knowledge

​เกษตรอินทรีย์คืออะไร ?

17 สิงหาคม 2015


ข้อมูลโดย ป่าสาละ

จาก จากกิจกรรม STUDY TOUR : ORGANIC FARM ENTREPRENEUR WANNA BE?

ความหมายของเกษตรอินทรีย์ มีอยู่หลายนิยามและคำจำกัดความ แต่คำนิยามที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลน่าจะเป็นจากสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Agriculture Movement – IFOAM) ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรด้านเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในโลก

“เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน เกษตรอินทรีย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ เกษตรอินทรีย์ผสมผสานองค์ความรู้พื้นบ้าน นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นระบบ และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกผู้คน และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” – มติที่ประชุมใหญ่ IFOAM มิถุนายน 2551 ประเทศอิตาลี

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การทำเกษตรอินทรีย์นับว่าเป็นเกษตรกรรมทางเลือกจากการเกษตรแบบ “อุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยว” ที่โดนโจมตีว่าไม่ยั่งยืน ทั้งต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญของเกษตรอินทรีย์ประกอบด้วยหลัก 4 ประการ คือ สุขภาพ ระบบนิเวศ ความเป็นธรรม รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care)

มิติด้านสุขภาพ คือการตอบโจทย์สุขภาวะของทุกสิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศของการทำเกษตรกรรม ตั้งแต่การผลิตในไร่ การแปรรูป การกระจายผลผลิต ไปจนถึงการบริโภค

มิติด้านนิเวศวิทยา คือการตระหนักว่าการทำเกษตรจะต้องสอดคล้องกับสมดุลทางธรรมชาติ โดยช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางธรรมชาติ

มิติด้านความเป็นธรรม คือความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกร ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค

มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ คือการดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติเป็นสำคัญในการนำเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมมาใช้ในแปลงเกษตร

เป้าประสงค์ของการทำเกษตรอินทรีย์ คือ การที่พื้นที่เกษตรกรรมสามารถอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้ การซื้อขายในราคาที่เป็นธรรมตลอดกระบวนการผลิต การปฏิเสธพืชที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม และการปฏิเสธสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี เป็นต้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภค โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหาร และการลดความยากจน

ข้อมูลทั่วไปของตลาด

จากข้อมูลของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM) ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 72,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2556 และมีแนวโน้ที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในตลาดเอเชียแปซิฟิกที่ประชากรมีรายได้ที่สูงขึ้น และความกังวลด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นเช่น ประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งกลายเป็นผู้บริโภคผักผลไม้อินทรีย์เป็นสองอันดับแรกของโลก ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ประกอบด้วยสินค้าเกษตรอินทรีย์หลายชนิดทั้งผลิตภัณฑ์จากนม ไปจนถึงเครื่องสำอาง ในปี 2557 ยังคงเติบโตสูงถึงร้อยละ 11.3 โดยผักและผลไม้อินทรีย์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด

ในประเทศไทย ตลาดเกษตรอินทรีย์น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2533-34 จากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค โดยเฉพาะการบริโภค “อาหารเพื่อสุขภาพ” ผู้บริโภคมองหาอาหารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ จนทำให้ธุรกิจอาหารสุขภาพเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เกิดขึ้น แต่ความเข้าใจระหว่าง “อาหารปลอดภัย” และ “อาหารออร์แกนิก” ยังเป็นไปอย่างสับสน เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หน่วยงานราชการมีนโยบายส่งเสริมอาหารปลอดภัย เช่น ผักอนามัย ผักปลอดภัยจากสารพิษ ส่งผลให้ตลาดเษตรอินทรีย์ในประเทศมีการเติบโตได้ค่อนข้างช้ามาถึงช่วงต้นปี 2540 และเข้าสู่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวราวปี 2546 เมื่อมีกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดความสนใจ ทั้งในการผลิต การบริโภค และการผลักดันนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลด้านตลาดเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นระบบ แต่คาดว่าอีกไม่นานจะมีการดำเนินการเก็บข้อมูลโดยกระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี มูลนิธิสายใยแผ่นดินหรือ GREENNET ได้สรุปสถิติพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่มีแนวโน้มค่อนข้างคงตัวอยู่ที่ราว 200,000 – 220,000 ไร่ ตั้งแต่ปี 2553 – 2556 เนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

สัดส่วนพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ปี 2556

ข้าว59%

พืชไร่ 20%

ผลไม้ 4%

ผัก/ผลไม้ผสมผสาน4%

ชา/กาแฟ3%

ผัก 2%

สัตว์น้ำ1%

อื่นๆ 7%

จากตัวเลขการส่งออกเมื่อปี 2556 พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอยู่ที่ราว 3,100 ล้านบาท แม้ตัวเลขอาจจะดูไม่สูงมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องราวปีละ 13% นอกจากนี้ มีการประมาณการว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์จะบริโภคภายในประเทศ และส่งออกอย่างละครึ่งหนึ่ง

จากสัดส่วนตัวเลขพื้นที่เกษตรอินทรีย์พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุด รองลงมาคือภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ โดยเกษตรกรภาคอีสาน และภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองพื้นที่ไม่มากนัก คือ เฉลี่ย 19 ไร่ และ 12 ไร่ตามลำดับ ในขณะที่ภาคกลางและภาคใต้ ผู้ทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นเกษตรกรรายใหญ่ ถือครองพื้นที่เฉลี่ย 88 ไร่และ 64 ไร่ตามลำดับ

ตลาดหลักของประเทศไทยคือ การส่งออกพืชผักอินทรีย์ และผลไม้เขตร้อนไปยังทวีปยุโรป โดยมีสินค้าหลักคือข้าวอินทรีย์ ส่วนผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผู้ผลิตภาคเอกชน และองค์กรประชาสังคม หรือสหกรณ์ท้องถิ่น

ผู้ผลิตภาคเอกชน สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  • ผู้ผลิตที่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียงแห่งเดียว ซึ่งมักจะเป็นที่ดินดั้งเดิมของครอบครัว
  • ผู้ผลิตรายเล็กที่รวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกร
  • บรรษัทขนาดใหญ่

ตัวอย่างผู้ผลิตภาคเอกชนมีอยู่มากมาย เช่น ไร่ปลูกรัก จ.ราชบุรี, บริษัท ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ดำเนินการร้านซัสเทน่า), บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด, ไร่อดัมส์ ออร์แกนิก เป็นต้น

สำหรับองค์กรประชาสังคม หรือสหกรณ์ท้องถิ่น ส่วนใหญ่มักทำหน้าที่ให้การหนุนเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยให้ความรู้ สนับสนุนปัจจัยการผลิต สร้างตลาดรองรับ รับซื้อสินค้าในราคาเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมด้านการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกร โดยมีองค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเช่น มูลนิธิสายใยแผ่นดิน หรือสหกรณ์กรีนเนท และสหกรณ์เลมอนฟาร์มพัฒนา

ในด้านราคา ผลผลิตของสินค้าเกษตรอินทรีย์ มีราคาสูงกว่าสินค้าเกษตรปกติราวร้อยละ 20-50 โดยมีช่องทางจำหน่ายหลายรูปแบบ เช่น จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกเฉพาะทาง เช่น ร้านนาวิลิต, ร้านเลมอนฟาร์ม, ร้านไทสบาย รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตค้าปลีกใหญ่ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, กูเมต์ มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ต

บริการส่งสินค้าออร์แกนิกถึงบ้าน อาจจะผ่านการสมัครสมาชิกและชำระเงินล่วงหน้า เช่น บริการผักกล่องของไร่ปลูกรัก บริการส่งสินค้าออร์แกนิกแปรรูปโดยเว็บไซต์ passion delivery และการสมัครเป็นสมาชิกการเกษตรที่สนับสนุนเกื้อกูลโดยชุมชน หรือ CSA


Community Support Agriculture (CSA) เริ่มจากการที่เกษตรกรและชุมชน (ลูกค้า) สร้างข้อตกลงที่ผูกพันซึ่งกันและกัน โดยแบ่งหน้าที่คือเกษตรกรทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตอาหาร ส่วนชุมชนหรือลูกค้าทำหน้าที่สนับสนุนโดยการรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากระบบปกติที่เกษตรกรต้องออกเงินล่วงหน้าของตัวเองไปเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ในกระบวนการ CSA ชุมชนหรือลูกค้าจะจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นรายปี เพื่อให้เกษตรกรไปเพาะปลูก และรับผลผลิตมาบริโภคเมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตแล้ว แนวคิด CSA เป็นระบบที่มีต้นแบบมาจากประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และในญี่ปุ่นที่เรียกว่า Teikei ตัวอย่างระบบ CSA ในประเทศไทย ได้แก่ โครงการผักประสานใจ โดยคุณพยงค์ (ASHOKA FELLOW ปี 2000) และคุณรวิวรรณ ศรีทอง

นอกจากนี้ยังมีการเกิดขึ้นของตลาดนัดที่มุ่งเน้นขายสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นหลักในพื้นที่ต่างๆ เช่น จริงใจ มาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่, ตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม รวมถึงการเกิดขึ้นของเครือข่ายตลาดสีเขียว ที่เน้นการนำเสนอผักและผลไม้อินทรีย์ให้กับผู้อาศัยในเมือง พร้อมกับจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การคิดเมนูสุขภาพดีจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น รวมถึงการเปิดตัวของตลาดตามสถานที่ต่างๆ โดยขายสินค้าเกษตรปลอดสาร และเกษตรอินทรีย์ เน้นกลุ่มลูกค้าเป็นผู้มีรายได้ระดับกลาง-สูง เช่น Bangkok Farmer’s Market, The Spring Epicurean Market, K-village Farmer’s Market

แม้ว่าภาครัฐจะทำการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ผ่านแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2551-2554 แต่ผลการดำเนินการก็ยังไม่เป็นรูปธรรมนัก อีกทั้งโครงการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรโดยการซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด เช่น โครงการจำนำ หรือโครงการประกันราคา ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีจากเกษตรกรรมปกติมาสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ไม่เพิ่มขึ้น และปริมาณการใช้สารเคมีภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนโดยภาครัฐ ยังขาดรูปธรรมที่ชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2556-2559 ต้องหยุดชะงัก รวมทั้งการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวจากองค์กรภาคเอกชน เช่น มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ที่มองว่าร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้มองสภาพปัญหาจากการดำเนินการครั้งก่อนมาปรับปรุงแก้ไข และขาดการให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการผลักดันเกษตรอินทรีย์

id old content:
153
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below