CREATIVE SCHOOLS : โรงเรียนบันดาลใจ

11 พฤษภาคม 2559


"เราไปโรงเรียนกันทำไม" 

"โรงเรียนน่าเบื่อจะตาย" 

"เรียนอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ ในชีวิตนี้จะได้ใช้มั้ย" 

"การบ้านก็เยอะ สอบก็บ่อย...แค่คิดก็เครียดแล้ว" 

ถ้าใครเคยรู้สึกหรือเกิดคำถามเหล่านี้ ขอแจ้งให้ทราบว่าคุณเคยผ่านหรือกำลังอยู่ในระบบการศึกษาแบบอุตสาหกรรมตามคำนิยามของ Sir Ken Robinson (เคน โรบินสัน) นักวิชาการด้านการศึกษาชาวอังกฤษ เจ้าของคลิปบรรยาย TED Talk ในหัวข้อ Do Schools kill Creativity? ที่มีคนทั่วโลกคลิกเข้าไปรับชมเกือบ 40 ล้านครั้ง!

คุณโรบินสันเปรียบระบบการศึกษาภาคบังคับในปัจจุบันว่าเป็นเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมที่พยายามผลิตซ้ำนักเรียนให้ได้มาตรฐานเดียวกันออกมา รัฐบาลพยายามควบคุมการผลิตโดยกำหนดหลักสูตรว่าโรงเรียนต้องสอนอะไรบ้าง แล้วสร้างระบบทดสอบเพื่อให้โรงเรียนดำเนินการสอนแบบที่รัฐต้องการ โรงเรียนไหนที่ทำคะแนนได้ไม่ดีก็จะถูกตัดงบประมาณ ส่วนนักเรียนเองก็ต้องทำข้อสอบเพื่อประเมินว่ามีคุณสมบัติตามที่รัฐต้องการแล้วหรือยัง

หลักสูตรส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นบนฐานความเชื่อที่ว่า ‘เราสามารถแยกวิชาต่างๆ ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาดและบางวิชาสำคัญกว่าบางวิชาด้วย’ เช่น คณิตศาสตร์สำคัญกว่าวิชาดนตรี การสอนนิยมให้ครูป้อนข้อมูลให้กับนักเรียนทั้งชั้น มากกว่าให้ทำกิจกรรมเป็นกลุ่มและไม่ส่งเสริมการแสดงความเห็นของนักเรียนแต่ละคน ส่วนการประเมินผลเน้นการจัดสอบแบบปรนัย เพื่อให้ครูสามารถประมวลผลคำตอบได้ง่าย

Credited : 9gag.com

สายพานการผลิตนักเรียนนี้ เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถม มัธยม จนถึงอุดมศึกษา นักเรียนต้องสอบผ่านไปทีละขั้น เพื่อดูว่าใครจะได้ไปต่อหรือไม่อย่างไร โดยรัฐเชื่อว่าการสอบจะช่วยเพิ่มการแข่งขันระหว่างนักเรียน ครู และโรงเรียน ซึ่งจะช่วยเร่งยกระดับมาตรฐานในภาพรวมได้ ผู้ปกครองเองต่างพากันส่งลูกไปเรียนพิเศษอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกตัวเองจะสามารถสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังและมีอนาคตที่ดีได้

ปัจจุบันนี้เด็กๆ ต้องเริ่มสอบแข่งขันกันตั้งแต่ระดับอนุบาล ลองคิดภาพเด็กอายุ 3 ขวบต้องไปยืนต่อหน้ากรรมการ 4-5 คน เพื่อสอบสัมภาษณ์ และแสดงผลงานที่ผ่านมาของตัวเอง

กรรมการ : “หนูมีเวลาตั้ง 36 เดือน แต่มี portfolio แค่นี้เอง รู้เลยว่า 12 เดือนแรกเอาแต่ดูดนมล่ะสิ” คุณโรบินสันเล่าอย่างติดตลก คุณอาจจะคิดว่ามันบ้ามาก แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

มากไปกว่านั้น เมื่อเด็กที่มีธรรมชาติและความสามารถในการเรียนรู้ต่างกันต้องเข้ามาอยู่ในโรงเรียนที่พยายามยัดพวกเขาเข้าไปในบล็อกเดียวกัน เด็กมากมายจึงเรียนหนังสือไปโดยไม่รู้จุดมุ่งหมาย ไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม เด็กๆ ไม่เต็มใจจะไปโรงเรียนและแทบไม่มีความสนใจในสิ่งที่ตัวเองทำ เอาแต่รอเวลาให้หมดไปวันๆ รอจนกว่าจะเรียนจบเพื่อจะได้ไปทำอย่างอื่นเสียที เด็กอีกส่วนต้องทนอยู่กับความเครียดและแรงกดดันจากการแข่งขัน จนทำให้อัตราฆ่าตัวตายและจำนวนเด็กที่เป็นโรคเครียดสูงขึ้น เด็กอีกจำนวนหนึ่งมีปัญหาในการเรียน สอบได้คะแนนน้อยหรือสอบตก ทำให้เด็กเหล่านี้ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กหัวไม่ดี เรียนไม่เก่ง มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในชีวิตต่ำ เด็กหลายคนที่ล้มเหลวในระบบนี้รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หลายคนก็ถูกผลักออกไปข้างนอกระบบ กลายไปเป็นนักเลง เป็นเด็กแว๊นซ์ กลายเป็นปัญหาสังคม

พวกเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้มานานจนลืมนึกไปว่าบางทีสิ่งที่ล้มเหลวอาจไม่ใช่เด็กๆ หากแต่เป็นระบบการศึกษาแบบอุตสาหกรรมต่างหาก ที่ทำให้เด็กๆ ต้องออกจากโรงเรียน

คุณโรบินสันเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Gillian lynne (จิลเลี่ยน ลินน์) เธอเล่าว่าตอนเป็นเด็กนั้นเธอเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องเลย เพราะเธอเป็นคนอยู่ไม่สุข การที่ต้องไปนั่งเฉยๆ อยู่ในห้องเรียนมันทรมานมากสำหรับเธอ สมัยนั้นยังไม่มีใครเข้าใจว่าภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ (Learning disorder) คืออะไร คุณแม่ของจิลเลี่ยนคิดว่าเธอน่าจะเป็นโรคจึงพาเธอไปหาหมอ เมื่อคุณหมอคุยกับคุณแม่ได้พักหนึ่งก็ขอคุยกับจิลเลี่ยนตามลำพัง จากนั้นคุณหมอก็เดินไปเปิดเพลง แล้วออกมาแอบดูอยู่ข้างนอก คุณหมอพบว่าพอเปิดเพลงปุ๊บ จิลเลี่ยนก็เริ่มขยับตัวตามเสียงเพลง แล้วก็เริ่มเต้น คุณหมอจึงมาบอกกับคุณแม่ว่าจิลเลี่ยนไม่ได้เป็นโรค ไม่ได้โง่ด้วย แต่เธอเป็นนักเต้น! ควรส่งเธอไปโรงเรียนสอนเต้น จิลเลี่ยนเล่าว่าตอนไปโรงเรียนสอนเต้นครั้งแรก มันมหัศจรรย์มาก เพราะมีแต่คนที่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ 

  

Credited : gillianlynne.com

จิลเลี่ยนโตขึ้นกลายเป็นนักเต้น นักแสดง ผู้กำกับ แล้วยังออกแบบท่าเต้นให้กับละครเพลงอมตะเรื่อง Cats และ The phantom of the opera ที่เปิดแสดงต่อเนื่องยาวนานที่สุดในบรอดเวย์ เธอประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายเป็นมหาเศรษฐี เรื่องนี้ต้องขอบคุณคุณแม่ของจิลเลี่ยนและคุณหมอที่เข้าใจเธอ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเธอคงต้องออกจากโรงเรียน แล้วถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กโง่ เรียนหนังสือไม่ได้ โชคร้ายเหลือเกินที่เด็กหลายคนไม่ได้รับโอกาสเหมือนจิลเลี่ยน

   

Credited : theatermania.com / zimbio.com

ผู้ชายอีกคนที่คุณโรบินสันพบระหว่างการเดินสายบรรยายเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ เขาเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เมื่อคุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาตอบว่าเขาอยากเป็นนักดับเพลิง คุณครูตอบว่าคนเรียนเก่งๆ อย่างเขาควรไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไปเป็นหมอเป็นวิศวกรสิ จะมาเป็นนักดับเพลิงทำไม เขารู้สึกแย่มากที่ทั้งครูและครอบครัวไม่สนับสนุน แต่เขาก็ยืนหยัดกับความฝันของตัวเองโดยการประกอบอาชีพเป็นนักดับเพลิง จนเมื่อเกิดไฟไหม้ที่ตึกแห่งหนึ่ง มีชายแก่ติดอยู่ในนั้น เขาลุยไฟเข้าไปช่วยชีวิตคุณปู่คนนั้นออกมาแล้วพบว่าคุณปู่คนนั้นคือคุณครูของเขาเอง!!... ต้องรอเป็นสิบๆ ปี คุณครูถึงจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาอยากเป็น ชายคนนี้มุ่งมั่นมากพอที่จะถักทอเส้นทางความฝันของเขาให้กลายเป็นจริง แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่สามารถต้านทานกระแสคัดค้านจนได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้

จะเห็นได้ว่าในระบบการศึกษาแบบอุตสาหกรรมนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กที่ได้คะแนนดี หรือไม่ดี คุณก็ไม่มีทางเลือกมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่านิยมของคนเอเชีย ถ้าคุณเรียนเก่งคุณต้องเป็นหมอหรือวิศวกรเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยากเป็นหรือไม่ ถ้าคุณเรียนไม่เก่ง คุณก็ไปเป็นอันธพาล เป็นเด็กแว๊นซ์

ในหนังสือ ‘Creative Schools : โรงเรียนบันดาลใจ’ ที่คุณโรบินสันร่วมเขียน เสนอว่าบางทีสิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ อาจไม่ใช่การผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่เป็นการปล่อยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตามธรรมชาติ หรือส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละคน โรงเรียนที่ดีควรเสริมสร้างให้ผู้เรียนมี “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st century skills) และจัดการเรียนการสอนที่บ่มเพาะพรสวรรค์และความสนใจที่หลากหลายของเด็กๆ เพื่อทำให้พวกเขาได้ค้นพบเป้าหมายที่เหมาะกับตัวเอง และควรให้ความสำคัญกับแต่ละวิชาอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ถ้าเป็นไปได้ควรสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในโลกของการทำงานจริง เพื่อให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์ตรงในสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลาย

โรงเรียนควรพัฒนาวิธีการเรียนการสอนที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจวัฒนธรรมของตนเองและวัฒนธรรมอื่นๆ รวมถึงส่งเสริมให้นักเรียนมีความอดทนอดกลั้นต่อวัฒนธรรมที่แตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ นอกจากนั้นยังควรบ่มเพาะให้เด็กกลายเป็นพลเมืองที่ตื่นตัว พร้อมจะมีส่วนร่วมในสังคม และเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และที่ขาดไม่ได้ต้องทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายภายในตัวเองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ เพราะเราไม่อาจบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ได้เลย ถ้าเรายังไม่บรรลุเป้าหมายภายในตัวเอง หากโรงเรียนสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นพลิกโฉมหน้าของหลักสูตร การสอน และการประเมินผลแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง

อ่านมาถึงตรงนี้ เราอาจจะเริ่มสงสัยว่ามีโรงเรียนที่ทำแบบนี้ได้จริงเหรอ... เฉลยเลยว่ามีจริงๆ และมีเยอะด้วย ในหนังสือมีตัวอย่างของ ‘โรงเรียนบันดาลใจ’ ที่ทำได้จริงและประสบความสำเร็จมากมาย หลายโรงเรียนทำให้เด็กที่เคยเอาแต่หลับในห้องตื่นขึ้น เด็กที่เคยคิดว่าตัวเองโง่ ก็พบว่าจริงๆ แล้วเขาฉลาดไม่เบา เด็กที่คิดว่าเขาเป็นพวกไม่เอาถ่าน กลับพบว่าพวกเขาทำอะไรเจ๋งๆ สำเร็จได้เหมือนกัน ระบบการเรียนแบบนี้ทำให้เด็กๆ ที่เคยสิ้นหวังกลับมามีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน รวมทั้งรู้สึกเคารพตัวเองมากขึ้น แถมยังทำให้ผลการเรียนที่เคยย่ำแย่ดีขึ้นตามไปด้วย โรงเรียนพวกนี้ทำได้อย่างไร?

ถ้าใครสนใจแนะนำให้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วคุณจะพบว่าในโลกนี้ไม่มีเด็กคนไหนที่โง่และไร้ค่า มีแต่เด็กที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมเท่านั้น  

Hashtags: