knowledge

Cyberbullying ถึงเวลาหรือยัง? ที่จะหยุดรังแกกันบนโลกออนไลน์

26 มิถุนายน 2016


หากย้อนไปสมัยก่อนที่เรารับรู้ข่าวสารผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่ละสื่อก็ต้องทำงานกันบนพื้นฐานของจรรยาบรรณสื่อ ส่วนคนรับสารก็รับรู้และพูดคุยซุบซิบนินทาได้แค่กับคนใกล้ตัวเท่านั้น แต่ปัจจุบันในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็เหมือนว่าทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ใครๆ ก็เป็นแหล่งข่าวได้ ไม่ต้องมีการกลั่นกรอง จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ข่าวยิ่งฉาวก็ยิ่งกระจายออกไปเร็วแบบควบคุมไม่ได้

Monica Lewinsky เป็นผู้หญิงที่มีชื่อบนเนื้อเพลงถึง 40 เพลง ชื่อของเธอเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า “สวยแต่ไร้สมอง” Monica เรียกตัวเองว่าผู้ป่วยคนแรกของการรังแกบนโลกออนไลน์หรือ Cyberbully

Monica ในวัย 22 ปีเคยทำผิด เธอแอบหลงรักประธานาธิบดี แต่ด้วยความโชคร้าย ข่าวฉาวของเธอถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียกคนเข้าเว็บไซต์ ผู้คนส่งต่อ E-mail ข่าวเธอ นินทากันสนุกปาก แสดงความเห็นกันดุเดือดใต้ข่าว แถมยังมีคนตัดต่อรูปล้อเลียนเธอกันอย่างสนุกสนาน ในไม่ช้าเธอก็เป็นคนดัง ชีวิตที่กำลังรุ่งก็ดิ่งลงเหว เธอแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้ยืนบนสังคม เธอถูกทำร้ายด้านจิตใจจนคิดสั้นฆ่าตัวตาย เรื่องราวของเธอยังคงอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกับรอยแผลที่ไม่จางหาย เธอยังโชคดีที่ยุคนั้นไม่มี Facebook ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์คงดำดิ่งลงเหวยิ่งกว่านี้แน่ๆ


Cyberbullying คืออะไร?

Cyberbullying คือการแกล้งกันผ่านโลกออนไลน์ รูปแบบการรังแกหรือแกล้งอาจเป็นใส่ร้ายป้ายสี ทำให้อาย ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ต่อว่าผู้อื่น และเป็นการแกล้งแบบต่อเนื่องไม่ใช่ครั้งเดียวจบ การแกล้งกันผ่านโลกออนไลน์มองเผินๆ เราอาจคิดว่าไม่เห็นสลักสำคัญอะไร ไม่มีใครเจ็บตัวเสียหน่อย แต่อย่าลืมนะคะ เจ็บตัวไม่เจ็บรุนแรงเท่าเจ็บใจ การถูกทำลายความมั่นใจ ลดทอนคุณค่าของตัวเองในวงกว้าง ทำให้คนที่ถูกแกล้งค่อยๆเก็บกด เป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอมักตกเป็นเหยื่อ เมื่อทนทานความเจ็บปวดไม่ไหวก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

อย่างเช่น Tyler Clementi ถูกเพื่อนแอบตั้งกล้องถ่ายขณะอยู่ในหอพักกับเพื่อนชาย แล้วเอาวิดีโอมาใส่สีตีไข่พอสนุกปาก แต่วีดีโอถูกแชร์ไปในวงกว้าง อับอายจนตัดสินใจกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย หรือเหตุการณ์ที่คนพูดถึงกันเยอะอย่างกรณี Amanda Todd นักเรียนวัย 12 ที่ถูกเอาคลิปในมือถือที่เธอพลาดพลั้งถ่ายโชว์หน้าอกไปประจาน จนเธอต้องลาออกจากโรงเรียน แต่มือดีโรคจิตยังตามไปป่วนเธอนับครั้งไม่ถ้วน คนในโลกออนไลน์ก็แห่กันแสดงความเห็นรุนแรง พิมพ์กันสนุกมือ จน Amanda ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง

หลายคนอาจงงๆ ว่าการกระทำอะไรบ้างที่เป็น Cyberbullying เว็บไซต์ Nobully ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้อยู่แบ่งการกระทำ Cyberbullying เป็น 7 ประเภท คือ

  1. Gossip ส่งข้อความนินทาเพื่อน ทำให้เพื่อนเสียหาย
  2. Exclusion ไล่บางคนออกจากกลุ่มออนไลน์ เช่นกลุ่มไลน์ หรือเฟสบุ๊คกรุ๊ป
  3. Nation การแอบเข้าไปใน Log in ของคนอื่นและโพสต์ข้อความให้เจ้าของ Account ดูไม่ดี เสียหาย คนรอบตัวเข้าใจผิด เช่น กรณีเด็ก Log in Facebook ไว้ที่ร้านเกมแล้วลืม Log out จนมีคนมาเล่นคอมพิวเตอร์ต่อแล้วโพสต์ประกาศว่าเด็กคนนั้นขายตัว ทำให้เด็กเสื่อมเสียชื่อเสียง
  4. Harassment เป็นการว่ากล่าว ด่า ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตอกย้ำปมด้อย ทำให้เสียความมั่นใจ เช่น คนบนโลกอินเตอร์เน็ตที่นึกสนุกพิมพ์ว่าคนหน้าตาไม่ดีที่ถูกโจรข่มขืนว่าสงสารโจรจังเลย
  5. Cyberstalking ส่งข้อความ รูป วีดีโอ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คนอื่นอับอายบนอินเตอร์เน็ต อันนี้รวมไปถึงการข่มขู่ด้วย เช่น กรณีที่ผู้หญิงไปร่วมกิจกรรมของที่ทำงานที่ริมทะเลแล้วใส่บิกินนี่ และมีผู้ชายที่ทำงานเดียวกันแอบถ่ายรูปไว้แล้วเอาไปลงวิจารณ์เรื่องรูปร่างของผู้หญิงใน Facebook แถมยังมีคนอื่นมาร่วมวงวิจารณ์แบบสนุกปาก
  6. Outing and Trickery หยอกล้อ ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายเผยความลับที่น่าอายของตัวเองบนโลกออนไลน์
  7. Cyberthreat เห็นการกลั่นแกล้ง รังแกกันบนโลกออนไลน์แล้วเข้าไปร่วมวงด้วย

จากการกลั่นแกล้งกันขำๆ กลายเป็นการทำร้ายกันทางอ้อม เพราะเด็กที่โดน Cyberbullying จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์ คือ

ไม่ร่าเริง เครียด กังวล >> เก็บตัว ไม่พูดไม่จากับใคร ห่างเหินกับคนใกล้ชิดทั้งครอบครัวและเพื่อนที่โรงเรียน >> ไม่อยากไปโรงเรียน โดดเรียนบ่อย การเรียนตกต่ำ >> เป็นโรคซึมเศร้า >> คิดสั้นฆ่าตัวตาย


สถิติเหยื่อของ Cyberbullying นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น

สถิติต่างประเทศ

  • สถิติของ National Center for Education Statistics อเมริกาเปิดเผยว่า 28% ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่1 ถึง 6 เคยถูก Cyberbullying
  • งานวิจัยจาก The National Children’s Bureau เปิดเผยว่าเด็กในประเทศอังกฤษช่วงอายุ 10-19 ปี จำนวน 1 ใน 5 คนได้รับผลกระทบจาก Cyberbullying และพบว่าตัวเลขของเด็กที่โดน Cyberbullying และเข้ารับคำแนะนำเพิ่มขึ้น 87% เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา
  • จากการสำรวจของ The Chinese University of Hong Kong พบว่านักเรียน 600 คนใน 1,800 คน (1 ใน 3) เคยเป็นเหยื่อ Cyberbullying

สถิติประเทศไทย

  • งานวิจัยที่ Dtac ทำร่วมกับ Telenor Group ทดสอบเด็ก 1,336 คน อายุระหว่าง 12-18 ปี ซึ่งอยู่ในหัวเมืองหลัก พบว่าเด็กไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ที่หลากหลายโดยเฉพาะเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying)

    33% ของเด็กไทยมีประสบการณ์ของการเป็นทั้งผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งหรือก่อกวนบนโลกออนไลน์ จากคนที่ไม่รู้จัก และหรือจากคนที่รู้จักซึ่งเป็นคนเดียวกับคนที่แกล้งอยู่ในโลกของความเป็นจริง และในขณะเดียวกันเด็กเหล่านี้ก็กลับเป็นผู้กลั่นแกล้งคนอื่นบนโลกออนไลน์โดยปิดบัง ไม่เปิดเผยชื่อจริงในการใช้อินเตอร์เน็ต

    35% ของเด็กไทย จะถูกสิ่งเร้าต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกับเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ อาทิ เกมที่ใช้ความรุนแรง หรือเว็บอนาจาร ที่เต็มไปด้วยคำก้าวร้าวและหยาบคาย ซึ่งจะเข้าไปดูและเกิดพฤติกรรมเลียบแบบ

  • งานวิจัยดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมความรุนแรงทั้งทางกายภาพและการข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทย” ที่มีข้อมูลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า

25% ของกลุ่มตัวอย่างเคยเป็นเหยื่อถูกนินทา ด่าทอ

21% เคยถูกส่งข้อความก่อกวน

13% เคยถูกล้อเลียน ข่มขู่ คุกคาม

13% เคยถูกลบออกจากกลุ่ม

10% เคยถูกนำข้อมูลส่วนตัวมาเผยแพร่

10% เคยถูกแอบอ้างชื่อให้ร้าย


เรื่องบางเรื่องมองเผินอาจเป็นเรื่องขำๆ แต่สำหรับคนโดนบางทีก็ขำไม่ออกเหมือนกัน

Cyberbullying เป็นความรุนแรงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายและฝังใจเด็กมากกว่าการชกต่อยกันในโรงเรียนเสียอีก เพราะการชกต่อย ด่าทอ ทำร้ายกันในโรงเรียนสุดท้ายก็จบลงแค่ตรงนั้น แต่การทำร้ายกันบนโลกออนไลน์ ด้วยเรื่องราวความผิดพลาด ความน่าอับอาย แทนที่จะมีขอบเขตจำกัดรู้แค่เฉพาะคนที่รู้จัก ก็กลับกลายเป็น Topic แห่งชาติที่มีคนนับล้านๆ ที่เราไม่เคยรู้จักเข้ามาร่วมวงวิจารณ์ ส่งต่อ กลั่นแกล้งและหัวเราะกันอย่างเพลิดเพลิน โดยลืมคิดไปว่าคนที่โดนกระทำเขาจะสนุกกับเราด้วยหรือเปล่า?

คลิป Thank you for Sharing ของคุณเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ ที่ทำในแคมเปญ หยุดดู หยุดแชร์ หยุดรังแกกันบนโลกออนไลน์ ขอDtac ถ่ายทอดเรื่องราวของ Cyberbully แบบ Made in Thailand ลองดูคลิปนี้แล้วเปรียบเทียบกับคลิปที่เราชอบแชร์กัน หรือเรื่องเล่าบางเรื่อง ภาพบางภาพที่เราเห็นแค่แว๊บเดียว เราแชร์ เราคอมเม้นต์ เราส่งต่อ จนเราลืมหยุดและคิดว่ามันจริงหรือเปล่า? หรือทำแล้วได้อะไร นอกจากความสนุกชั่วครู่ หรือความสะใจชั่วคราว แต่อาจจะทำลายชีวิตคนหนึ่งคนให้มีแผลเป็นไปตลอดชีวิตก็ได้

ถ้าหากเราไม่เจอกับตัวคงไม่รู้รสชาติความขมขื่นนั้น เราเลยขอปิดท้ายด้วยคำพูดของ Monica Lewinsky ผู้มีประสบการณ์แบบเจ็บจริงจาก Cyberbullying

“การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากอะไรบางอย่างที่เรียบง่ายในโลกออนไลน์ เราขาดแคลนเมตตาและเกิดสภาวะปราศจากความเห็นอกเห็นใจ ฉันเคยเจอวันที่มืดมนสุดๆ ในชีวิต ต่ความเมตตาและเห็นอกเห็นใจจากครอบครัว เพื่อน มืออาชีพที่ให้คำปรึกษาฉัน หรือแม้แต่คนแปลกหน้าช่วยฉันไว้ ความเห็นอกเห็นใจแม้จากคนเพียงคนเดียว ก็สร้างความแตกต่างได้

ทฤษฎีอิทธิพลของเสียงส่วนน้อย เสนอโดยนักจิตวิทยาสังคม ชื่อเซอร์เก้ มอสโควิชี กล่าวว่า แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ถ้ายืนหยัดคงเส้นคงวาอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้ ในโลกออนไลน์ เราช่วยบ่มเพาะอิทธิพลของเสียงส่วนน้อย และเป็นผู้ที่ลุกขึ้นสู้ การเป็นผู้ลุกขึ้นสู้ คือ แทนที่จะยืนมองดูอย่างไม่รู้สึกรู้สม เราสามารถโพสต์ความเห็นเชิงบวกให้ใครสักคน หรือรายงานเมื่อพบการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ เชื่อฉันเถอะค่ะ ความเห็นที่มีเมตตา ช่วยลดภาวะทางลบได้”


ขอบคุณที่มาจาก :

id old content:
468
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below