knowledge

[TDRI Conference] – ปรับบทบาทรัฐไทยให้ประชาชนได้บริการที่ดี ทางออกที่ 3

5 เมษายน 2016


ปรับบทบาทรัฐไทย…ให้ประชาชนได้บริการที่ดีขึ้น ทำได้อย่างไรและเริ่มตรงไหน?

สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI จัดสัมมนาวิชาการประจำปี เพื่อสรุปผลการศึกษาตลอดทั้งปีของสถาบัน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างความเข้าใจ กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมบนพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาในอนาคต ซึ่งในปีนี้ จัดงานในหัวข้อ “ปรับบทบาทรัฐไทยให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี”

การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หลากหลาย และรุนแรงขึ้นของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐที่จะรวมศูนย์อำนาจ และกำหนดนโยบาย/กฏระเบียบต่างๆ จากส่วนกลาง และคิดว่าจะใช้ได้กับประชาชนทั่วประเทศแบบ One-size-fit-all อย่างที่เป็นอยู่ แต่ต้องปรับบทบาทใน 4 ทิศทางด้วยกัน ประกอบด้วย

  1. ให้ท้องถิ่นตัดสินใจ : เลือกสิ่งที่เหมาะกับท้องถิ่นตนเอง
  2. ให้ธุรกิจมีส่วนร่วม : นำทรัพยากรและความคิดสร้างสรรค์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรี
  3. ให้สังคมช่วยลงทุน : คนไทยบริจาคเงินกันปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น
  4. รัฐปรับบทบาทตนเอง : จากการเป็นผู้เล่นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ มาเป็นผู้สนับสนุน ควบคุมมาตรฐาน และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีอย่างแท้จริง

ทางออกที่ 3 ให้สังคมช่วยลงทุน


ทุกคนคงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “คนไทยใจดี ชอบทำบุญ ชอบบริจาคเงิน/สิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น” ซึ่งพิสูจน์ได้จากยอดเงินบริจาคในแต่ละปีที่สูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาทและเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ยังไม่รวมตัวเลขจากองค์กรธุรกิจที่จัดกิจกรรม CSR อีกมหาศาล ซึ่งคงไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทเช่นกัน ยอดเงินดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพในการลงทุนเพื่อสังคมสูงมาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ที่ไหน อย่างไรและเงินจำนวนมากขนาดนี้ในแต่ละปีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง/แก้ไขปัญหาให้สังคมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ที่พบทั้งในรูปแบบการบริจาคเงินผ่านมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรสาธารณกุศลที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ และกิจกรรม CSR ของบริษัทจดทะเบียนล้วนมุ่งแก้ปัญหาการศึกษามากกว่าการช่วยเหลือในประเด็นอื่นๆ ทำให้การช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอีกหลายๆ กลุ่ม เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อ HIV ฯลฯ มากเท่าไหร่นัก อีกทั้งภาครัฐยังส่งเสริมให้การบริจาคเงินผ่านโรงเรียนสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่าอีกด้วย จึงทำให้การช่วยเหลือส่วนใหญ่ติดอยู่กับรูปแบบการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน โดยเชื่อว่าทุนการศึกษาจะแก้ปัญหาเด็กๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ เพราะไม่มีทุนทรัพย์ แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันปัญหาการเข้าถึงการศึกษาไทยไม่ได้รุนแรงเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาและเด็กออกจากโรงเรียนกลางคัน สูงถึง 6.1% แสดงว่าเงิน 70,000 ล้านบาทที่ถูกใช้ไปทุกปี ยังไม่สามารถทำให้สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการศึกษาไทยดีขึ้นอย่างเป็นระบบได้เท่าที่ควร

นอกจากปัญหาการศึกษาแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ที่ซับซ้อนอีกมากมาย เช่น ปัญหาผู้ต้องขังกว่า 20% ที่กลับไปติดคุกซ้ำ เพราะไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ เช่น หางานทำไม่ได้ หรือปรับตัวไม่ได้ เป็นต้น อีกทั้งยังมีปัญหาสวัสดิภาพของผู้พิการที่ไม่ได้ต้องการเพียงรถเข็นหรือสิ่งที่อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องการอาชีพที่สร้างรายได้ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้จริงๆ ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะมี พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่ระบุไว้ว่าสถานประกอบการและหน่วยงานรัฐต้องจ้างงานผู้พิการในอัตราส่วน 1:100 คน แต่ในความเป็นจริงจำนวนผู้พิการที่ว่างงานยังมีอยู่ถึงเกือบ 60% จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ยกตัวอย่างเช่น บริษัท กล่องดินสอ กิจการเพื่อสังคมที่ฝึกอาชีพให้ผู้พิการทางการได้ยินให้มีทักษะด้าน Graphic Design และหางานให้ทำ 

นอกจากนี้ปัญหาอื่นๆ อย่างเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ก็ยิ่งตอกย้ำว่าว่าเงินบริจาคหลายหมื่นล้านต่อปี ไม่สามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาสังคมที่มีอยู่ได้ ซึ่งผู้บริจาคต้องเลือกให้เงินกับองค์กรที่ทำงานแก้ปัญหาจริงๆ และให้ความสำคัญกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้น หรือตราสารทั่วไปที่ผู้ลงทุนจะคอยติดตามผลเป็นระยะเพื่อดูผลกำไร การลงทุนเพื่อสังคมก็เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่ต้องคอยติดตามว่าเงินที่เราให้ไปสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่

การลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment) จึงเป็นทางออกหนึ่งที่สังคมสามารถร่วมกันลงทุนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริจาคผ่านมูลนิธิต่างๆ รูปแบบการจัดกิจกรรม CSR ของบริษัทเอกชน หรือในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ ไม่พึ่งพาเงินบริจาค และนำกำไรมาลงทุนซ้ำ (reinvest) เพื่อขยายผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ทำให้มีกิจการมีผลตอบแทนทั้งด้านการเงิน สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่สนับสนุนระบบนิเวศการลงทุนเพื่อสังคมและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงให้ทุกคน ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาสังคมไปด้วยกัน

สรุปข้อเสนอแนะที่ทำให้สัมคมสามารถช่วยลงทุนและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง คือ ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากเป็นผู้ลงมาส่งเสริม/แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง มาเป็นผู้สนับสนุนองค์กรที่ทำงานแก้ไขปัญหาหรือสร้างพื้นที่ให้แต่ละองค์กรมารู้จักและทำงานร่วมกัน ส่วนภาคสังคมต้องสร้างความเชื่อมโยงจากแต่ละองค์กรที่ทำงานแก้ไขปัญหาในประเด็นเดียวกัน มาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยาก ซับซ้อนขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจัดทำเป็นฐานข้อมูลที่บอกว่าแต่ละองค์กรกำลังทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมใดอยู่บ้าง เพื่อให้คนที่มีไอเดียอยากลงมาแก้ปัญหา ไม่ว่าจะลงเงิน หรือทำโครงการจะได้เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด และมีความเข้าใจในสภาพปัญหาที่เป็นอยู่อย่างแท้จริง

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อสังคมในประเทศไทยว่า “เราเรียนรู้กันมาแล้วว่า ถ้าเราเอาชีวิตของเราฝากไว้ในมือคนอื่น หรือในกลไกของรัฐเท่านั้น มันไม่เพียงพอ ไม่ว่าการบริหารประเทศจะเปลี่ยนไปมากี่รอบ สภาพปัญหาของประเทศก็ยังคงอยู่ หลายๆ เรื่องยังรุนแรงมากขึ้นอีก เราจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีจากที่เราเป็นผู้ลงทุนทางสังคมด้วยการทำบุญ ได้ช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลแล้วสบายใจ หรือแม้แต่ CSR ของธุรกิจที่สร้างความไว้วางใจหรือภาพพจน์ที่ดีให้องค์กร มันก็ยังไม่เพียงพอ เราต้องเป็นนักลงทุนที่หวังผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงๆ ทำให้เด็กได้เรียนหนังสือ ทำให้การศึกษามีคุณภาพมากขึ้น ทำให้คนพิการมีโอกาสใช้ศักยภาพได้จริงๆ”

“เราต้องเริ่มต้นเปลี่ยนความคิดของเราเอง ประการแรกคือประเทศเป็นของเรา เราเป็นเจ้าของ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน ประการที่สองเปลี่ยนเป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังผลกำไร ลงทุนแล้วมากกว่าแค่ได้บุญแต่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจริงๆ สร้างสังคมที่ดีกับลูกหลานของเราให้ได้”

“ลองนึกถึง 2 scenario ทางเลือกที่หนึ่งถ้าเราทำทุกอย่างเหมือนเดิม ที่มีคนจำนวนหนึ่งคิดว่าธุระมันไม่ใช่ของเรา คิดว่าจะมีคนเข้ามาแก้ไขปัญหาสังคมให้ เราก็แค่ใช้ชีวิตของเราไปวันๆ เราเป็นคนใจดีบริจาคเงินเพื่อความสบายใจเหมือนเดิม หรือภาคธุรกิจทำ CSR แบบหวังผลน้อยๆ อย่างในปัจจุบัน เหมือนที่เราทำมาแล้วหลายปีและยังทำอยู่ ลองคิดดูว่าอีก 10-20 ปี ข้างหน้า สังคมเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราดูแนวโน้มของปัญหาที่มีมา ดูเหมือนว่าหลายๆ เรื่องดูแย่ลงและจะแย่ลงไปอีก อาจไปถึงจุดที่สังคมล่มสลายก็เป็นได้ ชีวิตของเด็กๆ จะเป็นอย่างไร สภาพแวดล้อม ป่าเขาจะหายไปมากกว่านี้อีกไหม ความเหลื่อมล้ำ/ความแตกแยกที่มีอยู่ในสังคมจะปั่นป่วนหนักขึ้นกว่านี้อีกแค่ไหน นี่ก็เป็น scenario ด้านหนึ่งถ้าเราเลือกที่จะทำเหมือนเดิม อยู่เฉยๆ หลายคนคงไม่อยากจะเห็นหรือไม่อยากให้เป็น อีกทางเลือกหนึ่งถ้าเราเปลี่ยนมาเป็นนักลงทุนที่หวังผลไม่ว่าจะบริจาคหรือลงทุนในกิจการเพื่อสังคม ลงทุนเพื่อสังคมที่อยู่ดีมีสุข เกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความปลอดภัย/ปรองดองในสังคม สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ผู้ด้อยโอกาสมีโอกาสที่ดีขึ้น เราทุกคนคงเลือกทางเลือกนี้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ความคิดของเรา ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น” 


บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามดูบันทึกวีดีโองานย้อนหลังได้ที่นี่

id old content:
391
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below