knowledge

[School ชวนดูหนัง] Quill : The Life of a Guide Dog

8 พฤศจิกายน 2016


School ชวนดูหนังคราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศเอาใจคนรักสัตว์กันบ้าง…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรักสุนัข​ 

ปกติเราไม่ค่อยชอบดูหนังญี่ปุ่นแนวชีวิตๆ ดราม่า เพราะรู้ว่าทำมาเพื่อเรียกน้ำตาให้ร้องไห้ตาปูดแน่นอน แต่พอดีอันนี้ ไฟลท์บังคับ…บังคับจริงๆ เพราะดูบนเครื่องบิน ไม่มีอะไรจะดู กดเมนูไปเรื่อยๆ เจอเรื่องนี้โผล่ขึ้นมา Quill : The Life of a Guide Dog  

พอดูแล้วรู้สึกว่า นอกจากดูได้เรื่อยๆ ฟินไปกับความน่ารักของน้องหมาแล้ว ยังมีแง่มุมบางอย่าง ที่อยากนำมาเล่าให้ฟังและชวนคุยอีกด้วยค่ะ น่าจะเป็นไอเดียที่ดี เผื่อมีใครอยากนำไปคิดต่อยอด หรือทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยบ้าง เล่าละเอียดนิดนึง ออกแนว Spoil สักหน่อย เพราะหนังเก่ามาก ตั้งแต่ปี 2004 ไม่แน่ใจว่าถ้าอยากดู จะไปหาดูที่ไหนกันได้บ้าง ร้านขายซีดีใหญ่ๆ อาจจะมีขายตามกระบะ ต้องลองไปคุ้ยๆนะคะ  ^_^


Quill เป็นชื่อของลาบราดอร์สีนวลที่มีปานดำที่พุงเป็นรูปขนนก (จึงเป็นที่มาของชื่อ Quill クイール Kuīru นั่นเอง) เกิดมาในครอบครัวที่มีพี่น้องเยอะแยะมากมาย ซนตามประสาหมา ซึ่งบ้านเกิดของ Quill นั้น เจ้าของอยากส่งลูกสุนัขสักตัวไปฝึกให้เป็น Guide Dog หรือ สุนัขนำทางสำหรับคนตาบอด ทั้งที่จริงแล้ว รร. ฝึกสุนัขไม่อยากรับไว้ เนื่องจากโดยปกติแล้ว สุนัขนำทางจะถูกคัดเลือกอย่างดี จากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เลือกเอาไว้ แล้วเลี้ยงดูลูกสุนัขให้โตขึ้นมาสำหรับการฝึก แต่เจ้าของก็เพียรพยายามขอร้อง จนทางโรงเรียนใจอ่อน โชคชะตาพลิกผัน ผู้โชคดีรายนั้นที่ถูกส่งไป คือ ลูกสุนัขตัวกลมตัวนึงที่มีปานดำที่พุง ภายหลังครอบครัวอุปภัมภ์ตั้งชื่อให้มันว่า Quill นั่นเอง 

หนังได้แบ่งช่วงเวลาชีวิตของ Quill ออกเป็นช่วงๆ พอดูจบแล้วก็คิดว่า โอ้ว เจ้าหมาตัวนี้ ช่างผ่านอะไรมามากมาย มันจะคิดอะไรในหัวของมันบ้างนะ!!  

ตั้งแต่เด็ก Quill มีบุคลิกที่ไม่เหมือนพี่น้อง ยึดติดกับเจ้าของ และตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อย ทีแรกเจ้าของไม่รู้ว่าจะเลือกตัวไหนดี ที่ รร. จึงแนะนำว่า ลองส่งเสียงเรียกดูสิ ถ้าตัวไหนไม่ยอมมา ทำหน้าสงสัยมองกลับมาล่ะก็ เลือกเจ้าตัวนั้นเลย……แล้วโชคชะตาของ Quill ก็เริ่มต้นขึ้น  

เมื่อลูกสุนัขเริ่มโตในระดับนึงแล้ว อนาคต Guide Dog ถูกแยกออกจากครอบครัวที่เกิด และส่งไปอยู่บ้านของครอบครัวอุปการะ (Foster Family) รับเลี้ยงชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้สุนัขโตพอที่จะรับการฝึก เมื่อครบ 1 ปี คุณครูที่ โรงเรียน จะมารับไปอยู่ที่โรงเรียน รวมกับสุนัขตัวอื่นๆ ซึ่งเป็นระบบที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เราชอบสัตว์เลี้ยง อยากเลี้ยงหมา แต่ไม่กล้าที่จะ commit long-term ว่าจะสามารถดูแลมันได้ดีตลอดชั่วชีวิต ด้วยความที่บ้านมีเด็กและคนแก่ แถมชอบหนีไปเที่ยวกันทีเป็นเดือน-ครึ่งเดือนทั้งครอบครัว เราลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ได้ความว่า บ้านอุปการะนี้ (Foster Family) ในต่างประเทศทำกันอยู่พอสมควร (ในไทยมีไหมไม่แน่ใจ) นอกจากสุนัขนำทางแล้ว ยังมีบ้านอุปการะ สำหรับสุนัขจรจัดที่อยู่ตาม shelter ต่างๆ และต้องการ Special need เช่น ลูกสุนัข หรือสุนัขแก่ จนกว่าสุนัขตัวนั้นๆ จะมีเจ้าของตัวจริงที่เป็นเนื้อคู่มารับเลี้ยงไป 

สำหรับสุนัขนำทางแล้ว มีข้อมูลว่าการให้สุนัขโตมาในสภาพแวดล้อมของบ้านอุปการะนั้น ดีกว่าการให้เติบโตในคอกที่โรงเรียนตั้งแต่เด็กๆ ใน early stage ของการฝึก รวมถึงเมื่อสุนัขได้รับการฝึกและกลับไปอยู่ในครอบครัวของผู้พิการทางสายตา เป็นหมาบ้านเต็มตัว มันจะสามารถปรับตัวเข้ากับบ้านได้ดีกว่าอีกด้วย 

เมื่อ Quill ไปเข้าโรงเรียน คุณทาวาดะ ซึ่งเป็นคุณครูประจำโรงเรียนได้ฝึกทักษะต่างๆ รวมถึงศึกษาพฤติกรรมของสุนัขแต่ละตัว เช่น บางตัวอาจจะขี้ตกใจ เมื่อได้ยินเสียงดัง บางตัวตะกละ เอาอาหารมาล่อ ก็ไปซะละ ซึ่งในฐานะสุนัขนำทาง เจ้าพวกนี้จะต้องถูกฝึกให้เข้มแข็ง ฟังคำสั่งตลอด 24 ชั่วโมง ลองคิดดูสิว่า ถ้านำทางให้คนตาบอดอยู่ แล้วมีใครไม่รู้เอาลูกชิ้นปิ้งให้กิน เจ้าหมาคงลากคนตาบอดเดินไปไหนต่อไหนเพื่อหาของกินแทน หรือถ้ารถบีบแตร แล้วหมาตกใจวิ่ง ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทั้งคนทั้งสัตว์ได้ 

มีคำพูดที่ว่า เมื่อคุณเห็นสุนัขนำทาง วิธีการเอ็นดูและเมตตามันที่ดีที่สุดคือ การทำเป็นมองไม่เห็นมันเพราะถ้าคุณเข้าไปลูบหัวหรือเล่นกับมันในขณะปฏิบัติหน้าที่ อาจจะทำให้มันวอกแวก เสียสมาธิ และเป็นอันตรายได้ 

สุนัขนำทาง ห้ามฉี่ หรืออี ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เวลาไปข้างนอกด้วยนะ (ลำบากน่าดู -_-” ) ในช่วงชีวิตของการฝึกนี้ ด้วยนิสัยของเจ้า Quill ที่ดูไป ต้องอมยิ้มไป ความยากลำบากของการฝึกเจ้า Quill (ที่ดูแล้วไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการเป็นสุนัขนำทางเท่าไหร่ คล้ายกับว่าไม่ได้ born to be ) แต่กลับมีแง่มุมของความน่ารัก ซื่อสัตย์ ที่คุณทาวาดะ ค้นพบว่า Quill ก็เป็นสุนัขนำทางที่ดีได้เหมือนกัน นั่นคือ มันเป็นหมาที่อดทนในการรอคอยมากๆ หน้ามึนตลอดเวลา 5555

คุณทาวาดะ แนะนำให้ Quill รู้จักกับสายจูง ทุกครั้งที่ใส่สายจูงนี้ แปลว่า กำลังทำงานอยู่และต้องเชื่อฟังคำสั่ง ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีสายจูงล่ะก็…..ลาบราดอร์ ก็คือลาบราดอร์ ภาพหมาตัวป่วนที่บ้าน ลอยมาเข้าใจตรงกันตามนั้น 

ในขณะเดียวกัน ระหว่างการฝึก คุณทาวาดะได้แนะนำ Quill ให้รู้จักกับคุณวาตานาเบะ ชายผู้พิการทางสายตา อารมณ์ร้อน เชื่อมั่นในตนเอง และที่สำคัญ “ไม่ชอบ” หมา วันนึงที่คุณทาวาดะ เห็นวาตานาเบะกำลังรีบเดินไปทำงาน เห็นอยู่แล้วว่าสายแน่ๆ แต่ฮีก็ยังเชื่อมั่นในตัวเองว่า ไปถึงได้ทันเวลา คุณทาวาดะเลยบอกว่า ลองให้ Quill นำทางไหม รับรองว่าไปทัน 5 นาที จากปกติใช้เวลา 30 นาที ไรประมาณนั้น คือ เร็วกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งคุณวาตานาเบะ ไม่เชื่อว่าการใช้สุนัขนำทางจะทำเวลาได้เร็วขนาดนั้น พอได้ลองเดินไปครั้งแรกกับ Quill เค้าถึงกับประหลาดใจ ว่ามันเร็วกว่าและปลอดภัยกว่าเดินเองมากๆ

จากวันนั้น คุณวาตานาเบะเริ่มเปลี่ยนใจทีละน้อยๆ จนกระทั่งตัดสินใจจะใช้สุนัขนำทาง โดยต้องเข้าไปฝึกที่โรงเรียนเป็นระยะเวลา 1 เดือน ใช้ชีวิตร่วมกับ Quill ในหนังได้นำเสนอเรื่องราวกว่าที่คนๆ นึงซึ่งไม่ชอบสุนัข และสุนัขที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็น Guide Dog ค่อยๆ สร้างสายสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน คุณวาตานาเบะ เป็นคนเดียวในรุ่นที่สอบการใช้ guide dog ไม่ผ่าน เพราะความดื้อ และเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้เราเห็นเลยว่า การที่คนคนนึงจะยอมฝากชีวิตไว้กับหมา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ความเชื่อใจต้องมีสูงมากทีเดียว ทุกครั้งเวลามีอันตรายรออยู่ข้างหน้า สุนัขนำทางจะเอาตัวเองเข้ามาบัง หรือขวางทางเดินไว้ ถ้าคุณยังดื้อดึงไปต่อ อาจจะทำให้เกิดอันตรายทั้งตัวเองและสุนัขได้  ด้วยบทเรียนนี้ ทำให้คุณวาตานาเบะ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับสุนัขนำทางและเชื่อใจมันอย่างแท้จริง เกิดเป็นเรื่องราวสนุกๆ ในช่วงชีวิตของ Quill เมื่อมีเจ้านาย และย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวคุณวาตานาเบะ ที่มีลูกชายจอมซน 

เป็นหนังละเมียดละไม มาพร้อมกับตอนจบที่แสนเศร้า ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองดูกันค่ะ

เกิดปิ๊งไอเดียอะไรใหม่ๆขึ้นมา ในหนังมีรายละเอียดเกี่ยวกับสวัสดิภาพผู้พิการ รวมถึงการฝึกสุนัขนำทางให้เห็นภาพมากขึ้น ประเทศไทยมีสุนัขจรจัดมากมาย ไอเดียบ้านอุปการะ ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจมากๆ ถ้ามีไอเดีย ก็ลองส่งโปรเจกต์เข้ามาร่วมโครงการ iCARE Awards 2016 เสกไอเดียเปลี่ยนโลก ในหัวข้อ In Harmony and care for animals กันดูนะ  รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.icareawards2016.com/


ข้อมูลเพิ่มเติม ที่พอเรามาอ่านในภายหลัง ทำให้เข้าใจคุณทาวาดะ รวมถึง Quill มากขึ้น 

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนนั้น ในช่วง 2-3 วันแรกจะทำการทดสอบการใช้คำสั่งบังคับสุนัขภายในโรงเรียน วันต่อมาจึงเคลื่อนย้ายออกไปฝึกในเมืองเล็กๆ

ครูฝึกบอกแผนที่เมืองให้จินตนาการ อย่างเมืองนี้เป็นบล็อกสี่เหลี่ยม เมื่อเดินไปถึงแยกแรกให้เลี้ยวขวาแล้วกลับมาที่เดิม พอปล่อยให้สุนัขเดินตามบล็อกกลับมาที่เดิมแล้ว ครูฝึกจะเพิ่มปริมาณซอยมากขึ้นมีทั้งฝึกโดยให้รถวิ่งตัดหน้าและเบรกอย่างรวดเร็วตรงหน้าเราพอดี ทดสอบว่าสุนัขจะหยุดและเราจะหยุดตามสุนัขหรือไม่

ใช้ระยะเวลาเพียง 11 วันก็เป็นที่รู้ผลว่าสุนัขนำทางและเจ้าของสามารถทำความคุ้นเคยกันได้หรือไม่ วันแรกๆ แน่นอนว่าสุนัขจะไม่ฟัง แต่ครูฝึกจะสอนวิธีบังคับบัญชาในการเป็นเจ้านาย ให้รางวัลเมื่อสุนัขทำตามคำสั่ง ถ้าเจ้าของสั่งแล้วสุนัขไม่ยอมทำงาน สั่งแล้วมันไม่สนใจก็ต้องเปลี่ยนสุนัขตัวใหม่ สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเขาจะมีระบบบริจาคน้องหมา โดยจะเลือกสุนัขที่ผูกพันกับเจ้าของมากกว่าสิ่งเร้ารอบตัว 

สุนัขที่จะนำมาฝึกเป็นสุนัขนำทางได้ดี คือ

1. สุขภาพพื้นฐานดี

2. ตอบสนองต่อสิ่งเร้า อย่างพอดี

3. สุนัขที่ถนัดขวา (right pawed dogs) จะฝึกได้ง่ายกว่าถนัดซ้าย (left pawed dogs)

วิธีดู คือ สุนัขมักจะเดินด้วยขาข้างที่ถนัดก่อน ถ้าถนัดขวา จะยื่นขาขวาออกเดิน เป็นขาแรก

ถ้าให้ของเล่น หรืออาหาร ถ้าถนัดขวา มักจะยื่นขาขวาไปก่อน แล้วมักจะฝึกเป็นสุนัขนำทางคนตาบอดได้ดีที่สุด

เพราะว่าสุนัขถนัดซ้าย มีความคิดสร้างสรรค์สูง (creative – ครีเอทีฟ) จะชอบเล่นพลิกแพลงและซน จึงไม่เหมาะเป็นสุนัขนำทางที่ต้องมีสมาธิและนิ่ง

(เพิ่งรู้ว่าหมาก็มีถนัดซ้ายและขวา แถมมีหัวครีเอทีฟตามซีกสมองเหมือนคนด้วยแฮะ) 

ที่มา : modchang.namjai.cc/e174662.html

สุนัขนำทางจะได้รับสิทธิพิเศษสามารถเข้าไปในสถานที่สาธารณะรวมทั้งโรงพยาบาล สถานที่ราชการ มีคนผ่านไปมาพลุกพล่านได้ จึงจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ที่น้องหมาตัวอื่นไม่มี นั่นก็คือ

     – สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกไม่มั่นคงต่อผู้คน สัตว์อื่นๆ รวมไปถึงสถานการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ ไม่ตกใจ ข่มขู่ผู้คน หรือหวาดกลัว

     – สามารถอยู่ภายใต้คำสั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าใจทั้งคำสั่งเสียง คำสั่งภาษามือ หรือทั้ง 2 ภาษา 

     – สามารถอยู่ในรถสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถประจำทาง เครื่องบินได้อย่างสงบ สามารถนั่งรอให้ถึงเวลาขึ้นลงพาหนะต่างๆ ได้ รอจนเจ้าของออกคำสั่งให้ไป ไม่นำเจ้าของ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้ ในกรณีน้องหมานำทางคนตาบอดจะต้องรู้ว่าหยุดตอนไหน เดินไปยังทิศทางใด พร้อมกับสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการข้ามถนน

     – สามารถอยู่บนท้องถนนที่มีเสียงดังรบกวนได้อย่างสงบ ผ่อนคลาย ไม่ตื่นตกใจกับเสียงแตรรถ รวมทั้งไม่ถูกหันเหความสนใจจากสิ่งเร้ารอบกาย 

     – สามารถยืนนิ่งๆ หรือนั่งนิ่งๆ ได้เป็นเวลานาน 

     – สามารถอดทนต่อกลิ่นอาหารได้ คือสามารถนั่งหรือนอนเงียบๆ ใต้โต๊ะอาหาร หรือสถานที่ที่ทางร้านออกกฏระเบียบไว้ โดยน้องหมาต้องไม่หันเหความสนใจ ไม่ร้องขออาหาร 

     – สามารถแยกเสียงเตือนภัยออกจากเสียงรบกวนทั่วๆ ไปได้ 

     – สามารถจำชื่อเจ้าของได้ เมื่อมีคนเรียกชื่อเจ้าของผู้พิการทางการได้ยิน น้องหมาก็สามารถเตือนเจ้าของให้รับรู้ได้ รวมทั้งสามารถช่วยอำนวยความสะดวก หยิบข้าวของตามคำสั่งให้แก่ผู้พิการทางร่างกายได้ 

ที่มา ​ : www.dogilike.com/content/tip/2805/


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

www.petfinder.com/animal-shelters-and-rescues/fostering-dogs/best-dog-foster-care/

www.guidedogs.org.uk/supportus/volunteering/what-can-i-do/boarders#.WCIWM-F94_U

 


ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below