knowledge

แชร์ประสบการณ์การโค้ชโปรเจกต์เพื่อสังคม : ภาคย์ อรัญวัฒน์

30 พฤษภาคม 2016


จากประสบการณ์ทำโปรแกรมบ่มเพาะโครงการและกิจการเพื่อสังคมของ School of Changemakers เราพบว่า ‘โค้ช’ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ วันนี้เราจึงชวน คุณภาคย์ อรัญวัฒน์ หนึ่งในโค้ชอาสาสมัครที่เคยร่วมโค้ชโปรเจกต์ Mind Me World (พัฒนาเยาวชนด้วย online coaching) และโปรเจกต์ Winternative (กังหันผลิตไฟฟ้าแบบพกพา) มาร่วมแชร์มุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเป็นโค้ชสำหรับโปรเจกต์เพื่อสังคมกันค่ะ

ความเข้าใจส่วนตัวคิดว่าโค้ชควรมีบทบาทยังไง

โค้ชเป็น ‘คนเสริม’ และ ‘ไกด์ทาง’ โค้ชต้องไม่บอกว่าให้น้องทำอะไรอย่างที่เราคิดว่าควรทำ ส่วนตัวคิดว่าถ้าเรามองว่าอะไรที่ควรทำ เราก็จะเน้นย้ำไปว่านี่คือมุมมองของเรานะ อาจจะบอกว่าแบบนี้น่าสนใจนะ ลองทำดูดีมั๊ย แล้วให้น้องเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะทำหรือไม่ เราจะให้น้องลองคิดต่อจากมุมมองของเราว่าเค้าอยากให้เป็นอย่างไร แต่ก็ต้องสังเกตน้องด้วยว่าน้องเป็นคนที่ถูกเชื่อง่าย หรือถูกชักจูงได้ง่ายหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าเรามีอิทธิพลต่อความคิดของน้องมากๆ เราก็จะพูดอะไรทำนองนี้น้อยหน่อย ให้น้องได้ลองคิดเอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าน้องอยากได้อะไร กำลังพยายามทำอะไรอยู่ พยายามเข้าใจโปรเจกต์และสิ่งที่เค้าทำให้มากที่สุดก่อน ยกตัวอย่างเช่น โปรเจกต์เกี่ยวกับเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานลมที่เคยโค้ช ในตอนแรกเราอาจจะยังไม่คล้อยตามว่าพลังงานลมมันเป็นความคิดที่ดีที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่เชี่ยวชาญด้านนี้ เราก็ต้องลองให้น้องอยู่กับไอเดียของเค้าไปสักพัก เอาตัวเองถอยออกมามอง แล้วไปช่วยเสริมในส่วนแผนธุรกิจที่เราถนัด และเป็นส่วนที่น้องขาดมากกว่า

  

โค้ชที่ดีควรมีทักษะอะไรบ้าง

อย่างแรกเลย “ต้องฟังเยอะๆ” พยายามเข้าใจน้องให้มากที่สุดก่อน แล้วลองปรับวิธีการให้เข้ากับน้องที่เราโค้ชอยู่ ไม่พยายามบีบน้องไปทางไหนและระวังไม่สร้างอิทธิพล หรือชักจูงน้องมากจนเกินไป สิ่งไหนที่เราคิดว่าทำแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง แต่ถ้าไม่ผิดร้ายแรงอะไร อาจจะลองปล่อยให้เค้าได้ลองผิดลองถูกก่อน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ถ้ามี deadline ที่ต้องรีบทำให้เสร็จ ก็อาจจะลองบอกให้น้องหยุดครู่หนึ่ง แล้วมานั่งคุยกันว่าก่อนจะถึง deadline มีงานอะไรที่ต้องทำบ้าง ลองช่วยเค้าลิสต์ออกมาก่อน และต้องแน่ใจว่าน้องเห็นภาพชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้างในระยะเวลาที่เหลือ บางอย่างถ้าเรามั่นใจ ก็อาจจะไกด์ไปบ้างในช่วงแรกๆ หรือลองยกเคสอื่นๆ ที่ใกล้เคียง หรือตัวอย่างที่มีประโยชน์ให้น้องเห็นเป็นทางเลือก แล้วถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้ก็ช่วยไป

บางครั้งก็ต้องตามงานน้องบ้าง เพราะแม้จะไม่ใช่ตัวหลักในโปรเจกต์ แต่เราก็ไม่อยากให้งานไม่เสร็จ บางครั้งก็มีแอบถามไปบ้างว่าส่งงานมาให้รึยังนะ หรืออีเมล์หายรึเปล่า ลองส่งมาให้ใหม่หน่อยได้มั้ย

เราจะฝึกทักษะพวกนี้ยังไงบ้าง

ส่วนตัวทักษะพวกนี้ได้มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเมื่อก่อนทำกิจกรรมเยอะ อย่างกิจกรรมของคณะตอนอยู่ปี 3-4 ก็ต้องดูแลให้รุ่นน้องทำกิจกรรมที่เราเคยทำมาแล้ว ซึ่งก็คล้ายๆ กับการโค้ช คือเราต้องให้น้องคิดเองว่าน้องอยากทำออกมาในรูปแบบไหน เพื่อให้มันตอบจุดประสงค์เดียวกัน รูปแบบของน้องอาจจะแตกต่างจากตอนที่เราทำก็ได้ เพียงแต่เราก็ช่วยไกด์ให้กิจกรรมมันตอบจุดประสงค์ที่ต้องการให้ได้

หลังจากจบมาก็ไปเข้า workshop บ้าง ทำให้ได้เจอคนและโปรเจกต์หลายแบบ ได้เห็นเทคนิคที่หลากหลาย เมื่อต้องเจอคนที่ต่างกัน สำคัญคือเราต้องทำความเข้าใจเค้าให้มากที่สุด ซึ่งจะทำให้รู้ว่าต้องดีลกับแต่ละคนยังไง

ก่อนที่จะทำการโค้ชแต่ละครั้งต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ต้องคุยกับโค้ชที่คู่กับเราให้ชัดเจนก่อนว่าครั้งนี้อยากให้น้องได้อะไร และอยากได้อะไรจากน้องบ้าง ต้องตกลงกันให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่ขัดแย้งกันเองต่อหน้าน้อง บางครั้งอาจจะช่วยกันคุย สลับกันพูดได้บ้าง แล้วก็จดว่าน้องจะทำอะไรต่อไปบ้าง จะส่งอะไรวันไหนเพื่อจะได้ติดตามได้

เคยมีประสบการณ์ที่ต้องโค้ชน้องเรื่องอื่นนอกเหนือจากงานในโปรเจกต์ เช่น ดราม่าของน้องบ้างมั้ยคะ

ไม่ค่อยได้คุยเรื่องอื่นมาก แต่อันนี้แล้วแต่คน ต้องดูน้องด้วยว่าเค้าอยากจะสนิทกับเรารึเปล่า ตอนเจอกันครั้งแรกก็ลองสังเกตว่าคุยกันได้เป็นธรรมชาติมั้ย มีบ้างที่น้องถามเรื่องเรียน หรือเรื่องหางาน ซึ่งถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้ก็ช่วยอยู่แล้ว บางครั้งเราไปอ่านเจอบทความอะไรที่เกี่ยวกับงานที่เค้าทำ ก็มีส่งไปให้เค้าบ้าง ส่วนเรื่องดราม่าไม่ค่อยมี แต่ที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นตอนน้องใกล้สอบแล้วเครียดบ้าง เราเองก็ควรสอบถามน้องให้ดีก่อน แล้วพยายามวางแผนร่วมกันเพื่อหลบหลีกช่วงที่มีภารกิจหรือธุระ ทั้งตารางเวลาของเราและของน้อง

น้องที่เคยเจอเป็นยังไงบ้าง เหมือนหรือแตกต่างจากที่เราคิดไว้มั้ย

บางทีก็ไม่ตรงกับที่เราคิดไว้เลย บางคนก็ทำงานด้วยค่อนข้างยาก เพราะ mindset ไม่ค่อยตรงกัน ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ และลองไกด์หรือเสนอทางเลือกให้เค้า จะทำหรือไม่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าบีบเค้ามากจนเกินไป ปล่อยให้เค้าทำในแบบของเค้าไป พอเจอกันครั้งต่อไปก็อาจจะลองถามดูว่าเป็นยังไงบ้าง มาคุยกันว่าถ้าไม่สำเร็จ เราจะแก้ยังไง แล้วลองเสนอทางเลือกไปให้ แล้วหวังว่าเค้าจะลองทำ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็นไร

ในฐานะที่เคยผ่านการโค้ชมาหลายโปรเจกต์ มีอะไรอยากแบ่งปันให้กับโค้ชอาสามือใหม่บ้าง

คิดว่าสิ่งที่สำคัญคือโค้ชต้องเข้าใจน้อง ต้องรู้จักว่าน้องเป็นคนยังไง ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชและน้องให้เหมาะสม เพราะถ้าโค้ชบีบน้องมากเกินไป น้องอาจจะไม่ฟังไปเลย เราต้องพยายามทำให้เค้าเห็นว่าเราเป็นคนช่วยไกด์นะ เป็นตัวเสริมในทักษะที่น้องขาดได้ ไกด์ในภาพรวม ไม่ลงไปที่รายละเอียด หรือ Micro manage มากเกินไป

อีกประเด็นที่สำคัญคือ สมดุลของ commitment ระหว่างโค้ชและน้อง ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งขาด commitment อีกฝ่ายก็จะทำงานลำบาก เช่น ถ้าน้องไม่ต้องการโค้ช โค้ชก็จะทำงานยาก เพราะเราเป็นโค้ช ก็ไม่อยากจะตามจู้จี้กับน้องมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันจะรอไปเฉยๆ ก็ไม่ได้ หรือถ้าโค้ชงานยุ่งมากๆ จนไม่มีเวลาโค้ชเลย น้องก็ลำบาก

อีกอย่างคือจุดประสงค์ของโค้ช ส่วนตัวมาเป็นโค้ชอาสาเพราะอยากเรียนรู้ ถ้ามีอะไรที่ช่วยได้ก็อยากช่วย สมมติบางคนเข้ามาเพราะอยากช่วยอย่างเดียว ถ้าเจอน้องที่ไม่ค่อยเปิดใจ แล้วอาจจะรู้สึกว่าช่วยน้องไม่ได้ โค้ชก็อาจจะรู้สึกเฟลได้ แต่ส่วนตัวแล้วเรามาเป็นโค้ชอาสาแล้วได้อะไรเยอะมาก เช่น ทำให้รู้ว่าจะดีลกับคนลักษณะที่แตกต่างกันยังไง ได้ฝึกแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ เหมือนเราได้ฝึกเอาชนะ ไม่ใช่เอาชนะน้องนะครับ แต่พยายามเอาชนะเกมว่าถ้าเจอปัญหาแบบนี้จะแก้ยังไง

นอกจากนั้นถ้าโค้ชกับน้องมี background ที่คล้ายกัน ก็อาจช่วยให้เราเข้าใจกันมากขึ้น ส่วนตัวเคยโค้ชน้องกลุ่มที่จบวิศวะมาเหมือนกันและอายุไม่ต่างกันมาก ทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของน้อง ทำให้บรรยากาศในการคุยกันมันผ่อนคลาย เราก็พอจินตนาการได้ว่าน้องต้องทำกิจกรรมอะไร เจออะไรมาบ้าง ทำให้พอเดาได้ว่าน้องนิสัยประมาณไหน หรือเคยโค้ชน้องที่จบวิศวะเหมือนกัน เราก็คุยเล่นกับเค้าได้ว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้เชื่อมกันได้ง่ายคิด เข้าใจวิธีคิดของเค้าได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งทำให้เราพอรู้ว่าจะเริ่มอธิบายเรื่องต่างๆ กับน้องอย่างไรดี


หวังว่าการแบ่งปันประสบการณ์ของโค้ชภาคย์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับโค้ชอาสาสมัครรุ่นใหม่ๆ หรือคนที่สนใจการเป็นโค้ชได้ไม่มากก็น้อยนะคะ คาดว่าจะมีบทสัมภาษณ์โค้ชมาแชร์อีกเรื่อยๆ อย่าลืมติดตามกันนะคะ

id old content:
442
0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below