สถานการณ์ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย

26 เมษายน 2559
การเข้าถึงการศึกษา

เด็ก

คุณภาพการศึกษา

รัฐบาลไทยได้มีความพยายามที่จะปฎิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เช่น การทุ่มงบประมาณด้านการศึกษา 5.10 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2561 คิดเป็นร้อยละ 17.6 ของงบประมาณทั้งหมด และ 4% ของ GDP ประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ   รวมถึงเพิ่มชั่วโมงเรียนถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี มากกว่าเด็กฟินแลนด์ถึง 500 ชั่วโมง (แม้องค์กรยูเนสโกแนะนำชั่วโมงเรียนที่เหมาะสมอยู่ที่ 800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น)1   อีกทั้งยังขึ้นเงินเดือนครู เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ  และเพิ่มการคัดกรองครูอย่างเป็นระบบมากขึ้น

แต่จากผลการประเมินนักเรียนไทยในโครงการ PISA (โครงการการทดสอบความรู้นักเรียนอายุ 15 ปี จาก 70 ประเทศ) ในปี 25572 พบว่าเด็กไทยติดอันดับ 54 จาก 70 ประเทศ ทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม ซึ่งอยู่ลำดับ 8   โดยทำคะแนนความรู้ด้านคณิตศาสตร์ การอ่านและวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย   ในด้านการอ่าน มีเด็กไทยถึง 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่การอ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้ ไปจนถึงอ่านแล้ววิเคราะห์ความหมายไม่ถูก  ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ มีนักเรียนไทยเพียง 1% เท่านั้นที่ผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก 

ในด้านความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่จำเป็นในการสื่อสารในโลกยุคใหม่ จากการสุ่มทดสอบผู้ใหญ่จาก 80 ประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักทางระบบออนไลน์ ในปี 2017 ประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ยลำดับที่ 53 ซึ่งอยู่ในกลุ่มระดับทักษะต่ำ3

นอกจากความรู้ด้านวิชาการแล้ว ในปี 2556-2557 องค์กร World Economic Forum จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านความสามารถการคิดวิเคราะห์ และด้านนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยนักเรียนไทยระดับประถมอยู่อันดับที่ 86 ระดับมัธยมอันดับ 101 ความสามารถด้านนวัตกรรมอยู่อันดับที่ 704

นอกจากนี้ การจัดการศึกษายังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งระหว่างเมืองใหญ่และชนบทยังคงแตกต่างกันสูง โดยเฉพาะด้านการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เท่าเทียม และไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่   โรงเรียนเล็กๆ ในชนบทจะได้รับงบประมาณน้อยอยู่มาก  จากผลการสอบ PISA เด็กที่เก่งที่สุดของไทยกับเด็กอ่อนที่สุดของไทยมีคะแนนห่างกันถึง 200 คะแนน เท่ากับห่างกันอยู่ 7 ปีการศึกษา (เด็กที่เก่งที่สุดมีความรู้เทียบเทียบเท่าม. 3 ส่วนเด็กที่อ่อนที่สุดเท่าเด็กป.2)5

 

เป้าหมายการศึกษา

‘ความเก่ง’ ของการศึกษาสากลมี 8 ด้าน ซึ่งความเป็นเลิศทางการศึกษาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เป้าหมายการศึกษาไทยมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ ทำให้เด็กที่เก่งด้านอื่นๆ ไม่ได้รับการยอมรับ และไม่มีความสุขจากการเรียน อีกทั้ง การ ‘เก่ง’ ด้านวิชาการเพียงด้านเดียวทำให้ยากต่อการเชื่อมโยงกับโลกและสังคมที่มีความหลากหลาย จุดมุ่งหมายทางการศึกษากลายเป็นปริญญาบัตรมากกว่าการพัฒนาทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ทำให้เด็กจำนวนมากไม่รู้จักตัวเอง ก่อให้เกิดปัญหาการเลิกเรียน (drop out) และปัญหาการลาออกจากงานในภายหลัง จากสถิติพบว่าในปี 2545 มีคนที่เข้า ป.1 ประมาณ 1 ล้านคน ผ่านไป 10 ปี มีเพียง 600,000 ในปี 25556   โดยสาเหตุในการลาออกกลางคันได้แก่ การอพยพตามผู้ปกครอง  ปัญหาการปรับตัว ปัญหาครอบครัว หาเลี้ยงครอบครัว และสมรสแล้ว ตามลำดับ7

 

 

ปัญหาเกี่ยวกับครู

คุณภาพของผู้เรียนขึ้นอยู่กับคุณภาพของครูเป็นส่วนสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยขาดครูจำนวนถึง 40,000 คน เราผลิตครูมากถึงปีละประมาณ 12,000 คน แต่การบรรจุครูใหม่ในแต่ละปีก็มีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น8   เนื่องจากครูเป็นอาชีพที่เงินเดือนน้อย   มีภาระงานนอกเหนือจากการสอนมาก โดยครูใช้เวลากับการเตรียมสอนและการอยู่ในชั้นเรียนน้อยลง เพราะต้องทำงานเอกสารและทำการประเมินผล  ทำให้ในบางพื้นที่ครูหนึ่งคนต้องสอนมากกว่าหนึ่งชั้นเรียน และสอนไม่ตรงกับวุฒิ 

บุคลากรมีอัตราการว่างงานสูง ในขณะที่บางสาขาอาชีพมีการขาดแคลนแรงงาน

ประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านการแพทย์ ทั้งผู้ที่จบสายอาชีวะและสายอุดมศึกษา แต่ในจำนวนผู้ว่างงานกว่า 474,600 คนนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นกลุ่มที่ว่างงานมากที่สุด คิดเป็น 31.52% ของผู้ว่างงานทั้งหมด โดยสายที่ว่างงานที่สุด (77.67%) ของกลุ่มนี้เป็นผู้ที่จบจากสายการจัดการ   ในขณะที่บางสาขาวิชาขาดแคลนบุคลากร อย่างสายอาชีวะนั้นต้องการผู้เข้าศึกษาสายสามัญต่อสายอาชีวะ ในสัดส่วน 50:50 หรือ 40:60 เพื่อให้จะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แต่ในปี 2557 มนักเรียน ม.ปลาย ประเภทสามัญศึกษา:อาชีวศึกษา ในสัดส่วน 68 : 329


ประเด็นที่น่าสนใจ

  • นโยบายการศึกษา: เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการจนบั่นทอนคุณภาพของผู้เรียน ด้วยการประเมินผลและตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่หลากหลาย เน้นการวัดผลจากคะแนนสอบเท่านั้น คัดแต่คนเรียนเก่ง จนอาจละเลยศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทำให้องค์ความรู้ท้องถิ่นและความสามารถของนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมค่อยๆ สูญหายไป 
  • โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่การแข่งขันของนักเรียน มากกว่าพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เน้นการท่องจำมากกว่าการค้นพบตัวเอง ซึ่งการศึกษาแบบคัดคนเก่ง และคาดหวังให้เด็กทุกคนเรียนเก่ง จึงเป็นสาเหตุให้เด็กจำนวนมากไม่อยากเรียน และเรียนไม่จบ
  • เด็กที่เรียนจบจากระบบการศึกษากระแสหลัก เดินเข้าสู่ตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ทำให้เด็กต้องเดินทางเข้ามาอยู่ในเมือง และออกจากท้องถิ่น และไม่มีโอกาสได้กลับมาพัฒนาชุมชนและสังคมที่ตนเองอยู่
  • หน่วยงานด้านการศึกษา และคนจำนวนมากยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือก ว่าเป็นการศึกษาสำหรับกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษากระแสหลัก ทั้งๆ ที่เป้าหมายของการศึกษาทางเลือกคือการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการ ความชอบ และความถนัดที่แตกต่างกันในผู้เรียนแต่ละบุคคล
  • การศึกษาไม่ได้สร้างคนที่มีคุณลักษณะที่ สามารถตอบสนองกับชุดความท้าทายใหม่ได้ เช่น การที่ประชากรวัยเรียนขาดทักษะชีวิต ทักษะการทำงานร่วมกัน และการจัดการความขัดแย้ง หลักสูตรขาดการคำนึงถึงภูมิปัญญา ท้องถิ่น การเรียนการสอนไม่ได้เสริมให้เกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

  ​ขอบคุณภาพจาก technic.supreme.co.th


​Case study ที่น่าสนใจ

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์

เป็นโรงเรียนการศึกษาทางเลือกที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริง ด้วยจุดประสงค์ที่จะเป็นโรงเรียนตัวอย่างในพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคที่ยากจนที่สุดของประเทศ โรงเรียนจึงไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนและไม่มีการคัดเลือกเด็กเข้าศึกษาในโรงเรียน แต่จะใช้วิธีจับฉลาก เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม นวัตกรรมการจัดการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ประกอบด้วย 

  1. จิตตศึกษา : การเข้าถึงปัญญาภายใน เรียนรู้ตนเองและเคารพผู้อื่น
  2. หน่วยบูรณาการที่ใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ (Problem Based Learning - PBL) : Active Learning ที่ทำให้ผู้เรียนบูรณาการความรู้กับสิ่งรอบตัว 
  3. นวัตกรรมการพัฒนาครู “ชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ” (Professinal Learning Community - PLC) : พัฒนาครูด้วยการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

การศึกษาตามอัธยาศัยโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ปัจจุบันภูมิปัญญาในท้องถิ่นถูกละเลยจากระบบการศึกษาหลัก เพราะมองว่าองค์ความรู้แบบนี้ไม่ใช่การเรียนรู้ แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต และเด็กมีสิทธิเลือกสิ่งที่ตัวเองสนใจจะศึกษา โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาจึงจัดการศึกษาโดยใช้ครูปัญญา รวบรวมครูภูมิปัญญาในหลากหลายสาขา เช่น พ่อครู แม่ครู ปราชญ์ท้องถิ่น ที่สอนการทำโคม ตัดตุง ทอผ้า เป็นต้น มาสอนให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเป็นคนเลือกตามความถนัด เน้นการลงมือทำและการใช้ภูมิปัญญาเพื่อเลี้ยงตนเอง และเพื่อเป็นครูภูมิปัญญารุ่นต่อไป ไม่ใช่ป้อนสู่ตลาดแรงงาน การสอนแบบนี้ทำให้เกิดการบันทึกภูมิปัญญาเป็นเอกสาร เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่าไม่ให้เลือนหายไปอีกด้วย


โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก

เป็นโรงเรียนที่ตั้งขึ้นด้วยแนวความคิดว่า “อนุบาล” ไม่ใช่ “โรงเรียน” เหมือนกับการศึกษาในระดับอนุบาล (early childhood) ตามหลักสูตรทั่วไปที่เน้นการศึกษาที่เตรียมเด็กเพื่อเข้าเรียนประถมหรือทักษะทางวิชาการ มากเกินกว่าที่จะเป็นการศึกษาในช่วงแรกเริ่มของชีวิตที่ควรจะอบอุ่นและเปิดกว้างให้เด็กได้เติบโตอย่างเสรี โรงเรียนอนุบาลบ้านรักได้นำการแนวคิดแบบ Neo-Humanism ที่เชื่อในการสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์มาเป็นการศึกษาในช่วงอนุบาลที่มุ่งเน้นให้เด็กเติบโตขึ้นท่ามกลางความรัก มีอิสระ โดยจัดการศึกษาเหมือนสถาบันครอบครัว เป็นบ้าน มีครูเป็นพ่อแม่ เด็ก อ. 1-3 เรียนรวมกัน ไม่มีการแบ่งชั้น โดยทำหน้าที่เป็นพี่คนโต พี่คนกลาง และน้องคนเล็ก เด็กจะเกิดการเรียนรู้หน้าที่จากการเห็นบทบาทที่หลากหลายของคนที่โตกว่าและเด็กกว่า รวมไปถึงเห็นบทบาทของครูที่เปรียบเหมือนพ่อหรือแม่ในการเป็นผู้นำของบ้าน


Learn Education 

เป็นกิจการเพื่อสังคมที่มีจุดประสงค์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านเทคโนโลยี ซึ่งถูกนำมาผสมผสานกับเนื้อหาวิชาที่สอดคล้องกับหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ให้นักเรียนเข้าถึงเนื้อหาและทบทวนความรู้ได้ง่าย และเพื่อให้ครูมีเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน โดยองค์ประกอบหลักของ Learn Education ได้แก่

  1. Software: ไฟล์การเรียนที่แยกเป็นแต่ละหน่วยการเรียนพร้อมแบบฝึกหัดท้ายชั่วโมงที่ทดสอบความเข้าใจของนักเรียน 
  2. Digital Content : เนื้อหาการเรียนรู้ตรงตามหลักสูตรพร้อมภาพประกอบ และกราฟิกที่เน้นการสร้างความเข้าใจ 
  3. ตำราและแบบฝึกหัดสำหรับนักเรียน และคู่มือครู

a-chieve

a-chieve เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งมองเห็นปัญหาเรื่องการศึกษาต่อของนักเรียนเมื่อจบมัธยม ซึ่งมีเด็ก ม.6 จำนวนมากที่สามารถเลือกเรียนไปตามกระแสหลักของตลาดแรงงานมากกว่าความสนใจของตนเอง เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบหรืออยากเรียนอะไรจริงๆ เนื่องจากระบบการศึกษาไม่มีการสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ได้ให้ข้อมูลเพียงพอ และไม่สร้างให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ

a-chieve มีความเชื่อว่าหากเด็กมัธยมได้พบกับสิ่งที่ตนเองรัก จะสามารถสร้างคุณค่าให้ตนเอง เรียนอย่างมีความสุข ได้ทำงานที่ตัวเองรัก และแบ่งปันคืนสู่สังคมได้ จึงสร้างแรงบันดาลใจด้วยการใช้เครื่องมือที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตนเอง และรับประสบการณ์ตรงผ่านการทำ workshop และ job shadow เพื่อได้ทดลองฝึกงาน พูดคุย และติดตามพี่ๆ ในสายอาชีพนั้นๆ ว่าโลกความจริงในการทำงาน ใช่แบบที่เราสนใจและอยากทำในอนาคตหรือไม่ 


Link ที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ

อ้างอิง

  1. Education Reform: Cuts in class hours & beyond (4 กันยายน 2558) Bangkok Post
  2. เวียดนามนำไทยทุกด้านในการสอบวัดระดับ PISA (7 ธันวาคม 2559) BBC Thai
  3. EF English Proficiency Index 2017 (2560) EF
  4. World Economic Forum Global Competitiveness Report 2013-2014 (2015) WEF
  5. ปฏิรูปการศึกษา ต้องมาก่อนปฏิรูปอื่นๆ (26 กรกฎาคม 2560) ไทยรัฐออนไลน์ 
  6. สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  7. สัดส่วนนักเรียนที่ออกกลางคัน จำแนกตามชั้นเรียนและสาเหตุ ปี 2556-2557 สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 
  8. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  9. ข้อมูลด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2557 โดยกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สรุป ณ 10 มิถุนายน 2557
Hashtags: