knowledge

[TDRI conference] – ปรับบทบาทรัฐไทย ให้ประชาชนได้บริการที่ดี ทางออกที่ 2

3 เมษายน 2016


ปรับบทบาทรัฐไทย…ให้ประชาชนได้บริการที่ดีขึ้น ทำได้อย่างไรและเริ่มตรงไหน?

สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI จัดสัมมนาวิชาการประจำปี เพื่อสรุปผลการศึกษาตลอดทั้งปีของสถาบัน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างความเข้าใจ กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมบนพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาในอนาคต ซึ่งในปีนี้ จัดงานในหัวข้อ “ปรับบทบาทรัฐไทยให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี”

การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หลากหลาย และรุนแรงขึ้นของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐที่จะรวมศูนย์อำนาจ และกำหนดนโยบาย/กฏระเบียบต่างๆ จากส่วนกลาง และคิดว่าจะใช้ได้กับประชาชนทั่วประเทศแบบ One-size-fit-all อย่างที่เป็นอยู่ แต่ต้องปรับบทบาทใน 4 ทิศทางด้วยกัน ประกอบด้วย

  1. ให้ท้องถิ่นตัดสินใจ : เลือกสิ่งที่เหมาะกับท้องถิ่นตนเอง
  2. ให้ธุรกิจมีส่วนร่วม : นำทรัพยากรและความคิดสร้างสรรค์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรี
  3. ให้สังคมช่วยลงทุน : คนไทยบริจาคเงินกันปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น
  4. รัฐปรับบทบาทตนเอง : จากการเป็นผู้เล่นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ มาเป็นผู้สนับสนุน ควบคุมมาตรฐาน และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีอย่างแท้จริง

ทางออกที่ 2 ให้ธุรกิจมีส่วนร่วม

ปัจจุบันเราพบว่าเอกชนค่อนข้างถูกจำกัด เพราะติดกฏระเบียบของรัฐ เช่น ด้านการศึกษา โรงเรียนเอกชน/โรงเรียนทางเลือก ที่มีการเรียนการสอนแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป เช่น โรงเรียนปัญโญทัย โรงเรียนปิติศึกษา ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนเพลินพัฒนา ที่เน้นให้โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ พัฒนาให้ผู้เรียนบรรลุศักยภาพของตน มีทักษะชีวิตและการทำงาน แต่โรงเรียนเหล่านี้กลับมีอยู่ไม่มาก เนื่องจากภาครัฐให้การสนับสนุนไม่เท่าเทียมกับโรงเรียนของรัฐและมีการควบคุมค่าเทอมด้วย ทำให้รายได้ของโรงเรียนเอกชนน้อยกว่าโรงเรียนสังกัด สพฐ. ถึง 2.5 เท่า ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนให้บุคลากรหรือดึงดูดครูที่มีความสามารถไว้ได้ เมื่อเทียบเงินเดือนของครูช่วงเกษียณอายุก็พบว่า ครูโรงเรียนรัฐมีเงินเดือนสูงกว่าครูโรงเรียนเอกชนถึง 70% ดังนั้นถ้ารัฐต้องการให้การศึกษามีความเท่าเทียมกันทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน รัฐจึงควรสนับสนุนโรงเรียนในรูปแบบของเงินอุดหนุนให้เท่าเทียมกันด้วย

ปัญหาดังกล่าวพบในการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ประถม มัธยมศึกษาสายสามัญและอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลิตทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทย แต่ปัจจุบันจำนวนโรงเรียนอาชีวศึกษากลับลดลงอย่างมาก ในปี 2556 มีสัดส่วนนักเรียนอาชีวศึกษาเพียง 1 ใน 3 เทียบกับสายสามัญและยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายคนมองว่าเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่เด็กตีกันทำให้คนไม่อยากเข้าเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันโรงเรียนอาชีวศึกษาไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมได้ พอจบมาต้องสอนงานใหม่ทั้งหมดอยู่ดี ซึ่งทางออกของปัญหาดังกล่าวคือการร่วมมือกันของโรงเรียนอาชีวศึกษาและสถานประกอบการ ในการพัฒนาหลักสูตรการร่วมกัน มีการฝึกงาน ให้เรียนรู้จากปัญหาจริง บูรณาการภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ จบมาแล้วทำงานได้จริง ยกตัวอย่างเช่น โครงการทวิภาคีของวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ จ.อุดรธานี และวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ อย่างที้ประเทศเดนมาร์ค โรงเรียนอาชีวะทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเกือบ 100% แต่ในประเทศไทยทำได้เพียง 10% เท่านั้น เนื่องจากยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ตั้งแต่การจับคู่สถานศึกษาและสถานประกอบการที่มีความพร้อมตรงกัน กลไกการคัดเลือก เตรียมตัวนักศึกษา การประกันคุณภาพ กำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานแรงงาน จูงใจนักศึกษาและสถานประกอบการด้วยเงินอุดหนุน ไม่ปล่อยให้ต้นทุนเป็นภาระของเอกชนทั้งหมด

นอกจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศแล้ว ภาคเอกชนยังมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาประเทศ โดยการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ให้ประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่น สถาบัน ITRI ประเทศไต้หวัน ที่ทำงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนจนพัฒนาไต้หวันให้เป็นประเทศผู้นำเทคโนโลยี และมีรายได้สูงได้ ซึ่งไต้หวันใช้งบวิจัยและพัฒนาเพียง 3% ของ GDP แต่เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้ว เราใช้งบวิจัยและพัฒนาเพียง 0.48% เท่านั้น และเรามุ่งวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมหรือสินค้าใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า “ขึ้นห้าง” น้อยกว่าประเทศอื่นมาก โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้สูงอย่างจีน ญี่ปุ่นและไต้หวัน

ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จที่นำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ทางการค้าที่ศูนย์ BIOTEC ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ “สารชีวบำบัด” ที่ใช้ขจัดคราบน้ำมันโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท KEEEN โดยร่วมทุนกันคนละครึ่ง โดยศูนย์วิจัยลงทุนแบบ in-kind คือนักวิจัย และเครื่องมือต่างๆ จนสามารถผลิตและจำหน่ายสารได้ถึง 18 สูตรและได้รับการยอมรับจากรางวัลมากมาย 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มีโจทย์จากเกษตรกรว่าต้องการสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ตลอดปี จึงได้ร่วมกับบริษัท EPG ที่มีศูนย์วิจัยและพัฒนาของตัวเอง และยังเป็นผู้นำการผลิตและจำหน่ายพลาสติกและยาง ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับทำผนังและฝ้าของโรงเลี้ยงหมูที่สามารถควบคุมอุณหภูมิและลดปริมาณเชื้อราได้ ซึ่งจากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าเกษตรกร มหาวิทยาลัยและบริษัทได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด ดังนั้นภาครัฐจึงควรใช้งบวิจัยและพัฒนาของประเทศให้ตอบโจทย์ภาคเอกชน และตอบสนองความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนวิจัยและพัฒนา เพื่อให้งบวิจัยและพัฒนาของประเทศเพิ่มขึ้น และสามารถสร้างนวัตกรรม และสินค้าที่ขายได้จริง เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งปัจจุบันสถาบันวิจัยในประเทศไทยได้รับงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐเกือบ 100% ทำให้ไม่มีแรงจูงใจไปดึงดูดภาคเอกชนเข้ามาร่วมคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน

หัวใจสำคัญที่ทำให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม คือ ต้องสร้างความเสมอภาคในการแข่งขันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเอกชนควรมีบทบาทในการตั้งโจทย์ กำหนดมาตรฐาน เช่น ทักษะแรงงาน และกำหนดทิศทางในการสนับสนุนของภาครัฐ เนื่องจากเอกชนเข้าใจความต้องการของตลาดและผู้บริโภคได้ดีกว่า

คุณสมหะทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมจากภาคธุรกิจว่า “จริงๆ แล้วรัฐเป็น Facilitator ไม่ใช่ Investor แต่จะให้เอกชนลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นคงยาก รัฐต้องนำก่อน แต่เมื่อรัฐนำแล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งรัฐต้องถอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Infrastructure หรือ Utilities พื้นฐาน”

“ทุกวันนี้ระเบียบรัฐเองก็เป็นปัญหา เช่น ในกรณีของโครงการใหญ่ๆ อย่างเรื่องผังเมืองหรือ EIA ที่ขั้นตอนการพิจารณาและการอนุมัติมันช้า/ไม่ทันการ ยิ่งเอกชนต้องทำตาม S Curve ที่มีเงื่อนไขเวลาเข้ามา แต่รัฐไม่เคยทำตามกฏเกณฑ์เหล่านี้ ข้าราชการ หัวหน้า การเมืองต้องช่วยกัน เพราะเอกชนต้องการจะขับเคลื่อนประเทศ ไม่อย่างนั้นเราก็จะอยู่อันดับที่โหล่ๆ ของ AEC”

“จะให้ประเทศเราอยู่อย่างยั่งยืน เราต้อง shift จากการผลิตไปสู่นวัตกรรม R&D ดูจากตัวอย่างทั่วโลก รัฐเป็นผู้เริ่มสร้าง R&D เสมอ รัฐจะต้องมี Venture Capital และ Mobility Talent แต่วันนี้เรามีเรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง รัฐทำอะไรได้บ้าง เช่น นักวิจัยจากภาครัฐไปช่วยเอกชน ทำยังไงให้ฝ่ายผลิตและฝ่ายวิจัยมาอยู่ใกล้กัน มาเจอกัน คุยกันจนเกิดเป็นความคิดใหม่ๆ และความคิดเหล่านั้นจะนำไปสู่ Commercialize ลงไปที่การผลิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

“ปัจจุบันโรงงานในอมตะนคร 1,200 โรงงาน 80% เป็นของต่างชาติกว่า 30 เชื้อชาติ และ 60% เป็นญี่ปุ่น แต่นำงานวิจัยและพัฒนาหรืองาน Product Development เข้ามาในไทยยังไม่ถึง 5% เพราะเราขาดคน ขาดนักวิทยาศาสตร์ ขาด incentive ขาดทุนวิจัย (Grant) สิ่งเหล่านี้ถ้าเราจัดขึ้นมาร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและการคลัง จะเป็นต้นแบบให้กับนิคมอุตสาหกรรมทั้งหลาย เป็นโมเดลในอนาคตข้างหน้าที่จะทำให้ประเทศไทยจะได้หลุดจากเป็นประเทศรายได้ปานกลางสักที”


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามดูบันทึกวีดีโองานย้อนหลังได้ที่นี่

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below