knowledge

[School ชวนดูหนัง] – If you build it

28 มกราคม 2016


เคยเห็นนักศึกษาถือกล่องรับบริจาคเงินไปสร้างอาคารเรียนในชนบทมั้ยคะ? เคยหย่อนเงินใส่กล่องบริจาคมั้ยคะ? หรือเคยไปค่ายสร้างมั้ยคะ?

เราเชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านหนึ่งในกิจกรรมด้านบนมาแล้ว

แล้วเคยสงสัยมั้ยคะว่า ทำไมต้องไปสร้างอาคาร? มันเกิดอะไรขึ้นกับอาคารที่สร้างไปแล้วหลังถ่ายรูปเสร็จ? อาคารที่เด็กสร้างมันมีคุณภาพเพียงพอหรอ?

หรือคิดว่ามันเป็นแค่กิจกรรมนักศึกษา แค่ข้ออ้างที่เด็กๆ อยากออกไปเที่ยวล้อมวงเล่นกีต้าร์รอบกองไฟกัน?

.

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน Make a difference Forum ที่ฮ่องกงมาค่ะ

ได้ดูหนังเรื่อง ‘If you build it’

** ระวัง ต่อไปนี้อาจมีสปอยล์ ถ้าใครอยากดูเอง กดดู trailer ด้านบนแล้วข้ามย่อหน้านี้ไปโลด

หนังเล่าเรื่องของดีไซเนอร์คู่หนึ่ง Emily Pilloton กับ Matthew Miller ทั้งคู่เข้าไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาที่เรียกว่า Studio H ให้โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมือง Bertie County ซึ่งเป็นเมืองชนบทยากจนใน รัฐ North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาเริ่มจากการออกแบบการสอนวิชาหลักสูตร 1 ปี มีนักเรียน 10 คน โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ นักเรียนทุกคนจะช่วยกันสร้างอาคารขึ้นมาหนึ่งหลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ชุมชนให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้ Emily และ Mathew เริ่มจากการให้เด็กๆ เปลี่ยนมูลวัวเป็นถ่าน ออกแบบเล้าไก่ ออกแบบอาคารในฝันและทำโมเดลมาประกวดแบบกัน จนกระทั่งสร้างอาคารขึ้นมาจริงๆ ตั้งแต่ขุดดินยันตอกตะปูโครงหลังคา (ทั้งหมดนี้ไม่มีใครเป็นสถาปนิกหรือวิศวกร และนี่ก็เป็นวิชาในระดับมัธยมเท่านั้นนะ) หนังฉายให้เห็นอุปสรรคที่ทั้งสองต้องเจอ พัฒนาการและทัศนคติที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปของเด็กๆ ความน่าสนใจอีกอย่างคือเส้นเรื่องที่คู่ขนานกัน นอกเหนือจากการสอน Mathew ลงมือสร้างบ้านด้วยตัวเองโดยได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสถาปนิกของเขา (ลงมือหมายถึงทำตั้งแต่ออกแบบ ตอกตะปู ปูพื้น สารพัดตั้งแต่ประตูบ้านยันหลังคา) เพราะเขาเห็นว่าในเมืองนี้มีคนที่ไม่มีบ้านจำนวนมาก เมื่อบ้านหลังนี้สร้างเสร็จมันจะเป็นที่ต้องการและช่วยแก้ปัญหาได้ เค้าจะมอบมันให้กับครอบครัวผู้โชคดีได้เข้ามาอยู่อาศัยโดยจ่ายเพียงค่าเช่าราคาถูกกว่าท้องตลาดเท่านั้น ฟังดูเป็นไอเดียที่ดีและมีประโยชน์ แต่หลังจากบ้านสร้างเสร็จและมีครอบครัวนั้นมาอยู่อาศัย จนเวลาผ่านไปเก้าเดือน เขาก็ยังไม่ได้รับค่าเช่าเลยแม้แต่ดอลล่าร์เดียว หลังจากเชิญครอบครัวนั้นย้ายออกจากบ้าน Mathew กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง และภาพที่เขาและพวกเราได้เห็นคือสภาพบ้านที่เลอะเทอะ หน้าต่างพัง ฝุ่นเขรอะ กองขยะ (นี่ยังไม่นับหัวใจที่แตกสลายของคนสร้างนะ) มาถึงตรงนี้ ทำให้เรานึกถึงอาคารที่ไปค่ายสร้างกัน มันจะเป็นแบบนี้รึเปล่า ?


หลังหนังฉายจบ มีการพูดคุยถึงรูปแบบการทำโปรเจกต์ลักษณะนี้ในประเทศฮ่องกง โดยคุณ Robert Wong หนึ่งในผู้ก่อตั้ง IDEA ( Involve in Design, Empower with Action) องค์กรที่ไปสร้างโรงเรียนร่วมกับคนในพื้นที่ที่ขาดแคลน หลักการทำงานของเค้าไม่ใช่เพียงการไปสร้างโรงเรียน แต่เป็นการใช้การสร้างโรงเรียนเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ กระบวนการ คือ ทีมงานจะเลือกพื้นที่หรือมีพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งจะร่วมกับ NGO ที่ทำงานในพื้นที่นั้นๆ แล้วลงไปเก็บข้อมูล ใช้เวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จากนั้นนำกลับมาวิเคราะห์ความต้องการ ความเป็นไปได้และออกแบบสร้างโมเดลทางเลือก จากนั้นจึงนำโมเดลกลับไปให้ชาวบ้านช่วยกันเลือกโรงเรียนที่พวกเค้าอยากได้ และจัดค่ายเพื่อร่วมกันสร้าง

ปัจจุบันองค์กรดำเนินการมากว่าสองปี มีโปรเจกต์ในหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง เนปาล กัมพูชา คุณ Robert เล่าว่าเขาไม่มีพนักงานประจำองค์กรเลย แต่ละโปรเจกต์ทำงานในรูปแบบค่าย ค่ายหนึ่งรับอาสาสมัครประมาณ 40 คน และสมาชิกในนั้นมีนักออกแบบเพียง 3-4 คนต่อค่ายเท่านั้น เงินทุนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาตลอด

มาถึงตรงนี้หลายคนในห้องเแปลกใจว่าเขาทำงานกับรัฐได้อย่างไร เขาบอกว่าเคล็ดลับคือ คุณต้องพยายามโน้มน้าวรัฐบาลเพื่อให้ได้โอกาสครั้งแรก และทำครั้งแรกนั้นให้ดีที่สุด หลังจากที่คนจากภาครัฐได้เข้าร่วมกิจกรรมแล้วเกิดความประทับใจ เห็นคุณค่า จึงส่งผลให้เกิดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ “ถ้าคุณเชื่อว่ามันทำได้จริงและทำให้เขาเห็น รัฐพร้อมจะสนับสนุนเงินเสมอ”

ตัวอย่างของสองโครงการนี้บอกเราว่า ไม่ใช่การสร้างอาคารหรอกที่ช่วยแก้ปัญหา แต่พวกเขาใช้การสร้างอาคารเป็นเครื่องมือในการสร้างอย่างอื่นต่างหาก

Mathew กับ Emily ไม่ได้แค่สร้างตลาด แต่พวกเขาสร้างความอยากเรียนให้เด็ก 10 คน ทำให้พวกเขาค้นพบความสามารถในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะทำได้

หรืออย่างที่ Robertและทีม ที่ไม่ได้แค่สร้างโรงเรียน แต่สร้างสังคมของการเรียนรู้ขึ้นในชุมชน พวกเขาไม่ได้เอาของไปให้ แต่ไปชวนคนในพื้นที่มาร่วมกันสร้าง

.

ย้อนกลับมาที่คำถามด้านบน

เราเคยไปค่ายอาสาค่ะ แล้วก็มีคุณพ่อที่เชื่อว่ามันเป็นแค่กิจกรรมอยากหนีออกจากบ้านของเด็กๆ เช่นกันค่ะ ยอมรับกันอย่างใจใจ ครึ่งนึงของค่ายก็ตั้งใจไปเล่นกันเองน่ะแหละ (เห็นด้วยใช่มั้ยล่ะ) ตอนนั้นไปสร้างอะไรยังจำไม่ได้เลย รู้แต่ได้เที่ยว แล้วมีรุ่นพี่เล่นกีต้าร์เท่ๆ อิอิ (คณะเราถึงกับมีสโลแกนว่า ขึ้นค่ายได้คู่) แต่ช้าก่อน ค่ายมันไม่ได้มีแค่นั้น ในฐานะอดีตเด็กค่ายและเด็กถาปัต เรามองว่าค่ายเป็นแหล่งทรัพยากร ความสามารถ มิตรภาพ ความตั้งใจ และพลังของวัยรุ่น (แม้จะมีความอยากเที่ยวผสมอยู่ด้วยก็ตาม)

จะหาข้ออ้างไปเเอ๊วรุ่นน้องก็ไม่ผิดหรอกนะ แต่คงไม่ดีนักถ้าจะใช้ทรัพยากรและโอกาสที่มีค่าขนาดนี้ไปสร้างสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์จริง ทุกคนมีวิธีในแบบของตัวเองเนอะ ยังมีเด็กที่อยากไปค่ายอีกมาก ยังมีคนที่อยากทำค่ายอีกมาก ยังมีพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลืออีกมาก ยังมีคนที่พร้อมจะสนับสนุนอีกมาก ถ้าทุกคนมาร่วมมือกัน เราเชื่อว่าค่ายอาสาเนี่ยแหละจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อยกว่าสิ่งที่ Matthew Emily และ Robert ทำได้อย่างแน่นอน

คำถามอาจไม่ใช่ไปสร้างอาคารแล้วแก้ปัญหาได้จริงมั้ย? แต่อาจเป็นกระบวนการต่างหากว่ามันได้สร้างอะไร? แล้วเราได้ใช้ทรัพยากรที่มีคุ้มค่ารึเปล่า?

ไปค่ายครั้งหน้า อยากไปสร้างอะไรกันดีคะ?


ในเมืองไทยก็มีบริษัทสถาปนิกที่ทำโครงการคล้ายๆ กันนี้นะคะ ใครสนใจอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ OPENSPACE CASEstudio คนใจบ้าน

ส่วนใครที่อยากไปออกค่ายกับคุณ Robert เขายินดีรับอาสาสมัครต่างชาติด้วย ติดตามข่าวได้ ที่นี่ ค่ะ
ภาพประกอบจาก: http://connectedlearning.tv/personal-stories/studi…

id old content:
271
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below