knowledge

จ่า-เจี๊ยบ รวมพลังเป็นกระบอกเสียงออนไลน์…We are watching you!

20 มีนาคม 2016


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องข่าวสะเทือนขวัญและเป็นกระแสในสังคม เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถเบนซ์พุ่งชนฟอร์ด ที่จังหวัดอยุธยา ทำให้มีนักศึกษาปริญญาโทหมดสติ หนีออกมาไม่ทัน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 คน หลายฝ่ายได้ออกมาพูดถึงอุบัติเหตุในครั้งนี้

ซึ่งเป็นที่สงสัยของคนมากมายในโลกโซเชียลว่า…แบบนี้ก็ได้หรอ ?

เริ่มตั้งแต่ พ่อของคนขับรถเบนซ์ ออกมาพูดเปิดใจแทนลูกชายอายุ 37 ปี ว่าลูกตนยังเป็นวัยรุ่น และคึกคะนอง

และเมื่อประชาชนตั้งคำถามว่า เมาแล้วขับหรือไม่

ตำรวจก็ออกมาแถลงว่า ดมแล้วไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ และคนขับเบนซ์ก็ปฏิเสธไม่ยอมให้ตรวจเลือด เพื่อทดสอบสารเสพติด และแอลกอฮอล์ พยาบาลบอกว่า เพราะ “กลัวเข็มฉีดยา”

ในขณะที่ข้อกฏหมาย กำหนดว่า “การปฎิเสธการตรวจค่าแอลกอฮอล์ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 142 บัญญัติชัดเจนอยู่แล้วว่า ถ้าผู้ขับขี่ปฎิเสธไม่ยอมให้พิสูจน์ กฎหมายก็ให้ถือว่าผู้ขับขี่ มีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกฎหมายกำหนด จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000- 20,000 บาท”

จึงเป็นที่สงสัยอีกว่า หน้าที่ดมกลิ่น เป็นของสุนัขตำรวจไม่ใช่รึ แล้วจมูกตำรวจ มีหน้าที่สแกนแอลกอฮอล์ในเบื้องต้นนี่แม่นยำแค่ไหนกัน? จะมีผลกับรูปคดีหรือไม่? ถึงแม้นักข่าวอย่างคุณกนก พยายามจะสอบถาม แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

และเมื่อตรวจกล้องวงจรปิดย้อนหลังก็พบอีกว่า แหกด่านชนไม้กั้นทางด่วน

ตำรวจกล่าวว่า บนทางด่วนมีตำรวจอยู่จริง แต่ต้องให้ กทพ. แจ้งมาในแต่ละกรณี ซึ่งกรณีนี้เจ้าหน้าที่แจ้งไม่ทัน เพราะผ่านช่องอัตโนมัติ เมื่อ กทพ. ไม่ได้แจ้งมา ตำรวจจึงไม่ทราบเรื่อง

และ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยออกมาบอกว่า ไม้กั้นไม่พังไม่เป็นไร เดี๋ยวส่งบิลไปเก็บค่าทางด่วนย้อนหลัง 50 บาท ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อมาว่า ไม่ผิดจริงอ่ะ! กทพ. ออกมา แถ-ลง จนต้องปิดเพจหนีไป

ในวังวนของเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงของความ non-sense นี้ เราไม่อาจตัดสินชี้ขาดได้ว่า ใครผิดมากน้อยแค่ไหน แต่ว่ามีสิ่งนึงที่เราต่างก็ตั้งคำถามคือ

นี่เราอยู่ในประเทศแบบไหนกัน ทำไมเหตุเหล่านี้ถึงได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

แล้วเราสามารถทำอะไรได้บ้างกับ เรื่องแบบนี้ เบื่อกันมั้ย ?


ซึ่งระหว่างที่เราติดตามข่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ได้เจอมุมมองของคู่รักบนโลกออนไลน์ อย่าง จ่าพิชิต Drama-Addict และ อีเจี๊ยบเลียบด่วน ที่เกาะติดข่าวนี้ และคอยรายงานข้อเท็จจริง จี้ให้สื่อ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง พร้อมกับกระทุ้งเบาๆ ว่า… We are watching you !!

จ่าพิชิตนั้น ทุกคนที่ติดตามเพจคงรู้ดีว่า นอกเหนือจากดราม่าต่างๆ ที่เป็นกระแสสังคมแบบกรณีเบนซ์ชนฟอร์ดแล้ว จ่าก็ยังแชร์เรื่องราวความรู้ทางการแพทย์ พร้อมคำเตือนต่างๆ ให้ลูกเพจได้อ่านอยู่บ่อยๆ ซึ่งมีประโยชน์กับสังคมมากๆ

จ่าพิชิตได้ตั้งคำถามว่า เราอยู่ในประเทศแบบไหนกัน ถ้าใครสักคน ทำหน้าที่ตัวเอง หรือรับผิดชอบในหน้าที่แล้วล่ะก็ บางสิ่งบางอย่างที่เลวร้าย หรือปัญหาอาจจะไม่เกิดขึ้น ก็ได้นะจริงไหม

ส่วนอีเจี๊ยบนั้น ถึงแม้ โลกจะตราหน้าว่า เป็นกาลกิณี นอกเหนือจากความเอ็นเตอร์เทนที่มอบให้ปวงชน แหย่และด่าเล่นแก้เซ็งแล้ว ความเห็นในกรณีนี้ ของอีเจี๊ยบ ก็นับว่าสะกิดต่อมให้คนได้ฉุกคิด และนำพาเราไปเห็นอีกแง่มุมของอีเจี๊ยบ เลียบด่วน ที่อาจจะซ่อนอยู่ลึกมาก (มากจริงๆ)

อีเจี๊ยบกำลังบอกว่า เราทุกคน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ !!

ชักเริ่มอยากจะรู้จัก สองคนนี้ ในมุมมองของ Changemaker แล้วมั้ยล่ะ

ไม่รอช้า เราจึงส่งคำถามหลังไมค์ไปขอสัมภาษณ์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ (เรียกให้หรูไปงั้น!) ถามจ่าพิชิต และอีเจี๊ยบ เลียบด่วน เกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม ว่าคิดเห็นอย่างไรกัน


SOC : คิดว่าคนทั่วๆ ไปอย่างเรา เวลาเจอดราม่า เจอปัญหาในสังคม จ่า/เจี๊ยบว่า เราสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ยังไงบ้าง

จ่าพิชิต : มีปากมีเสียง เห็นเรื่องอะไรที่ไม่ถูกต้อง ต้องกล้าที่จะเอาออกมาพูด หรือเอามานำเสนอต่อสังคม สื่อ โซเชียล ไม่เอาแต่ซุกไว้ใต้พรมเหมือนหลายๆ ประเด็นในสังคมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หากไม่มีการพูดความจริงซึ่งเป็นขั้นตอนแรก
ก็จะไม่นำไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือการเปลี่ยนแปลง

ที่สำคัญคือคนไทยต้องตระหนักว่าเสียงตัวเองมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้
คนเดียวอาจไม่ได้ ก็รวมตัวกัน แล้วสื่อ โซเชียล จะเป็นโทรโข่งช่วยขยายเสียงนั้นให้เอง

อีเจี๊ยบ :
……………………………….(เงียบ)……………………………………………..


SOC : คิดว่า ตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นป่ะ ยังไงบ้าง แล้วนิยามคำว่า changemaker ในมุมมองของ จ่า/เจี๊ยบ เป็นไง

จ่าพิชิต : จริงๆ คนที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นหรือเลวลง ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนในสังคมนั้น ส่วนสื่อ หรือโซเชียล
ก็จะช่วยขยายเจตจำนงของสังคมให้ดังขึ้น ไม่อยากให้มองว่า ต้องเป็นนักข่าวคนนั้น ต้องเป็นเพจนี้ ถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างที่ผ่านมา เวลาคนมีอะไรเดือดร้อนก็จะบอกว่า แชร์ไปให้ถึงสรยุทธ คิดว่าต้องสรยุทธเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้
ทุกวันนี้สรยุทธไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่แล้ว แต่ฟันเฟืองอื่นๆ ในสังคมก็พร้อมช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ให้เป็นที่จับตาของสังคม

ก็อย่างที่ผมย้ำตอนแรก อย่ายึดติดกับตัวบุคคล แต่จงคิดว่าเสียงของประชาชนนั้นมีพลังอยู่ในตัวอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะใช้มันเพื่อสังคมหรือไม่เท่านั้น

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า
วันนึงคนๆ นั้นต้องหายไป
อย่ายึดติดกับคน
ทำให้มันเป็นความคิดฝังหัวไปเลย
ว่าเสียงคุณแม่งเปลี่ยนแปลงสังคมได้

อีเจี๊ยบ : ……………………………….(สงัด )…………………………………………………..

SOC : หลายคนมักคิดว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง เพราะไอ่เรามันก็คนธรรมดา การแก้ไขปัญหาสังคม มันเป็นหน้าที่ใครสักคนที่มีอำนาจป่ะ เช่น สรยุทธมีอำนาจสื่อในมือ จับคนร้ายต้องหน้าที่ตำรวจ พัฒนาประเทศมันหน้าที่รัฐบาลมะ

จ่าพิชิต : ใช่ เราคิดว่าอำนาจอยู่ในมือคนนั้นคนนี้
โดยลืมไปว่า อำนาจมันอยู่ในมือตัวเองแต่ต้นแล้ว
ยิ่งในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คทุกวันนี้
อำนาจที่ว่าเยอะขึ้นมาก

/ไมค์จ่อปาก

อีเจี๊ยบ :………………………………(เงียบบบบ)……………………………………………

ค่ะ….คือ จ่าพิชิตตอบหล่อมาก และอย่างที่รู้กันว่า ข้อความหลังไมค์อีเจี๊ยบอาจจะเยอะมาก อันนี้เราเข้าใจ และ อาจจะต้องขอดูนมลูกเพจก่อนตอบ

ดังนั้น เอาไว้ถ้ามีโอกาสจะเอาคำตอบจากอีเจี๊ยบ มาเติมคำในช่องว่างให้นะคะ 5555555555

(เก๊าแซวเล่น เพราะรักน๊าาาา…….)

ปล. เพิ่งรู้จากจ่าว่า อีเจี๊ยบไม่สบาย…นอนซม เลยไม่ได้ตอบ แหมะ สมกับเป็นแฟนกันจริงๆ ขอให้หายไวๆ นะคะ

เราขอชื่นชมมุมมองและการรายงานข่าวสาร ของจ่าพิชิต และอีเจี๊ยบ ในฐานะสื่อมากๆ ค่ะ

บทสรุป

ไม่ว่าปัญหาสังคม หรือดราม่าที่เกิดขึ้น จะซับซ้อนยังไงก็ตาม เราเห็นด้วยกับจ่าพิชิตที่บอกว่า ทุกวันนี้ในยุคที่ทุกคนมีสื่อในมือ และสามารถเป็นกระบอกเสียงในสังคมได้ เราไม่จำเป็นต้องรอฮีโร่ หรือใครก็ตามที่มีอำนาจ เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หลายๆ เสียง หลายๆ ตา ร่วมกันพูด ร่วมกันจับตามอง เราก็สามารถช่วยป้องกัน หรือทำให้หลายๆ อย่าง เข้าที่เข้าทางได้ไม่มากก็น้อย…

สำหรับมุมองของอีเจี๊ยบเองที่ว่า ไม่ว่าใครจะอยู่ส่วนไหนของสถานการณ์ที่เป็นปัญหา จะตำรวจ นักข่าว หมอ พยาบาล เริ่มต้นจากการทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างซื่อสัตย์สุจริต ใครที่มีอำนาจก็ใช้อำนาจให้ถูกต้อง ถึงแม้สังคมมองไม่เห็น หรือตามไม่ทัน อย่างน้อยละอายใจตัวเองบ้างก็ดี ถ้าเราเป็นผู้เดือดร้อนเสียหาย ถ้าเราไม่ใช่คนบ้านรวย ขับรถหรู มีพ่อแม่เป็นคนธรรมดา เดินดินกินข้าวเซเว่น เราคงอยากจะได้รับความยุติธรรมเหมือนกัน หรือถ้ามองการณ์ไกลหน่อย พ่อแม่ที่เลี้ยงลูก เรามองเห็นแล้วว่า สังคมทุกวันนี้เป็นยังไง เราไม่ได้เลี้ยงลูกเพื่อให้เติบโต และมีชีวิตอยู่รอดเพื่อตัวเองเท่านั้น เราควรจะเลี้ยงให้เขามองเห็นความเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆ ของสังคมด้วย

สำคัญที่สุด คือ เอาใจเขามาใส่ใจเราเนอะ ไม่ใช่ด่ากราด อคติ ไปซะหมด ถึงจะมีสื่ออยู่ในมือ เราก็เห็นกันบ่อยๆ ว่า หลายต่อหลายครั้ง เรื่องราวบนโลกออนไลน์ ก็มี ‘คดีพลิก’ ให้เงิบกันได้เสมอ

พลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือ ‘ทุกคน’ ทำในแบบของเราเน้อ 😉 

id old content:
370
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below