​“การศึกษาที่เลือกได้” – สถานการณ์การศึกษาทางเลือกในประเทศไทย

18 พฤศจิกายน 2558
การศึกษาการเข้าถึงการศึกษา, การเลือกเรียนต่อ, การเล่น, คุณภาพการศึกษา, คุณภาพครู, ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, ศักยภาพเด็กและ เยาวชน, เยาวชนกลุ่มเสี่ยง,

All

คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และ ASHOKA Fellow

บรรยายในหัวข้อ "การศึกษาที่เลือกได้" บนเวทีสนทนาคืนการศึกษาให้สังคม : ร่วมกัน-สร้าง-พลเมือง


วิกฤติการศึกษาไทย สามารถสรุปได้ 3 ประเด็น คือ

  • ประเด็นที่ 1 เป้าหมายการศึกษา : ในขณะนี้มีความผิดเพี้ยนไป คับแคบ และเริ่มไม่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพผู้เรียน แต่มีเป้าหมายเพียงผลิตคนเพื่อป้อนตลาดแรงงาน ในขณะที่ตลาดแรงงานก็หดตัวแคบลง
  • ประเด็นที่ 2 กระบวนการเรียนรู้ : การเรียนในห้อง-ท่องจำ-สอบ-เลื่อนชั้น แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เราต้องปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน เพื่อให้รู้จริง รู้งจัง รู้แจ้ง รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้ รู้รอบ
  • ประเด็นที่ 3 การบริหารแบบรวมศูนย์และแยกส่วน : การบริหารการศึกษาเป็นการรวมศูนย์และผูกขาดจากส่วนกลาง แต่กลับทำงานแยกส่วนกันหมด ไม่ประสานงานกัน ยึดติดกับโครงสร้าง และเปลี่ยนแปลงไปตามการเมือง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

เราต้องพิจารณาว่า ศักยภาพของมนุษย์นั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เรามีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่น้อยกว่า 50 กลุ่ม กระจายตัวอยู่ในประเทศไทย แต่เรากลับใช้วิธีเรียนเหมือนกันหมด... “การศึกษาที่แท้จริง คือการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกายใจและจิตวิญญาณ พัฒนาความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างสังคมที่ดีในอนาคต”

สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกจึงปรับวิสัยทัศน์ใหม่จากเดิมที่การศึกษาทางเลือก คือช่องทางเล็กๆ สำหรับคนที่ไม่เข้าศึกษาในกระแสหลัก เป็นการศึกษาที่ทุกคนมีสิทธิ์เลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เหมาะกับศักยภาพ ความรัก ความชอบ ความถนัดและความใฝ่ฝันของตนเอง และเมื่อเราได้เลือกการศึกษาที่เหมาะกับเรา เราก็จะมีความสุข มีพลังในการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่เต็มศักยภาพ ไม่ใช่การบังคับให้เราไปเรียนในสิ่งที่เราไม่อยากเรียน

จากงานวิจัยพบว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีการศึกษาทางเลือกอยู่แล้ว อย่างน้อย 7 แบบ ได้แก่

  1. การจัดการเรียนรู้โดยครอบครัว (Home School) จัดตั้งเป็นสมาคมบ้านเรียนไทย มีสมาชิก 400-500 ครอบครัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  2. สถาบันการเรียนรู้ทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามและอื่นๆ เช่น ตาดีกา ปอเนาะ ดอยผาส้ม สัมมาสิกขา เป็นต้น
  3. การจัดการศึกษาโดยครูภูมิปัญญา เช่น โครงการสืบสานภูมิปัญญาที่มีครูภูมิปัญญากว่า 100 ท่าน เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้มากกว่า 30 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่และขยายตัวไปในจังหวัดอื่นๆ และเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มีครูภูมิปัญญากว่าหมื่นคนทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถเชื่อมเข้ากับระบบการศึกษากระแสหลักได้
  4. การจัดการศึกษาที่อิงระบบ เช่น เป็นกลุ่มครู หรือโรงเรียนขนาดเล็กที่จัดการศึกษาที่เชื่อมโยงบ้าน-วัด-โรงเรียน-ชุมชนเข้าด้วยกัน หรือโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งเป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เช่น โรงเรียนทอสี รุ่งอรุณ ไตรสิกขา ปัญญาประทีป อมาตยกุล เป็นต้น
  5. การจัดการศึกษาโดยสถาบันนอกระบบ เช่น มูลนิธิโรงเรียนชาวนา โรงเรียนกรรมกร โรงเรียนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วิทยาลัยวันศุกร์ เป็นต้น
  6. กลุ่มกิจกรรมการเรียนรู้ มีไม่น้อยกว่า 60,000 กลุ่ม เป็นกลุ่มเรียนรู้และมีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง กลุ่มออมทรัพย์ เป็นต้น
  7. แหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ สื่อที่จัดการเรียนรู้ เช่น TPBS วิทยุและโทรทัศน์ชุมชน หรือรายการทุ่งแสงตะวัน เป็นต้น

เราจำเป็นต้องมีการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อรองรับความหลากหลายของคนในสังคม ที่มีหลากหลายศักยภาพ หลากหลายชาติพันธุ์ และหลากหลายพื้นที่ เพื่อให้การเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ที่เต็มศักยภาพ และสร้างพลเมืองได้อย่างแท้จริง


“เพราะมันถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องกระจายอำนาจไปสู่ผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม"
: ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

Hashtags: