สถานการณ์การจัดการน้ำสำหรับภาคการเกษตรในฤดูแล้ง

25 เมษายน 2559


ในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยได้รับน้ำฝนกว่า 737,975 ล้าน ลบ.ม. แต่เขื่อนสามารถกักเก็บเพื่อมานำมาใช้ได้ไม่ถึง 10% หรือคิดเป็นประมาณ 70,000 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ในขณะที่น้ำอีกกว่า 90% ไหลซึมลงดินเป็นน้ำบาดาล หรือไหลกลับสู่ทะเลตามธรรมชาติ โดยไม่มีการจัดการ

ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฝนทิ้งช่วงไม่ตกตามฤดูกาล และพื้นที่ป่าต้นน้ำก็ลดน้อยลงจนไม่สามารถอุ้มน้ำฝนไว้สำรองในฤดูแล้งได้ตามกระบวนการธรรมชาติ ส่วนพื้นที่เขื่อนที่เคยเก็บกักน้ำไว้ได้มาก ก็เก็บได้เพียง 20,000 ล้าน ลบ.ม. (หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของความต้องการการใช้น้ำทั้งประเทศเท่านั้น) จึงเกิดปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำกลุ่มใหญ่ที่สุด และย่อมได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือกลุ่มเกษตรกร

ในประเทศไทย มีประชากรกว่า 40 ล้านคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ใช้พื้นที่ 41.4% ของทั้งประเทศเพื่อการเกษตร โดยส่วนใหญ่เป็นการทำนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีความแห้งแล้ง จึงต้องพึ่งพาระบบชลประทาน ซึ่งแม้ว่าพื้นที่การเกษตรที่อยู่ภายใต้ระบบชลประทานจะคิดเป็นเพียง 20% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ แต่พื้นที่อื่นๆ ก็ยังสามารถเพาะปลูกได้ เพราะได้รับน้ำฝนที่ตรงตามฤดูกาล และพึ่งพาแหล่งน้ำใต้ดิน ดังนั้น เมื่อเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงขึ้น จึงส่งผลกระทบกับทุกระบบ

ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลกระทบต่อการจัดการน้ำของรัฐบาลที่จัดสรรน้ำให้กับ 4 ภาคส่วนหลักๆ ที่ต้องถูกปรับเปลี่ยนสัดส่วนไปด้วย ดังนี้

  1. ภาคเกษตรกรรม : จากเดิมที่ได้รับน้ำ คิดเป็น 95% ของน้ำที่เก็บไว้ได้ทั้งหมด ถูกลดเหลือเพียง 43% จากที่น้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกอยู่แล้ว จึงขาดแคลนหนักขึ้นไปอีก
  2. การรักษาระบบนิเวศ : จากเดิมที่ไม่เคยต้องใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ดันน้ำเค็ม และคงสภาพคล่องของแม่น้ำ แต่เมื่อมีน้ำตามธรรมชาติน้อยลง จึงต้องจัดสรรน้ำส่วนนี้กว่า 40% เพื่อรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติเอาไว้
  3. การอุปโภค : สำหรับการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนนั้น ต้องการในปริมาณเท่าเดิมตลอด ซึ่งคิดเป็น 2% ของสัดส่วนน้ำที่มีทั้งหมด แต่เมื่อมีน้ำน้อยลงแต่กลับมีความต้องการเท่าเดิม จึงทำให้สัดส่วนนี้คิดเป็น 14% ของการจัดสรรน้ำในปัจจุบัน
  4. ภาคอุตสาหกรรม : คิดเป็น 2% 

ข้อมูลจากงาน “วันเกษตรศาสตร์ เขียวขจี ทำดี ทั่วแผ่นดิน” ในวันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559

ประเด็นที่น่าสนใจ (insights)

ประเด็นที่น่าสนใจ (insights)

  1. เกษตรกรในภาคเกษตรกรรมไทยพึ่งพาระบบชลประทานค่อนข้างมาก ควรมีการผลักดันให้เกิดการทำเกษตรผสมผสานแบบพึ่งพาตนเอง การควบคุมพื้นที่การเกษตร การจัดการน้ำในระดับลุ่มแม่น้ำ และส่งเสริมให้ผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในทุกระดับ
  2. แม้เกษตรกรจะเข้าใจว่าควรหาพืชอื่นปลูกทดแทนพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่การเปลี่ยนพันธุ์พืชนั้นต้องอาศัยความรู้และทรัพยากร ทำให้เกษตรกรไม่กล้าเสี่ยง เพราะถึงแม้จะปลูกได้สำเร็จ ก็ยังเสี่ยงต่อการขายไม่ได้หรือขาดทุน เพราะไม่มีความรู้เรื่องกลไกการตลาด และการแข่งขันในตลาดพืชชนิดนั้นๆ
  3. แหล่งเก็บกักน้ำส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ และภาคตะวันตก แต่พื้นที่ที่ต้องการน้ำส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ทำให้ต้องลำเลียงน้ำในระยะทางไกล และเกิดการรั่วซึม ทำให้น้ำสูญหายระหว่างทางไปมาก
  4. เมื่อน้ำในระบบมีน้อย การขุดบ่อบาดาลและการสูบน้ำจึงเป็นทางออกยอดนิยมของชาวบ้าน ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ผิวหน้าดินทรุดตัว และเมื่อระดับน้ำใต้ดินลดต่ำลง ก็จะเกิดการรุกเข้ามาของน้ำเค็มมากขึ้น
  5. พื้นที่ป่าต้นน้ำสูญเสียไปจำนวนมาก ทำให้น้ำที่ถูกซึมซับลงในดิน และลงสู่แม่น้ำมีปริมาณน้อยลง น้ำในแม่น้ำสายหลักจึงลดน้อยลงไปด้วย
  6. คนไทยมีความรู้เรื่อง water footprint หรือตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมของสินค้าและบริการค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตภาคเกษตรกรรมไทย ซึ่งมีค่าเฉลี่ย Water footprint สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

Case Study ที่น่าสนใจ

Case Study ที่น่าสนใจ

1. Israel’s Water Management - อิสราเอลมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย และมีเพียง 2% เป็นแหล่งน้ำจืด โดยมีปริมาณน้ำฝนต่อปีเพียง 270 มม. เท่านั้น แต่ประเทศนี้กลับได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านการจัดการน้ำและการเกษตรรูปแบบใหม่ โดยเปลี่ยนมาทำการเกษตรความแม่นยำสูง (Precision Farming) ด้วยการใช้เทคโนโลยีนาโนเข้ามาช่วยในการเพาะปลูกทุกรูปแบบโดยระบบทั้งหมดจะถูกควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น

  • Drip Irrigation - เกษตรกรส่วนใหญ่ในอิสราเอลใช้ระบบจ่ายน้ำ Drip Irrigation หรือการให้น้ำแบบหยดต่อหยดไปที่รากของแต่ละต้นโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดการระเหยของน้ำ ป้องกันวัชพืชและโรคในพืช ประหยัดพื้นที่เพาะปลูก และยังประหยัดเงินและแรงงานในระยะยาว
  • Reusable plastic trays - นวัตกรรมถาดพลาสติกรีไซเคิล พัฒนาโดย Tal-Ya Water Technologies ที่จะเก็บน้ำค้างทุกหยดที่หยดออกมาจากพืชนั้น กลับมารดน้ำต้นไม้ใหม่ ซึ่งสามารถลดปริมาณความต้องการใช้น้ำลงไปได้ถึง 50%
  • Desert farming - Uri Alon ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ได้ทดลองทำฟาร์มกลางทะเลทราย Salad Trail เพื่อปลูกพืชเขตร้อนและหนาวจากทั่วโลกใน Greenhouse โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการปรับอุณหภูมิภายใน ใช้แมลงในการผสมเกสร และไล่ศัตรูพืช ทำให้ผักสดและปลอดสารพิษ พื้นที่นี้จึงเป็นศูนย์ให้ความรู้แก่ผู้คนทั่วไปให้มาศึกษางานและปฏิบัติตาม

   

ข้อมูลเพิ่มเติม Israel is the Unsung Hero in Water ManagementHow 'startup nation' Israel technology for agriculture and saves fresh water

2. แผนการปลูกพืชต้านภัยแล้งของเกษตรกรชาววารินชำราบ จ.อุบลราชธานี : นายอำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รณรงค์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ปลูกพืชน้ำน้อยทดแทนในฤดูน้ำน้อยว่างนา โดยมีการวางแผนร่วมกันในการเลือกชนิดพืช ประเมินต้นทุน ระยะเวลาการให้ผลผลิต ราคาผลผลิต และการใช้น้ำ ตลอดจนตรวจสอบและติดตามผล มีการตั้งกลุ่มเฟสบุ๊คเพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน หากผลผลิตใดขายไม่ได้ราคา เกษตรกรก็จะได้รับการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย เพื่อนำผลผลิตนั้นๆ ไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า หรือปรับแผนใหม่ให้เหมาะสมกับทรัพยากรนั้นๆ

ที่มา ผลการตรวจสอบเกษตรกรตัวอย่างปลูกพืชใช้น้ำน้อยและไม่ใช้น้ำสู้ภัยแล้ง


3. โครงการนาแลกป่า : คืนพื้นที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านด้วย 3 กลยุทธ์

  • กลยุทธ์นาแลกป่า - เมื่อเกษตรกรคืนพื้นที่ป่าเข้าร่วมโครงการจำนวน 4 ไร่ โครงการจะขุดนาให้ 1 ไร่ โดยขุดร่องน้ำ ปรับหน้าดิน เตรียมการจัดการน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านปลูกข้าวหรือทำเกษตรแบบประณีต มีการตั้งศูนย์เรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับต้นกล้า เมล็ดพันธุ์ และกลไกการตลาด ส่วนป่าพื้นที่ 3 ไร่ จะปล่อยให้ฟื้นฟูเป็นพื้นที่ป่าชุมชน ป่าสงวน โดยชาวบ้านจะทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่รุกล้ำพื้นที่ป่าเข้าไปอีก
  • กลยุทธ์ระบบน้ำแลกป่า - เน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อแลกกับพื้นที่ที่นำไปปลูกข้าวโพด ซึ่งจะทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ เมื่อมีน้ำพอใช้สำหรับการเกษตรก็จะทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นด้วยพื้นที่ที่น้อยลง
  • กลยุทธ์อาชีพทางเลือกแลกป่า - เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่ก็อยากจะเลิกปลูกข้าวโพด และมีอาชีพใหม่ทดแทน ทางโครงการจึงได้จัดหาอาชีพทางเลือก ได้แก่ อาชีพปลูกพืชหลังนา เกษตรผสมผสาน และการชดเชยเป็นค่าตอบแทนสำหรับเกษตรกรสูงอายุที่ไม่สามารถทำอาชีพทางเลือกอื่นๆ ได้

ข้อมูลเพิ่มเติม  'นาแลกป่า' ทางออกที่ยั่งยืนของปัญหาไร่ข้าวโพดในจั งหวัดน่าน  คืนป่าต้นน้ำ แก้ภัยแล้งอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “นาแลกป่า”

Link และบทความที่น่าสนใจ

Link และบทความที่น่าสนใจ

Hashtags: