knowledge

[Learning Space] โมเดลความยั่งยืนเพื่อความเสมอภาคทางการเล่นและการเรียนรู้

27 กันยายน 2022


, ,
, ,

พื้นที่เรียนรู้คือพื้นที่ที่สามารถสร้างการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มุ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้โดยให้ความสําคัญของเด็กเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีพัฒนาการเชิงบวกตามช่วงวัย

แล้วเราจะสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ที่ดีให้เด็กพร้อมกับสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร?

2 กรณีศึกษานี้ เป็นตัวอย่างโมเดลการแก้ไขปัญหาพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน โดยทั้งสองกรณีมีจุดเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหา และพบกับข้อมูลเชิงลึกที่เป็นช่องว่างและโอกาสในการแก้ไขปัญหา จนสามารถขยายผลและสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาได้

826 Valencia ศูนย์กวดการเขียน ติวเปลี่ยนชีวิตเด็ก

ร้านขายของธีมโจรสลัดหน้าสถานที่ที่ใช้เป็นโรงพิมพ์บนถนน 826 วาเลนเซีย สหรัฐอเมิรกา เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของเด็กและอาสาสมัครให้เข้ามาในพื้นที่เรียนรู้ และเป็นแหล่งรายได้ในการดูแลพื้นที่ของ เดฟ เอกเกอร์ส (Dave Eggers) นักเขียนนิยายชื่อดัง

KABOOM! รวมพลังขับเคลื่อนความเสมอภาคทางการเล่น

ในปี 1995 พี่น้องผิวสี 2 คนที่เข้าไปเล่นในรถถูกทิ้งร้าง และไม่สามารถออกมาได้ในช่วงหน้าร้อนจนขาดอากาศและเสียชีวิต  แดเรล แฮมมอนด์สะเทือนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาก และได้เริ่มศึกษาปัญหาจนพบว่าในวอชิงตัน ดี.ซี . ชุมชนที่เด็กทั้งสองอยู่นั้นไม่มีที่เล่นที่ปลอดภัยเลย ที่เล่นที่ใกล้ที่สุดก็เดินไปเองไม่ได้ จนเกิดเป็นโมเดลสนามเด็กเล่นของชุมชนขึ้น

826 Valenciaศูนย์กวดวิชาการเขียน ติวเปลี่ยนชีวิตเด็ก

สถานการณ์ปัญหา (Problem situation)

ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่ภาคธุรกิจและมหาวิทยาลัยพบว่าคนรุ่นใหม่ไม่สามารถเขียนได้  สอดคล้องกับการวัดระดับการเขียนของนักเรียนในสหรัฐอเมริกา หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 พบว่า มีเพียง 20% และ 27% ของกลุ่มนักเรียนประถมต้นและมัธยมปลายที่สามารถเขียนได้ในระดับเชี่ยวชาญ (Proficient) โดยในรัฐซานฟราซิสโกที่มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาตินั้น นักเรียนผิวสียังเป็นส่วนน้อยของนักเรียนทั้งหมดที่เขียนได้ในระดับเชี่ยวชาญ ในขณะที่ครูก็มีภาระงานมาก ไม่มีเวลามาดูแลการเขียนของนักเรียนแต่ละคน ทำให้นักเรียนขาดแรงบันดาลใจในการเขียนและพัฒนาให้ดีขึ้น

เดฟ เอกเกอร์ส (Dave Eggers) นักเขียนนิยาย และผู้ก่อตั้ง 826 Valencia มองว่าการเขียนเป็นทักษะที่มีความสำคัญเพราะต้องใช้ในทุกการสื่อสาร ตั้งแต่การอธิบายความรู้สึกของตัวเอง ขายของ และการสร้างการขับเคลื่อนทางสังคม  อีกทั้ง การเขียนยังส่งผลอย่างมากต่อชีวิต การเรียน ความเป็นไปได้ที่จะเรียนสูงขึ้น ไปจนถึงการเป็นอยู่ของครอบครัวที่ดีขึ้น และที่สำคัญ การเขียนควรจะเป็นอะไรที่สร้างความสุข ชวนตนให้ปลดปล่อยและใช้จินตนาการ แต่ทุกวันนี้การเขียนเป็นเรื่องน่าเบื่อ เต็มด้วยกฎ ทำให้ไม่มีเด็กรุ่นใหม่อยากเขียนหรืออยากเป็นนักเขียนอีกต่อไปแล้ว

จุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาและข้อมูลเชิงลึก (Insight)

ในช่วงแรกที่เดฟเข้าทำงานด้านการเขียนเต็มตัว เขาจะพบกับนักเขียนรุ่นพี่ที่ให้เวลา 2 ชั่วโมงกับงาน 800 คำของเขา และในทุก ๆ ประโยคที่เขาเขียนจะได้รับคำถามหรือคำแนะนำ การได้รับการช่วยเหลือแบบตัวต่อตัวนั้นทำให้การเขียนของเขาได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด  เขาจึงนำวิธีการติวตัวต่อตัวมาเป็นไอเดีย เพื่อมาตอบโจทย์ของนักการศึกษา บิต้า นาแซเรียน (Bita Nazarian) ซึ่งปัจจุบันเป็น Executive Director พบว่านักเรียนที่กำลังตามชั้นเรียนไม่ทัน โดยเฉพาะนักเรียนที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่นั้น ต้องการการดูแลแบบตัวต่อตัวซึ่งเป็นสิ่งที่เกินกำลังครู  ทำให้เดฟเห็นโอกาสที่ว่า คนในแวดวงวารสารในหลาย ๆ ตำแหน่งสามารถในการให้คำแนะนำด้านการเขียนที่ดี และมีตารางการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible hour) พวกเขาอาจจะมาช่วยเด็ก ๆ เหล่านี้ได้

โมเดลการแก้ไขปัญหา (Social Model)

ในปี 2002 เดฟ และนักการศึกษา นินีฟ แคลการี (Nínive Calegari) จึงได้ก่อตั้งศูนย์ติวเขียนแห่งแรก ชื่อ 826 Valencia ในโรงพิมพ์ของเขาเอง ในรัฐซานฟรานซิสโก โดยเปิดเป็นหน้าร้านขายของและสถานที่นัดพบของอาสา ให้เด็กวัย 6-18 ปีได้เข้าถึงการติวการเขียนแบบเข้มข้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และช่วยปิดช่องว่างงานที่เกินกำลังของครู 826 Valencia ถูกตกแต่งในธีมโจรสลัดเพื่อทำให้ศูนย์ติวแห่งนี้ดูน่าสนุก แปลกตา แปลกใหม่ ชวนสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ และให้คนทั่วไปสามารถเดินเข้ามาซื้อของได้ จากสถานที่กวดวิชาและที่จัดกิจกรรมเล็ก ๆ ในปีที่ 2 ของการทำงานของ 826 Valencia ก็สามารถให้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยกับนักเรียนที่ดูแล และตั้งห้องนักเขียน Writer’s Room ตามโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่ และได้รับรางวัลจากวุฒิสมาชิกจนเป็นที่สนใจของประเทศ

การขยายโมเดลแก้ไขปัญหาสังคม (Scaling Impact) 

20 ปี ผ่านมา 826 Valencia ได้ขยายโมเดลการติวเขียนตัวต่อตัวนี้ ไปในพื้นที่ชุมชนเพิ่มอีก 2 แห่งในรัฐซานฟรานซิสโก และอีก 8 แห่งทั่วประเทศเพื่อรองรับเด็กได้มากขึ้น แต่ละศูนย์จะตกแต่งด้วยธีมสนุกๆ และจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันตามความต้องการในแต่ละพื้นที่ ภายใต้โครงการติวเขียนหลังเลิกเรียนที่เป็นโครงการหลัก ก็ยังมีการพาเที่ยวศูนย์แถวบ้านเพื่อแนะนำให้เด็กรู้จักศูนย์ การส่งอาสาไปที่โรงเรียน เวิร์กช็อปวันเสาร์อาทิตย์ การติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือสัมภาษณ์งาน และเปิดโปรแกรมภาคฤดูร้อน 

การติวเขียนติวต่อตัวแบบนี้จะไม่มีทางเป็นไปได้หากไม่มีกองทัพอาสาสมัคร เพราะเราไม่มีทางจะจ่ายเงินให้คนพันคนมาช่วยเราทำได้อยู่แล้ว แต่เราได้เวลาของพวกเขามา คนพันคนกับเวลาคนละ 2-3 ชั่วโมงนั้นสามารถเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งไปได้เลย อาสาคนนั้นอาจจะเป็นคนแรกที่แนะนำเครื่องหมาย comma หรือ จุลภาค (,) ให้นักเรียน หรืออาจจะเป็นคนแรกในชีวิตของนักเรียนที่จะบอกเขาว่า “เธอมีพรสวรรค์นะเนี้ย เธอต้องเขียนต่อไปเรื่อย ๆ นะ” หรือ เห็นแววและแนะนำให้เขาเป็นกวี

ปัจจุบัน เด็กๆ สามารถเข้ามาลงเวลาติวและดูเวิร์กช็อปที่สนใจและจองได้ในเว็ปไซต์ เช่นเดียวกันกับอาสาสมัครที่ต้องการมาช่วยเด็กๆ ก็สามารถกดดูและลงเวลาตามสะดวกได้เช่นกัน เด็กที่เคยติวที่ศูนย์ของ 826 ก็กลับมาเป็นอาสาสมัครเพราะต้องการจะส่งต่อสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับ นอกจากนี้ 826 Valencia ยังเปิดระบบรับบริจาคเงินทั้งรายครั้งและรายเดือนจากบุคคลและองค์กร โดยมีการแสดงรายงานการใช้เงินประจำปีเพื่อความโปร่งใส

ในปี 2020-2021 ศูนย์ 826 ได้บริการเด็กไป 2,259 คน และทำงานกับอาสา 625 คน รวมเป็น 2,904 ชั่วโมง มีการตีพิมพ์งานของนักเรียน 1,288 คนใน 26 ครั้ง โดยจากการเก็บผลตอบรับจากเด็กผู้เข้าร่วม พบว่า เด็กที่รับการติวมีความภาคภูมิใจในตัวเอง มีทักษะการเขียน และมีความมั่นใจมากขึ้น โดย 91% ของผู้เข้าร่วมเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีกับการเขียนในเชิงบวกแบบหน้ามือเป็นหลังมือ และในช่วง Covid-19 ที่นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในการเรียนรู้ (Learning Loss) แต่เด็กที่เข้าโครงการนั้นยังมีการพัฒนาด้านการเขียนถึง 7%

“เราไม่ได้ต้องการให้เด็กมาติวเพื่อเป็นนักเขียน… แต่อยากให้พวกเขาใช้การเขียนเป็นเครื่องมือไปทำอะไรที่เขาอยากทำ ใช้การเขียนกำหนดอนาคตของตัวเอง และสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวเองด้วยการเรียนได้ดีขึ้น เรียนต่อชั้นมหาวิทยาลัย และนำไปต่อยอดเพื่อดูแลครอบครัวของเขาเอง” – บิต้า นาแซเรียน


KABOOM! กำลังขับเคลื่อนความเสมอภาคทางการเล่น

สถานการณ์ปัญหา (Problem situation)

แม้จะมีวิจัยมากมายที่พิสูจน์แล้วว่าการเล่นสำคัญกับการพัฒนาเด็ก ทั้งร่างกาย อารมณ์ ความคิด และจิตใจ แค่ไหน แต่เวลาที่เด็ก ๆ จะได้เล่นก็ถูกลดลงและถูกแทนด้วยชั่วโมงเรียนเพื่อสร้าง “วินัย” และเพิ่มคะแนนด้านวิชาการ ทำให้การเข้าถึงสนามเด็กเล่นถูกลดความสำคัญลง และเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าถึงไปด้วย ซึ่งสถานการณ์นั้นยิ่งแย่ โดยเฉพาะในชุมชนที่ไม่รับทรัพยากรอย่างเสมอภาคเพราะถูกกีดกันจากการเหยียดผิวอย่างเป็นระบบ (Systematic Racism) อย่างในสหรัฐอเมริกา

ในปี 1995 แดเรล แฮมมอนด์ (Darell Hammond) ทราบข่าวของพี่น้องผิวสี 2 คนที่เข้าไปเล่นในรถถูกทิ้งร้าง และไม่สามารถออกมาได้ในช่วงหน้าร้อนจนขาดอากาศและเสียชีวิต  แดเรลสะเทือนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาก และได้เริ่มศึกษาปัญหาจนพบว่าในวอชิงตัน ดี.ซี . ชุมชนที่เด็กทั้งสองอยู่นั้นไม่มีที่เล่นที่ปลอดภัยเลย ที่เล่นที่ใกล้ที่สุดก็เดินไปเองไม่ได้ พวกเขาจึงไปเล่นในรถที่ถูกทิ้งคันนั้น นอกจากแดเรลแล้ว เรื่องน่าเศร้านี้จึงเป็นเหมือนเป็นการปลุกให้คนในประเทศเห็นว่า เด็กต้องการจะเล่นมากเพียงใด และหากไม่มีที่เล่นที่ปลอดภัย การเล่นก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้เช่นกัน

จุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาและข้อมูลเชิงลึก (Insight)

แดเรลมองปัญหาการขาดสนามเด็กเล่นนั้นเป็นเรื่องของความไม่เสมอภาค คือ 1) ปัญหาการเข้าถึง และ 2) การขาดจิตสำนึกและความรู้สึกในการเป็นเจ้าของ (sense of belonging) ของชุมชน  ทำให้สนามเด็กเล่นจึงเป็นมากกว่าที่เล่น และเรื่องของชุมชน แดเรลมองว่าสนามเด็กเล่นควรจะ… 

  1. เป็นสถานที่ธรรมดาๆ แต่จะเกิดมนต์วิเศษจากการใช้พื้นที่ของเด็ก ๆ โดยเฉพาะในเด็กที่มีโอกาสไม่เท่ากลุ่มอื่นให้ได้เสริมพลัง (empower) และเกิดการเรียนรู้
  2. ตั้งอยู่ในที่ที่สะดวกในการเดินทาง เพื่อตัดขั้นตอนยุ่งยากสำหรับครอบครัวรายได้ต่ำที่ไม่มีต้นทุน
  3. เชิญชวน น่าไป ปลอดภัย มีไฟสว่าง ไม่ลับตาคน ทำให้ครอบครัวไม่ต้องกังวลใจเรื่องความปลอดภัย
  4. เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เนื่องจากการเล่นที่มักจะเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้เป็นเพื่อน สนามเด็กเล่นจึงเป็นพื้นที่แรก ๆ ที่จะสอนเด็กให้มีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
  5. เชื่อมคนเข้าด้วยกัน เด็ก ๆ อยากมาสนามเด็กเล่นเพื่อได้เจอเพื่อน ๆ ก็ทำให้ผู้ปกครองต้องรู้กันคอยนัดแนะและรู้จึกกันไปด้วย
  6. มีความท้าทาย การเล่นของเด็กต้องชวนให้พวกเขาทำลายขีดจำกัดของตัวเอง ชวนเขาให้กระโดดให้สูงขึ้นอีกนิด หรือชวนให้เด็ก ๆ คิดก่อนเล่นมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเจ็บจากการเล่น
  7. ตอบโจทย์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะทุกชุมชนจะมีคนจากหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้มีความต้องการที่หลากหลายอยู่ด้วย

แดเรลคาดว่าการสร้างสนามเด็กเล่นน่าจะใช้เวลาไม่นาน หากได้คนหลากหลายความสามารถมาช่วยกันทำ เขาจึงเริ่มชวนอาสาสมัครในชุมชนออกมาร่วมกันออกแบบและสร้างสนามเด็กเล่น ในครั้งแรกอาสาสมัครเกือบ 500 คนมาช่วยออกแบบ ก่อสร้าง ทาสี หาอุปกรณ์ ช่วยทำอาหารและแจกน้ำ รวมถึงเปิดบ้านให้อาสาคนอื่น ๆ ใช้ห้องน้ำ สนามเด็กเล่นที่เริ่มจากความร่วมมือนี้จึงเสร็จภายใน 4 วัน แม้สียังไม่แห้งดี เด็ก ๆ ก็อดใจไม่ไหววิ่งเข้าไปเล่น นอกจากได้เล่นกับเพื่อน ได้รอยยิ้มแล้ว เด็ก ๆ ยังได้สีติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

โมเดลการแก้ไขปัญหา (Social Model)

จากการสร้างสนามเด็กเล่นครั้งแรกที่ใช้เวลา 4 วัน (โดย 3 วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากฝนตก) แดเรลได้ก่อตั้ง KABOOM! เป็นตัวเชื่อมให้ชุมชนเข้มแข็งผ่านการเพิ่มพื้นที่เล่น (playspaces) ในชุมชนเข้าไม่ถึงทรัพยากรที่จำเป็น ด้วยโมเดลของ KABOOM! ใครก็สามารถชวนคนในชุมชนมาวางแผนและสร้างพื้นที่เล่นใน 1 วัน อย่างหว่องไวและยิ่งใหญ่สมชื่อคาบูม! โดยมีเกณฑ์ว่าชุมชนนั้นจะต้องมีเด็กร้อยละ 70 เข้าโครงการช่วยเหลือค่าอาหารกลางวันจากรัฐ

จากประสบการณ์การทำงาน KABOOM! ในการสร้างสนามเด็กเล่น 1 แห่งนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง KABOOM! จะสนับสนุน 90% ของค่าใช้จ่ายโดยใช้งานบริจาคจากภาคธุรกิจและมูลนิธิ และชุมชนจะต้องช่วยกันหาอีก 10% ที่เหลือ และจัดหาผู้จัดการการสร้าง จัดหาอาสา ชวนเด็กๆ มาออกแบบสนามเด็กเล่นในฝัน และสร้างด้วยแรงของคนในชุมชนเอง โดย KABOOM! จะมีคู่มือ (road map) และทีมให้คำปรึกษาเป็นตัวช่วยเสริม

กระบวนการนี้กลายเป็นสูตรสำเร็จในการกระตุ้นให้เกิดพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีบทบาทในชุมชน เริ่มจาก Collective Cause การตั้งโจทย์ชัด ๆ ที่ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย อย่างสร้างพื้นที่ให้เด็กเล่น ตามด้วย Achievable Wins การนำสิ่งที่คนหมู่มากต้องทำมาแตกเป็นขั้นตอน หรือ to-do list ทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ก็ดูบรรลุได้จริง ที่เหลือแค่รอให้พวกเขาใช้ความกล้าในการทำให้เป็นจริง Cascading steps of Courage สูตรสำเร็จนี้ถือเป็นสิ่งที่แทบประเมินค่าไม่ได้ในประเทศที่คนไปโหวตน้อยที่สุด และมีปัญหาความยากจน อย่างสหรัฐอเมริกา

อาสาสมัครของ KABOOM! นั้นไม่ได้หยุดแค่สร้างสนามเด็กเล่น หลายคนได้สร้างสวนชุมชน ซ่อมแซมพื้นที่กลาง ล็อบบี้คนในชุมชนเพื่อซ่อมไฟบนถนน ไปจนถึงลงสมัครเลือกตั้งเพื่อทำงานในพื้นที่อย่างจริงจัง  จาก งานวิจัยปี 2008 พบว่า 90% ของอาสาสมัคร กล่าวว่า ประสบการณ์การสร้างสนามเด็กเล่นนั้นช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ในชุมชน แสดงให้พวกเขาเห็นพลังของการรวมตัวกัน และทำให้พวกเขาคิดในแง่ลบน้อยลงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

การขยายโมเดลแก้ไขปัญหาสังคม (Scaling Impact)

สิ่งที่เป็นความท้าทายของ KABOOM! คือไม่สามารถตอบรับความต้องการที่ล้นหลามได้ ทำให้ทีมงานได้เริ่มนำคู่มือและองค์ความรู้ต่าง ๆ ขึ้นบนเว็ปไซต์เพื่อให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ขอเพียงแค่ผู้ที่ต้องการใช้งานเล่าเรื่องกลับมาให้ทีมได้เก็บข้อมูลและติดต่อได้หากมีเรื่องขัดข้อง

จากการเริ่มสร้างสนามเด็กเล่นสนามแรก 25 ปีก่อน KABOOM! ได้สร้างหรือปรับปรุงสนามเด็กเล่นไปกว่า 17,000 แห่ง และได้ทำงานกับคนในชุมชนถึง 1.5 ล้านคน เพื่อสร้างความสุขและพัฒนาศักยภาพให้เด็กกว่า 11.5 ล้านคน นอกจากนี้ KABOOM! ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลและองค์ความรู้เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการเล่นให้เป็นจริง และลงทุนกับการทำวิจัยและสร้างแผนที่ไร้ที่เล่น Play Desserts พร้อมกับใช้ข้อมูลในการผลักดันเชิงนโยบาย ส่วนอาสานั้น นอกจากสนามเด็กเล่นแล้ว KABOOM! ยังใช้โมเดลการทำงานเดียวกันแก้ไขปัญหาเรื่องอื่น อย่างงานบรรเทาสาธารณภัยอีกด้วย

“หัวใจในการทำงานของเรานั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่การรวมตัวกันของคุณพ่อคุณแม่และเพื่อนบ้านในชุมชม ซึ่งการที่ลูกหลานได้เห็นการร่วมมือนี้เกิดขึ้นจะทำให้พวกเขาค่อย ๆ เข้าใจว่ามีคนกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้พวกเขา พวกเขามีความสำคัญ เป็นศูนย์รวมพลัง และพวกเขาจะเรียนรู้ที่จะส่งต่อการให้ด้วย” – แดเรล แฮมมอนด


สนใจเริ่มต้นสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้หรือต้องการพัฒนาโมเดลการขยายผลและสร้างความยั่งยืนเกี่ยวกับพื้นที่เรียนรู้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

อ้างอิง


ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบด้วย

หรือ