knowledge

สู้สักตั้ง!! กว่าจะเป็นนิสิตวิศวะตาบอดคนแรกได้ ใจต้องสู้

2 กุมภาพันธ์ 2016


พาย้อนความหลังกันไปไกลสักนิดนึงนะคะ ยังจำสมัยกระโปรงคลุมเข่า ผมสั้นเท่าติ่งหู ถ้าเป็นผู้ชายต้องตัดผมรองทรง รองหวีเบอร์หนึ่งเท่านั้นถึงจะผ่านอาจารย์ปกครองกันได้หรือเปล่า เราจำได้ดีว่าสิ่งที่เครียดสุดในชีวิตมัธยมคือช่วง ม.3 ขึ้น ม.4 เป็นช่วงวัยกำลังว้าวุ่นเลยค่ะว่าจะเรียนต่อโรงเรียนเดิม จะย้ายไปเรียนในกรุงเทพฯ จะเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ดี ตัวเลือกล้านแปดชวนปวดหัวไม่ใช่น้อย

พอวันนี้เราได้เข้าไปนั่งสังเกตการณ์คลาสเรียน Assitive Technology คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ของอาจารย์ ผศ. ดร. โปรดปราน บุณยพุกกณะ และชวนน้องปวินท์ เปี่ยมไทย นักเรียนชั้นม .6 พูดคุย ก็รู้เลยว่าจริงๆ ตอนนั้นเราโชคดีแค่ไหน…เพราะน้องปวิญท์ตาบอดค่ะ แค่มองไม่เห็น ก็ทำให้ทางเลือกด้านการศึกษาที่เคยมีมากมายลดลงเหลือแค่ไม่กี่ทาง

น้องปวินท์เล่าว่า เมื่อขึ้นชั้นมัธยมเด็กตาบอดจะย้ายออกจากโรงเรียนสอนเด็กตาบอดมาเรียนโรงเรียนเรียนร่วมค่ะ แต่ละโรงเรียนจะเปิดโควต้ารับเด็กตาบอดไม่ถึง 10 คน เลยต้องแย่งชิงที่นั่งกันพอสมควร พออยู่ม.3 ขึ้น ม.4 เด็กตาบอดถูกจับให้เรียนสายศิลป์กันหมด จะศิลป์คำนวณ หรือศิลป์ภาษาก็ว่ากันไป สมุดพกเกรดดีๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าสายวิทย์ได้เลย แต่โชคดีสมัยนี้มีการผ่อนผัน น้องปวิญท์เลยได้เข้าเรียนสายวิทย์ เกือบโดนสกัดดาวรุ่งแล้วมั้ยล่ะ

กว่าจะเข้าเรียนสายวิทย์ได้สู้กันหืดขึ้นคอ พอเข้าชั้นเรียนถ้าใจไม่สู้ ต้องมีท้อกันเป็นแถวๆ แน่ วิชาที่ท้าทายสุดสำหรับน้องปวินท์เห็นจะเป็นแล็บเคมี เพราะอุปกรณ์ห้องเคมีไม่เอื้อเลยสักนิด ไม่มีอักษรเบรลล์ ไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ที่ออกเสียงได้ น้องปวินท์เลยอดสนุก ได้แต่นั่งสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ไปตามระเบียบ น้องบอกว่าน้องเข้าใจว่าอุปกรณ์ทดลองสำหรับคนตาบอดมันแพง ลำพังอุปกรณ์แจกเด็กธรรมดายังมีไม่พอเลย วิชาปฎิบัติอาจมีข้อจำกัด แต่ถ้าเป็นด้านวิชาการน้องปวินท์สู้ตายค่ะ หนังสือเรียนเคมีภาษาไทยที่คนตาบอดอ่านได้หายากมากถึงมากที่สุด น้องปวินท์ก็เลยดาวน์โหลดหนังสือเสียงวิชาเคมีภาษาอังกฤษมาอ่านล่วงหน้าก่อนเลย พอเข้าห้องเรียนก็ตามทันเพื่อนได้สบายๆ แถมเป็นศิษย์รัก คอยตอบคำถามอาจารย์อีก ไม่ธรรมดาจริงๆ

แล้วสงสัยกันมั้ยคะ ว่าวิชาเลข เขียนกราฟ วาดสมการ น้องปวิญท์เรียนได้ยังไงกัน ?…..น้องปวินท์มีตัวช่วย 2 อย่างที่พกไว้ไม่ห่างตัว ชิ้นแรกคือ เครื่องคิดเลขแบบมีเสียง ซึ่งจะแปลงทุกอย่างบนหน้าจอเป็นเสียง คำว่าทุกอย่างหมายถึงทุกอย่างจริงๆ ขนาดกราฟวงกลม กราฟพาราโบล่าก็แปลงเป็นเสียงได้ เช่น กราฟเตี้ยๆ เสียงจะต่ำ กราฟสูงๆ หน่อยระดับเสียงก็สูงตาม ส่วนพวกกราฟวงกลมเสียงจะกระจายๆ ปกติน้องปวินท์ฟังจากเสียงและจินตนาการภาพกราฟไว้ในหัว แต่ถ้าวันดีคืนดีอาจารย์สั่งการบ้านให้วาดกราฟส่ง น้องปวิญท์จะหยิบตัวช่วยชิ้นที่สองขึ้นมา เป็นแผ่นมุ้งลวดขนาดเท่ากระดาษA4 เห็นอุปกรณ์หน้าตาบ้านๆ แบบนี้ แต่ก็ช่วยน้องปวินท์ได้เยอะเลย เพราะน้องจะทาบกระดาษ A4 ลงบนมุ้งลวด ก่อนจะใช้มือขวาจับดินสอบวาดกราฟ มือซ้ายตามประกบติดรอยดินสอ ค่อยๆ คลำตามเส้นรอยนูนบนกระดาษที่เกิดจากแรงกดของดินสอผ่านกระดาษมากระทบกับมุ้งลวด วิชาเลขที่คนตาดีอย่างเราขยาด แต่น้องปวินท์กลับได้เป็นตัวท็อป ได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มตลอด เจ๋งมั้ยล่ะ 😀

และแล้วก็ถึงเทศกาลที่เด็กๆ อยากหนีไปไกลๆ อย่างช่วงเวลาการสอบ ไม่ว่านักเรียนตาดีหรือตาบอดก็ใช้การสอบเป็นเกณฑ์วัดเหมือนกัน เราแอบคิดว่าน้องตาบอดน่าจะได้สิทธิพิเศษอะไรบ้าง อาจได้เวลาเพิ่มหรือมีข้อสอบฉบับพิเศษ ซึ่งน้องปวินท์ก็ยิ้มและบอกเราว่า น้องมีเวลาทำข้อสอบเท่าเพื่อนเลย แถมข้อสอบไม่มีอักษรเบรลล์อีกต่างหาก ต้องหาอาสามาช่วยอ่านช่วยเขียนเสียเวลามากกว่านักเรียนปกติ การจัดสอบแบบนี้ไม่สะดวกต่อเด็กตาบอดสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเปลี่ยนระบบไม่ได้ จะตีโพยตีพายไปก็เสียเวลา น้องปวินท์เลยเลือกยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ เพิ่มเวลาไม่ได้ก็เพิ่มความเร็วของตัวเองแทนละกัน ช่วงหนึ่งเดือนก่อนสอบ น้องปวินท์จะจับเวลาฝึกทำข้อสอบเป็นร้อยๆ ข้อ ทำให้หมดทุกวิชา ฝึกทำให้เร็วที่สุด ยิ่งทำข้อสอบเสร็จก่อนเวลายิ่งเพิ่มโอกาสผ่าน เพราะเวลาสอบจริงถ้าเจอคนอ่านข้อสอบอ่านช้า น้องปวินท์จะมั่นใจว่าตัวเองยังทำข้อสอบทันเวลาอยู่

ฟังเรื่องน้องปวินท์แล้ว หลายคนคงเอาใจช่วย อยากเห็นน้องปวิญท์ประสบความสำเร็จ ก็ขอบอกเลยว่า การเรียนจะยากแค่ไหน ข้อสอบจะโหดแสนโหด น้องปวินท์ผ่านบททดสอบเหล่านั้นมาได้ทุกด่าน น้องเก่งมากชนิดที่ว่าเคยติดสัมภาษณ์โครงการช้างเผือก ของเกษตรกำแพงแสน แต่สละสิทธิ์ และ ติดสัมภาษณ์คณะสารสนเทศภาค CS ของพระจอมเกล้าธนบุรีทางมหาลัยขอเวลาปรึกษากับทางคณะ เลยจะไม่ประกาศชื่อในโครงการรับตรงปกติ แต่จะเชิญเข้าผ่านทาง active recruitment program อันนี้ก็ขอสละสิทธิ์ไปเช่นกัน เนื่องจากเดินทางไปลำบากมาก และสอบได้ฟิสิกส์กับเลขเต็มคือของข้อสอบ SAT (subject test) ของอเมริกาครับ เพียงแค่นั้นน้องปวินท์สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้น้องปวินท์กำลังรอมอบตัวและเป็นว่าที่นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯค่ะ และที่มากไปกว่านั้นคือ น้องปวินท์จะเป็นเด็กตาบอดคนแรกของประเทศไทยที่เรียนวิศวะ ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ประเทศไทยกำลังจะมีวิศวกรตาบอดคนแรกแล้ว!

พูดกันตรงๆ ว่าคณะวิศวะไม่เคยมีนักศึกษาตาบอดมาก่อน อาจารย์เองก็ไม่เคยสอนเด็กตาบอด เพื่อเตรียมห้องเรียนให้พร้อมต้อนรับน้องปวินท์ในเทอมหน้า อาจารย์โปรดปรานก็เลยชวนน้องปวิญท์มาเป็น live case study ของวิชา Assitive Technology ให้รุ่นพี่นิสิตกับน้องปวิญท์นั่งระดมไอเดีย ช่วยกันออกแบบวิชาเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด และสภาพแวดล้อมของคณะวิศวะให้เอื้อต่อการเรียนของนิสิตตาบอด

เรานั่งสังเกตการณ์มุมห้องแบบฮึกเหิม รู้สึกโชคดีที่ได้ฟังเรื่องราวของน้องตาบอดคนหนึ่งที่ชีวิตมีแต่คำว่า สู้ สู้ สู้ และก็สู้ ฟังแบบนี้แล้ว คนตาดีแบบเราจะ ถอย ได้ไง !

ส่วนใครอ่านแล้วอยากช่วยน้องตาบอดเรื่องการเรียน มาร่วมพิมพ์สื่อการเรียนให้นักศึกษาตาบอดได้ที่ www.theguide-light.com หรือ https://www.facebook.com/theguidelights

id old content:
279
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below