Building a Sense of Neighbourhood in Urban Living : มิตรภาพสร้างได้ในสังคมเมือง

20 มิถุนายน 2559
การพัฒนาชุมชน

ชุมชน

สถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน

สิ่งที่ตามมาจากการขยายตัวของสังคมเมือง นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เมืองใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลกต้องเจอเหมือนกัน จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในประเทศไทย มีเมืองใหญ่ (ที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน) จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และอุดรธานี ส่วนในเทศบาลนคร (เขตเมืองที่มีประชากรมากกว่า 50,000 คน) ทั้ง 31 แห่งใน 25 จังหวัดของประเทศไทย ก็นับเป็นเขตเมืองเช่นกัน ซึ่งจากการประมาณการณ์ของ UNICEF พบว่าในปี 2050 หรืออีก 34 ปีข้างหน้า ประชากรกว่า 60% ของประเทศไทยจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง

จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรในเมืองใหญ่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่ตั้งถิ่นฐานในเมืองอยู่แล้ว และผู้ที่ย้ายถิ่นเข้ามาชั่วคราวเพื่อทำงาน ทำให้เกิดความหลากหลายของคน ต่างคนต่างมาจากรากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงไม่เกิดการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เกิดความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism) หรือการที่ต่างคนต่างอยู่ ซึ่งมักจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบผิวเผิน เมินเฉยเย็นชา และพยายามที่จะไม่สนิทสนมใกล้ชิด เพื่อจะได้เป็นอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น

ซึ่งปัจจัยหนึ่ง คือ ขนาดครัวเรือนของประเทศไทยที่ลดลงเหลือเพียง 3 คนต่อครัวเรือน โดย 66% ของครัวเรือนในไทย เป็นครอบครัวเดี่ยว ได้แก่ ครอบครัวที่มีพ่อ-แม่-ลูก, คู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร, ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครัวเรือนที่อยู่คนเดียว ซึ่งต่างจากในอดีตที่คนไทยมักอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ หรือครอบครัวขยายที่มีญาติพี่น้องอยู่ด้วย ขนาดครอบครัวที่เล็กลงนี้ จึงส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีน้อยลง ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น การสื่อสารกันข้ามรุ่นก็มีน้อยลง เนื่องจากปู่ย่าตายาย-พ่อแม่-ลูกไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการอยู่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ คือการเป็นสังคมที่ต้องพึ่งพารถยนต์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการขับรถยนต์ส่วนตัวก็มักเป็นการเดินทางคนเดียว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้ในวันหนึ่งๆ คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางและการอยู่คนเดียวค่อนข้างมากในแต่ละวัน (โดยเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมง) ยังไม่รวมถึงปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศ ทางเสียง และปัญหาสุขภาพจิตที่ตามมาอีกมากมาย

เมื่อการคมนาคมในเมืองเป็นปัญหา ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอและทั่วถึง และปริมาณรถยนต์ที่มากกว่าถนนทำให้รถติดทุกเช้าเย็น หลายคนจึงตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่บนคอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดในเมือง มากกว่าการอยู่บ้านกันพร้อมหน้ากับครอบครัวนอกเมือง ทำให้ตัวเลขการอยู่อาศัยบนคอนโดมิเนียมของคนกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 31% เกิดเป็นการใช้ชีวิตในแนวดิ่ง (สังคมของคนที่อยู่ในตึกและอาคาร) ซึ่งส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมของคน ที่จะมักอ้างว้างโดดเดี่ยว แก่งแย่งแข่งขัน เห็นแก่ตัว และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ยาก

จากปัญหาการเติบโตของสังคมเมืองดังกล่าว ทำให้เมืองใหญ่ๆ หลายประเทศทั่วโลก เช่น โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก, เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย, เวนิส ประเทศอิตาลี มีการออกแบบให้พื้นที่สาธารณะต่างๆ ในเมืองมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เพื่อให้เมืองมีชีวิตชีวาจากการที่คนในเมืองหันมาสนใจกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือแม้แต่ทักทายกับคนแปลกหน้ามากขึ้น

ซึ่งสำหรับในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในจังหวัดอื่นๆ ก็สามารถเริ่มสร้างเมืองที่มีชีวิตได้ จากการเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับในหน่วยสังคมเล็กๆ อย่างในชุมชนใกล้เคียง หรือหมู่บ้าน โดยสร้างให้เกิดองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

ทำให้คนในชุมชนมี (1) ความรู้สึกเป็นสมาชิก (Membership) และมี (2) พื้นที่ส่วนกลาง (Space) ไว้สำหรับ (3) ทำกิจกรรมร่วมกัน (Interaction) เพื่อสร้าง (4) ประสบการณ์ร่วมกัน (Shared-experience) ในการที่จะทบทวนอดีต เผชิญความท้าทายในปัจจุบัน และวางแผนอนาคตของชุมชนร่วมกัน

ประเด็นที่น่าสนใจ (Insights)

  • สมาชิกในชุมชนยังไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือผูกพันกับชุมชนมากพอ ขาดการรวมตัวกันเพื่อค้นหาความเป็นมาในอดีต และวางแผนอนาคตร่วมกันในชุมชน
  • เมืองใหญ่ยังขาดการใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดของเมืองมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ว่างที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน และพื้นที่รกร้าง มากถึง 179,905 ไร่ คิดเป็น 18.35% ของพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพฯ หรือขนาดเท่ากับสวนลุมพินีประมาณ 499 สวน
  • มีการเดินทางเกิดขึ้น วันละ 16-20 ล้านเที่ยว ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการโดยสารด้วยรถยนต์ส่วนตัวถึง 65% และมีผลสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยนานที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยใช้เวลาเฉลี่ย 800 ชั่วโมง/คน/ปี นั่งอยู่ในรถ หรือใน 12 ปี คนอยู่บนรถยนต์นานถึง 1 ปี ซึ่งทำให้คนเมืองไม่ได้ใช้เวลาส่วนนี้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

Case study ที่น่าสนใจ

   

Once again HostelTrawell Thailand

โฮสเทลที่สร้างขึ้นในย่านเมืองเก่า แต่ยังคงเสน่ห์เดิม และเป็นมิตรกับชาวบ้านโดยรอบ ไม่สร้างความแปลกแยก ด้วยแนวทางการทำงานแบบ Inclusive Business หรือธุรกิจเกื้อกูล การดำเนินงานที่นี่จึงจ้างพนักงานจากคนในพื้นที่ ไม่ขายสินค้าแข่งกับชาวบ้านในชุมชน และยังผนึกกำลังกับหลายชุมชนในการดึงเอกลักษณ์ความเป็นชุมชนออกมาทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กับยุคสมัย เช่น ทริปพาแขกต่างชาติไปเยี่ยมชมชุมชนบ้านบาตร, ชุมชนนางเลิ้ง และเกาะรัตนโกสินทร์, การให้อาสาสมัครไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ในชุมชน และการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าจากสิ่งของเหลือใช้ให้กับชาวบ้านในชุมชนโดยรอบ เช่น กระเป๋าผ้า 'เอม' ที่ผลิตจากเศษผ้าที่เหลือจากการทำผ้าจีวรของชุมชนวังกรมฯ เป็นต้น 

 

  

City Farm สวนผักคนเมือง

โครงการที่สร้างนวัตกรรมการปลูกผักที่เหมาะสำหรับคนเมือง โดยใช้พื้นที่ว่างที่มีอยู่อย่างจำกัดของเมืองให้เกิดประโยชน์ด้วยการปลูกผัก เช่น กำแพงบ้าน ลานจอดรถ บนระเบียงคอนโดมีเนียม ดาดฟ้าอาคาร หรือในที่สาธารณะอื่นๆ อย่าง โรงเรียน วัด และโรงพยาบาล โดยมีการสร้างเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับชนิดพันธุ์พืช และนวัตกรรม/วิธีการปลูกที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ เพื่อให้คนเมืองได้เข้าถึงผักที่ปลอดภัย และเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ในการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในพื้นที่นั้นๆ และสร้างความสุขทางใจอีกด้วย 

 

  

Jakarta Smart City

เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่รถติดหนักที่สุดในโลก มีโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอัจฉริยะที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาทำให้บริการสาธารณะดีขึ้นในหลายๆ ด้าน และหนึ่งในนั้นคือ การคมนาคมขนส่ง โดยมี mobile app ชื่อ Qlue ที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการส่งข่าวปัญหาการจราจรในจุดต่างๆ และร้องเรียนปัญหาอื่นๆ ได้ผ่าน app นี้ โดยทางการจะรับเรื่อง-ดำเนินการแก้ไขปัญหา และถ่ายรูปอัพโหลดส่งกลับไปว่าได้ทำการแก้ไขปัญหาแล้วด้วย

 

ที่มาข้อมูล และ Link อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ


สนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ อยากลุกขึ้นมาหาไอเดียเพื่อลงมือแก้ไข พร้อมรับเงินทุนสนับสนุนโครงการ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ iCARE awards 2016 : เสกไอเดียเปลี่ยนโลก

Hashtags: 
neighborhood, city