สถานการณ์ปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร

09 กุมภาพันธ์ 2559
ความมั่นคงทางอาหาร

ชุมชน

สถานการณ์ปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร

 

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าสารกำจัดแมลงเท่ากับ 34,672,000 กิโลกรัม ปริมาณนำเข้าสารกำจัดวัชพืชเท่ากับ 112,176,000 กิโลกรัม ปริมาณนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดเท่ากับ 164,383,000 กิโลกรัม จากการคำนวณค่าเฉลี่ยพบว่าคนไทย 64.1 ล้านคน มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากกว่า 2.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้มีกฎหมายควบคุมการใช้สารเคมีโดยการงดการนำเข้า/ขึ้นทะเบียนสารเคมีบางประเภทแล้ว แต่ยังคงเหลือตกค้างและใช้งานภายในประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก และสารกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดที่มีพิษร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น ซึ่งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ได้ยกเลิกการใช้หรือไม่รับขึ้นทะเบียน เนื่องจากมีข้อมูลความ ความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ แต่ประเทศไทยยังคงมีการนำเข้าอยู่ และปริมาณการนำเข้าในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น

การใช้สารเคมีในการเกษตร เริ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกษตรจากการเกษตรที่พึ่งพาตนเองและธรรมชาติ การผลิตเพื่อบริโภค เป็นการเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการค้า การผลิตที่เน้นปริมาณ แต่ขาดการคำนึงถึงคุณภาพและมีความเสี่ยงปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ เช่น สารปรุงแต่ง สารกันเสีย สารฟอกขาว ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มต้นและขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อประเทศเดินหน้าเข้าสู่การปฏิวัติเขียว ประมาณ พ.ศ. 2504 ด้วยบางนโยบายของรัฐ และการผลักดันของกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ จึงเกิดการปรับปรุงพันธ์ข้าวที่มีอยู่กว่า 22,000 สายพันธ์ุให้เหลือเพียงประมาณ 10 สายพันธ์ุที่เติบโตได้ดีในปุ๋ยเคมี ตอบสนองต่อยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืช นอกจากนี้ การขยายตัวของสังคมเมืองยังเปลี่ยนพื้นที่ที่เดิมเคยปลูกอาหาร/ผักสวนครัว กลายเป็นตึกสูงๆจำนวนมาก สังคมทุนนิยมทำให้อาหารเป็นสินค้า ระบบการผลิตอาหารที่มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการเชิงปริมาณของตลาดและมองผลประกอบการและผลกำไรเป็นหลัก ใช้สารเคมี ใช้พันธุกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มปริมาณของผลผลิต ซึ่งส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน นำ้ ป่าไม้ และยังส่งผลต่อร่างกายของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคอีกด้วย

http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=146

จากการทดสอบการปนเปื้อนของอาหารในตลาดของ Thai-PAN ที่ได้เก็บตัวอย่างผักผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคมากที่สุด 10 ชนิดประกอบไปด้วยคะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะพริกแดงกะเพรา กวางตุ้ง และผักบุ้งจีน โดยเก็บตัวอย่างผักจากโมเดิร์นเทรด ซึ่งประกอบไปด้วยห้างเทสโก บิ๊กซี แมคโคร และผักที่มีตราเครื่องหมาย Q รับรอง และจากตลาดสดจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ตลาดไท ปากคลองตลาด สี่มุมเมือง และตลาดบางใหญ่ ปรากฏว่าพบโดยภาพรวมมีผักที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน (ค่าเอ็มอาร์แอล) ของกระทรวงสาธารณสุขสูงถึง 25% จากการตรวจสอบพบว่า ผักที่พบการปนเปื้อนมากที่สุดคือกะเพรา พบว่าสารพิษเกินมาตรฐานถึง 62.5% ถั่วฝักยาวและคะน้าพบ 32.5% ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง และมะเขือเปราะพบตกค้าง 25% แตงกวาและพริกแดงพบค่อนข้างน้อยคือ 12.5% ส่วนผักกาดขาวปลี และกะหล่ำปลีไม่พบการตกค้างเลย

การบริโภคสินค้าเกษตรที่มีสารเคมี สร้างปัญหาสุขภาพทั้งโรคเฉียบพลัน เช่น อาหารคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่ามัว และโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์อัมพาต โรคผิวหนัง การพิการของเด็กแรกเกิดและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น สถิติเกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่บันทึกไว้ในสถิติเป็นเพียงตัวเลขขั้นต่ำของจำนวนผู้ป่วยจริงในแต่ละปี การเก็บข้อมูลส่วนใหญ่มาจากระบบฐานข้อมูลการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเพราะสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่ในความเป็นจริงมีผู้ป่วยที่ไม่เข้ารับการรักษาในระบบจำนวนมาก และความเชื่อมโยงของการป่วยและสารเคมีอาจไม่ชัดเจนในบางกรณี โดยเฉพาะในโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าจำนวนผู้ป่วยที่แท้จริงอาจอยู่ที่ 200,000 – 400,000 คนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับปริมาณการนำเข้าและใช้สารเคมีในประเทศ

​ประเด็นที่น่าสนใจ

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • การส่งต่อโดยผ่านพ่อค้าคนกลางหลายๆ ทอด ทำให้สินค้าเกษตรมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีเพิ่มมากขึ้นด้วย
  • แม้เกษตรกรจะรู้ผลเสีย แต่การเปลี่ยนการเพาะปลูกจากเคมีไปเป็นอินทรีย์นั้น จะทำให้สูญเสียผลผลิตไปถึง 80% จึงทำให้เกษตรกรหลายคนไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้หากรายได้ทิ้งช่วง จึงไม่กล้าปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก
  • วิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องเร่งรีบและเน้นสะดวกเป็นหลัก ทำให้คนมีเวลาใส่ใจในรายละเอียดกับการเลือกอาหารที่ดีน้อยลง
  • มาตรฐานการควบคุมสินค้าเกษตรไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้จริง และตรามาตรฐานบางอันก็ยอมรับการใช้สารเคมี
  • สินค้าอินทรีย์หลายๆ กลุ่มไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ เพราะแหล่งจำหน่ายต้องการมาตรฐานรับรองซึ่งมีราคาสูงกว่าที่เกษตรกรรายย่อยจะรับไหว
  • ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการผักผลไม้ที่หน้าตาสวยงาม แต่ผักผลไม้อินทรีย์ที่ปลูกตามธรรมชาติแบบไม่ใช้สารเคมีนั้น จะไม่สามารถกำหนดให้มีความสวยงาม มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากๆ ได้ทุกฤดูกาลเหมือนกับพืชผักที่เพาะปลูกด้วยเคมีทั่วไปในตลาด
  • ตลาดสีเขียวหรือตลาดอาหารปลอดภัยยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนของปริมาณตลาดทั้งหมด และส่วนมากเป็นรูปแบบของตลาดชั่วคราวหรือตามฤดูกาล

Case study ที่น่าสนใจ

Case study ที่น่าสนใจ

เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน 

“เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน” ทำหน้าที่เหมือนหน่วยงานที่วิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตอินทรีย์ต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงแบบไม่มีสารเคมี โดยใช้วิธีการขยายผลผ่านเครือข่ายของเกษตรกรพื้นบ้านในการกระจายปัจจัยการผลิตนี้สู่เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ต่างๆ สร้างการเข้าถึงที่สะดวกและอยู่ใกล้มือเกษตรกรมากกว่าปัจจัยการผลิตแบบเคมี เรียกว่า “ทำให้ปัจจัยการผลิตอินทรีย์เข้าถึงง่ายกว่าเคมี” นอกจากนี้ เครือข่ายยังผลักดันแนวคิดของ “เกษตรประณีต” ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรเคมีเปลี่ยนการเพาะปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์โดยเริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็ก การเริ่มที่แปลงเล็กจะช่วยทำให้เกษตรกรรู้สึกไม่เสี่ยง และเมื่อแปลงเล็กๆนั้นสำเร็จ เกษตรกรจะรู้สึกมีกำลังใจและค่อยๆขยายขนาดการเพาะปลูกให้ใหญ่ขึ้น

เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน

FB Fanpage - Grassroot Innovation Network

www.tseo.or.th/network/778


โครงการผักประสานใจ (Community Sharing Agriculture)

โครงการนี้สร้างช่องทางเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง เพราะเล็งเห็นว่าวิธีการที่จะนำมิติคุณภาพกลับสู่สานพานอาหารได้ คือการอุดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เครือข่ายเกษตรกรผักประสานใจจะส่งผักเป็นรายสัปดาห์ให้แก่ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย โดยสมาชิกจะต้องจ่ายเงินค่าผักล่วงหน้า 6เดือนหรือ 1 ปี เพื่อเป็นเงินลงทุนให้เกษตรกรปลูกผักอินทรียมาให้รับประทาน ซึ่งโครงการนี้ดำเนินการด้วยโมเดล CSA เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย (CSA เป็นที่นิยมมากในแถบยุโรป) เป็นการตัดพ่อค้าคนกลางออกจากสายพานอาหาร และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิตให้เป็นเหมือนหุ้นส่วนและญาติมิตร ซึ่งแบกรับความเสี่ยงซึ่งกันและกัน 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการผักประสานใจ consumersouth.org/paper/828


สวนผักคนเมือง (City Farming)

สวนผักคนเมืองเป็นโครงการที่พัฒนากระบวนการสร้างอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคในเมืองด้วยประยุกต์ใช้ประโยชน์จากความเป็นเมืองขนาดใหญ่ โครงการนี้สนับสนุนให้คนเมืองปลูกผักปลอดภัยเพื่อบริโภคเอง โดยเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในเมืองตามบ้านเรือนหรือชุมชนต่างๆ ให้กลายเป็นสวนผักทีมีความหลากหลายทางพันธุกรรม และตอบสนองกับพื้นที่ในเมืองซึ่งมีความหลากหลาย เช่น ดาดฟ้า ริมระเบียง สวนหลังบ้าน กระถางตามกำแพง เป็นต้น เป็นการรวมการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนเข้ากับการสร้างช่องทางอาหารที่ปลอดภัยอีกด้วย นอกจากนี้ เครือข่ายยังสร้างความร่วมมือกับภาครัฐในการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในเมืองให้กลายเป็นสวนผักเพื่อการบริโภคของชุมชนอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการสวนผักคนเมือง http://www.thaicityfarm.com/

กิจกรรม talk : Veggie in the city โดยคุณสุภา ใยเมือง ผู้ก่อตั้งโครงการสวนผักคนเมือง 


โครงการผูกปิ่นโตข้าว

กลุ่มอาสาสมัครที่เรียกตัวเองว่า “แม่สื่อ” ที่พา “เจ้าสาว” (คนเมือง) ให้มารู้จักกับ “เจ้าบ่าว” (ชาวนา) ด้วยความเชื่อที่ว่าข้าวจะสามารถผูกหัวใจของชาวนาและชาวเมืองให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ อาสากลุ่มนี้เล็งเห็นปัญหาว่าชาวนาตั้งตัวไม่ได้ เพราะใช้สารเคมีจนเป็นหนี้ และผู้บริโภคคนไทยเองก็ป่วยจากการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทางโครงการจึงได้สร้างเครือข่ายของเจ้าบ่าว-เจ้าสาวขึ้น เพื่อตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง รวมถึงสร้างเครือข่ายชาวนาอินทรีย์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้การทำนาอินทรีย์ และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง รวมถึงร่างมาตรฐาน PGS ผูกปิ่นโตข้าว เพื่อรับรองชาวนาอินทรีย์มือใหม่ที่ตั้งใจเลิกใช้เคมี (แต่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์จากรัฐ) ให้มีกำลังใจและมีกลุ่มลูกค้าที่แน่นอนอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการผูกปิ่นโตข้าว pookpintokao.com 

กิจกรรม talk : ผูกปิ่นโตข้าว : เมื่อ "แม่สื่อ" พาเจ้าบ่าวชาวนา ไปหาเจ้าสาวชาวกรุง โดยคุณปรารถนา จริยวิลาศกุล ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการผูกปิ่นโตข้าว

​Link และบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Link และบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และน่าสนใจ :

Hashtags: