมา ทีนี้ก็ตาสว่างเลย ไม่เอาแล้วหนังสือเรียน คือไม่ถึงกับทิ้งการเรียนไป เพราะก็กลัวเกรดตก แค่พยายามรักษาเกรดที่เราพอใจแค่นั้น เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับเราขนาดนั้นอีกแล้ว 

‘จิตตปัญญา’ สู่การ ‘ลงมือทำจริง’

หลังจากนั้นเพื่อนก็ชวนไปสมัครโครงการ Youth Venture ที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ทำโครงการเพื่อสังคม ก็เป็นอะไรที่เปิดโลกมาก จากที่เราเคยคิดว่าการเรียนหนังสือให้ได้เกรดดีๆ คือที่สุดของชีวิต แต่พอมาฟังเรื่องราวของคนอื่น ได้เจอพี่นุ้ย- พรจรรย์ มูลนิธิอโชก้า เล่าเรื่องตอนที่ไปอินเดีย ไปทำโครงการนู้นนี้ ได้ไปช่วยคน ได้ทำอะไรเจ๋งๆเยอะแยะ มันรู้สึกว้าวมาก เราได้เห็นว่านี่คือสิ่งที่เค้าอิน และเค้าได้นำสิ่งที่เรียนไปใช้ได้ มันเลยจุดประกายว่า สิ่งที่อยู่ในตัวเรา ก็ควรจะต้องเอามาใช้ได้จริงๆ ให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้เหมือนกัน 

เราก็เลยลองเอาสิ่งที่เราอิน คือเรื่องจิตตปัญญามาลองเขียนโครงการดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งตอนแรกก็คิดจริงจังอลังการมาก แต่ด้วยงบประมาณ และเวลา เราก็ทำไม่ได้มากหรอก ซึ่งเราก็ทำออกมาเป็นโครงการชื่อ ขจีบุฟเฟต์ ให้คนเลือกต้นไม้ เลือกดิน กระถาง แล้วตกแต่ง เหมือนบุฟเฟต์ แล้วเอากลับบ้านไปได้ ซึ่งตอนนั้นเราปล่อยต้นไม้ออกไปได้หมด แถมได้กำไรด้วย 

   

Changemaking Project เปลี่ยนชีวิตเรายังไง

จากที่เราจัดการอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่น ต้องเก็บใบเสร็จไว้ทุกใบ เราก็ไม่เคยรู้ ทำให้ได้เห็นว่าการทำงานไม่ใช่แค่ทำหน้าบ้านให้เสร็จอย่างเดียว หลังบ้านก็ต้องเรียบร้อยด้วย

และโครงการนั้นก็ทำให้เราได้เจอหลายๆ คนจากต่างมหาวิทยาลัย เลยรู้สึกว่าเรามีเพื่อน เราไม่ได้โดดเดี่ยวนะ จากที่เคยเป็นคนตั้งกำแพงสูง เราก็จะกล้าเข้าหาพบเจอคนใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งพอมีเพื่อนมาทำอะไรเพื่อสังคมด้วยกัน แต่ก่อนที่เรามักจะอาย ไม่มั่นใจ และตั้งคำถามตลอดว่าเราจะทำได้หรอ เหมือนเราไม่อาจหาญพอจะคิดว่าเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่วันนี้วิธีคิดเราเปลี่ยนไป คือถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้ไม่เคยทำมาก่อน เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองลองทำดู และคิดว่าเราน่าจะพอทำได้นะ เช่น จะให้สัมภาษณ์วิทยุ หรือออกสื่อ เราจะทำไม่ได้เลย แต่หลังๆ มันก็เริ่มทำได้มากขึ้น ซึ่งก็ยังไม่ถือว่าดี แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย 

แล้วพอเราทำอะไรได้หลายๆ อย่าง มันก็ถือว่าเป็นการช่วยคนอื่นในทีมด้วย เพราะไม่ต้องให้เค้ารับหน้าที่นั้นไปตลอด ก็ผลัดเป็นเราบ้าง ช่วยกันได้ 

Credit : สลิลทิพย์ ดำรงมหาสวัสดิ์

ร่วมบุกเบิกกับ ‘ธนาคารจิตอาสา’

หลังจากเรียนจบก็ติดตาม อ.เอเชีย และ อ.หนุ่ม-ธีระพล เต็มอุดม ไปจัดเวิร์คช็อปด้านจิตตปัญญาอยู่เรื่อยๆ พออาจารย์ริเริ่มโครงการธนาคารจิตอาสานี้ขึ้นมา เราก็ติดตามมาด้วย ซึ่งสำหรับโครงการนี้ เราอยากทำให้คนเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ‘งานอาสา’ คืออะไรกันแน่ เพราะคนมักเข้าใจว่างานอาสาก็เหมือนออกค่าย มารวมพลังกันเพื่อทำอะไรให้เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป เหมือนเป็นการให้แรงงาน แต่ธนาคารจิตอาสามองมากกว่านั้น เรามองว่าการที่พาคนมารวมตัวกัน มันคือประสบการณ์ คือการเรียนรู้ คือการให้เวลา ซึ่งเป็นการขัดเกลาตัวคนทำไปด้วย พร้อมกับได้ช่วยสังคมไปด้วย ซึ่งตรงนี้คือคุณค่าที่แท้จริงของงานอาสา

ตัวโครงการจะมีหน้าบ้านเป็นเว็บไซต์ ซึ่งเป็นคล้ายๆ พื้นที่กลางให้องค์กรภาคสังคมกับอาสามาเจอกันง่ายขึ้น ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะตอบโจทย์มั้ย เพราะเค้าก็ไปสมัครทำอาสาเองเลยก็ได้ ไม่ต้องมาผ่านเรา แต่พอเอาเข้าจริงก็มีคนเข้ามาเยอะ ตอนนี้เปิดมา 4 ปีกว่า มีคนมาฝากเวลาอาสาไว้ 2 ล้านกว่าชั่วโมง จากอาสาในระบบประมาณ 4 หมื่นคน ก็ถือว่าโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสิ่งนี้ก็บอกเราว่าจริงๆ คนในสังคมก็พร้อมจะให้เวลาและอยากจะช่วยนะ เค้าแค่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหนเท่านั้นเอง

volunteer vs changemaker

เรามองคำว่า ‘change’ อยู่ในทุกอย่าง มันคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันต้องการการก้าวออกจากพื้นที่เดิมๆ ซึ่งงานอาสาก็ช่วยพาเราไปในพื้นที่ใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่เราก็ต้องมีดวงตาที่จะเห็นว่านี่คือสิ่งใหม่ และหามุมมองที่จะเรียนรู้จากสิ่งนั้น สุดท้ายมันเลยเป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ ซึ่งเรามองว่าตอนนี้เราก็สร้าง Changemaker เหมือนกัน เพราะคนที่เราทำงานด้วยตอนนี้ก็เป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่พยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างอยู่ และเค้าก็ไปสร้างให้คนอื่นเปลี่ยนได้ด้วย เหมือนเป็นลูกโซ่ 

การทำงานอาสามันไม่ใช่ว่าทำวันเดียวแล้วเปลี่ยนโลกได้นะ แต่เป็นการ ‘เริ่มต้น’ เปลี่ยนข้างในมากกว่า เราจะผลักจากข้างนอกอย่างเดียวไม่ได้ ข้างในมันต้องไปด้วย เช่นถ้าบอกว่าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนกฎหมาย ต้องไปประท้วง แต่ข้างในจิตใจคุณยังมีความต่อต้าน มองคนอื่นว่าเป็นศัตรู แบบนี้การเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่เกิดอยู่ดี ดังนั้นเราต้องลดอีโก้ ลดสิ่งที่มีอยู่ในมือของเราก่อน รู้จักฟังกันให้เป็นมากขึ้น 

อยากบอกอะไรกับคนที่ ‘สนใจ’ แต่ ‘ยังไม่ลงมือทำ’

เราว่าทุกคนต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ลองมองดูรอบข้างว่ามีอะไรบ้าง แล้วตัวเราตอนนี้มีอะไรบ้าง แล้วจึงลงมือทำตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องไปไขว่คว้าในสิ่งที่เราไม่มี เพราะบางทีความฝันเราอาจสวยหรูจนดูห่างไกล และเอื้อมไม่ถึง แต่ถ้าเราอยู่กับตอนนี้และเลือกทำจากสิ่งที่เรามีก่อน ต่อให้มันดูเล็กน้อย แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของมัน เราก็ลงมือทำเถอะ เพราะการสร้างการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหาสังคม มันเหนื่อยนะ ถ้าเราคิดมากๆ เราจะไม่มีวันพอใจกับทุกวันนี้หรอก 

ดังนั้นไม่ต้องรีบ สร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่เราทำได้ ถือเป็นการเริ่มต้นอย่างมั่นคง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มันอาจไม่ได้เกิดในช่วงชีวิตของเราด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นก็วางความคาดหวังลงบ้าง อย่างน้อยก็ถือว่าเรามาไกลกว่าเมื่อวานแล้ว .

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below