knowledge

บทเรียนจาก To be continued : น้ำฝางเพื่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

6 มีนาคม 2016


เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2557 สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับมูลนิธิอโชก้าประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการ Active Citizen Plus in SWU ขึ้น หรือ ในชื่อที่เป็นที่รู้จักกันดีของนักศึกษา SWU’s Young Social Entrepreneur มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษามีความรู้และทักษะการประกอบการที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างยั่งยืน เติบโตเป็นพลเมืองสำคัญช่วยขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้ในอนาคต

ซึ่งระหว่างทำประชาสัมพันธ์โครงการมีทีมนักศึกษา มศว. ทั้งระดับปริญญาตรีและโท ให้การตอบรับอยู่พอสมควรจำนวน 14 โครงการ แต่มีจำนวนโครงการเหลือลงมือทำจริงจำนวน 3 โครงการ ซึ่ง 1 ใน 3 ทีม ที่ได้ลงมือทำจริงและจะขอแบ่งปันเรื่องราวในบทความนี้คือ ทีม To be continued

To be continued ริเริ่มและก่อตั้งโครงการโดย วี และ ฟ้า เพื่อนร่วมคณะเศรษฐศาตร์ ปี 3 มศว.ประสานมิตร ที่ก่อนหน้านั้นยังไม่รู้จักกันดี แต่ตอนนี้สนิทและซี้กันแล้ว เพราะด้วยปณิธานอันแรงกล้าและสอดคล้อง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ทั้งคู่ได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน เป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี โดยมีที่มาที่ไปจากการที่วีได้ลงพื้นที่ในชุมชนบ้านท่าช้าง อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ตอนเรียน แล้วพบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาด้านสุขภาพ บางรายมีอาการซึมเศร้า ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในชุมชน มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งปัญหาที่พบก็กระทบใจวีไม่ใช่น้อย จึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ให้ดีขึ้น พอฟ้าเองทราบเรื่องก็สนใจ ประกอบกับส่วนตัวก็สนใจเรื่องการพัฒนาธุรกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอวีมาชวนเข้าร่วมโครงการ ก็เลยตกลงปลงใจรวมตัวเป็นทีม To be continued ขึ้น และคาดหวังว่าจะทดลองทำธุรกิจร่วมกับชุมชนเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้สูงอายุให้จงได้!

ก่อนวีและฟ้าจะลงมือทำโครงการนั้น ก็เข้าร่วมกระบวนการที่โครงการได้วางไว้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มาทำความรู้จักกับโครงการ Active Citizen Plus in SWU เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และการสนับสนุนที่มีให้ เข้าร่วมอบรมเรียนรู้เครื่องมือทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม คุยกับโค้ชประจำทีมทุกเย็นวันพุธตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือน เพื่อพัฒนาไอเดีย วางเป้าหมายและแผนงาน นำเสนอโครงการแก่คณะกรรมการเพื่อรับคำแนะนำมาปรับให้โครงการคิดได้รอบด้าน และ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดำเนินการปรับแผนครั้งสุดท้ายและได้รับเงินทุนตั้งต้น มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุถึงจังหวัดเชียงรายก่อนลงมือทำจริง (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่น้องฟ้าเขียนเล่าไว้ได้ที่บทความ วัยเก่าที่ยังเก๋า : กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ กับ พิพิธภัณฑ์เล่นได้)

เกริ่นนำมาซะยาว ลองมาดูเลยกันดีกว่าว่าทีม To be continued พวกเขาทำอะไรและเกิดอะไรขึ้นบ้าง

จากที่ได้ลงพื้นที่ เลือกปัญหา เลือกชุมชนที่จะทำโครงการแล้ว ทางวีและฟ้ายังได้เลือกบุคคลสำคัญ (Key Person) คุณสุธี สุนทรชัย หรือหมออ้อย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าช้าง (คนกลางเสื้อสีม่วงในรูปด้านบน) เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อีกด้วย โดยนำความตั้งใจและไอเดียไปต่อยอดกับโอกาสที่มองเห็นในเรื่องของ น้ำสมุนไพรฝาง หรือ น้ำฝาง ที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่ายในพื้นที่ ซึ่งมีรสชาติดีตามธรรมชาติ สีสันสวย (แดง,ส้ม) ประกอบกับมีคุณสมบัติทางยา เช่น ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง บำรุงร่างกาย แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ ขับเสมหะ บรรเทาอาการหวัด เป็นต้น ซึ่งเหมาะเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพแก่ผู้สูงอายุมากๆ แต่โอกาสก็มาพร้อมกับอุปสรรค เพราะทางทีมพบปัญหาเรื่องการผลิต การเพิ่มมูลค่าและความต่อเนื่อง

วีและฟ้าจึงมองเห็นช่องว่างที่จะช่วยเติมเต็มให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยช่วยกันระบุความต้องการด้านอุปกรณ์กับคุณหมออ้อย จัดซื้อและจัดหามาให้เพื่อควบคุมและขยายการผลิตให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นทุนให้กับผู้สูงอายุในชุมชนได้มามีส่วนร่วมในการผลิตน้ำฝางร่วมกัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนย้ายออกจากบ้าน มาทำกิจกรรมที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าช้าง ได้ขยับแข้งขยับขา ได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน 

ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรฝางที่ผลิตขึ้น มีทั้งจัดจำหน่ายและแจกจ่ายฟรีเพื่อสนับสนุนกิจกรรมในชุมชน เช่น กิจกรรม Bike for Dad, ใช้ต้อนรับคณะดูงานของ อบต., ใช้เลี้ยงผู้สูงอายุที่มาเข้าร่วมกิจกรรมดูแลสุขภาพ, จำหน่ายเมื่อออกไปเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ และ ช่วยงานวัดยกช่อฟ้า เป็นต้น โดยรายได้จะนำมาส่งเสริมการทำกิจกรรมด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

การทำโครงการส่งผลให้ผู้สูงอายุได้ใกล้ชิดกับคุณหมอมากขึ้น ได้ความรู้ ตระหนักเรื่องสุขภาพ เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ทางโรงพยาบาลจัดมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มจำนวนสมาชิกจากเดิมที่มีผู้สูงอายุเพียง 10 กว่าท่าน เป็น 30 ท่าน และยังมาเข้าร่วมกิจกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ผู้สูงอายุได้รับเชิญให้ไปออกงานและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับชุมชนอื่นๆ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เรื่องสุขภาพให้กับคนในชุมชนต่อ นอกจากนี้แนวคิดเรื่องการผลิตน้ำฝางยังได้ถูกนำไปขยายผลต่อยังโรงเรียนในชุมชนอีกด้วย

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม

  • การริเริ่มโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมนั้น ต้องเลือกและเริ่มจากปัญหาใกล้ตัว และ เป็นปัญหาสังคมที่สนใจ
  • การทำโครงการฯ ไม่เพียงแค่การทำกิจกรรม แต่กิจกรรมต้องไปแก้ที่รากของปัญหาด้วย
  • การทำโครงการฯ ช่วยให้ค้นพบและดึงศักยภาพของผู้ทำออกมา เช่น การคิดอย่างเป็นระบบ การสร้างความร่วมมือ เป็นต้น
  • การทำโครงการฯ ควรมองหาและร่วมทำงานกับผู้นำชุมชนที่ดี
  • การทำงานกับชุมชนต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนในชุมชนเกิดความไว้วางใจ เปิดใจ ก่อให้เกิดความมีส่วนร่วม
  • ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนได้ 100% ดังนั้น ให้ปรับไปตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่บอกว่าทำไม่ได้
  • การมีทีมที่ดีเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากมีปัญหาก็จะช่วยกันประคับประคอง ช่วยเหลือให้โครงการบรรลุผลสำเร็จร่วมกันได้
  • กาทำโครงการฯ ควรบริหารจัดการเวลาให้ดี เนื่องจากยังมีภารกิจหน้าที่อื่น ที่จะต้องรับผิดชอบด้วย
  • การทำโครงการฯ ช่วยฝึกให้ปรับตัวกับสิ่งที่ไม่เคยรู้และไม่เคยทำมาก่อน
  • การทำโครงการฯ ช่วยให้เข้าใจความต่างระหว่างบุคคลของคนในทีม แบ่งงานและหมอบหมายสิ่งที่แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน
  • มีมุมมองต่อการทำเพื่อสังคมเปลี่ยนไป โดยจากเดิมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ไกลตัว ซึ่งไม่ใช่เลย การช่วยแก้ไขปัญหาสังคมเริ่มได้เลย เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว

id old content:
337
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below