knowledge

Happy City เมืองแห่งความสุข ‘สร้าง’ ได้

18 กรกฎาคม 2016


ณ วันนี้ จำนวนประชากรโลกทะลุไปถึง 7.4 พันล้านคนไปแล้ว ในขณะที่ประชากรกว่าครึ่ง หรือ 3.9 พันล้านคนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่นในเขตเมือง แต่ถึงคนในเมืองจะเยอะแค่ไหน ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเรารู้สึกเหงาและไม่มีความสุข เรามีขนาดครอบครัวที่เล็กลง เราเรียกตึกสีทึมๆ ที่มีห้องเล็กๆหลายร้อยห้องว่า ‘บ้าน’ เราใช้เวลาครึ่งค่อนวันอยู่บนท้องถนน เดินทางจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่งเพียงเพื่อเปลี่ยนที่ ‘มองหน้าจอ’ เรานั่งยิ้มให้กับจอโทรศัพท์ แต่กลับไม่ค่อยได้เงยหน้ามายิ้มให้คนข้างๆ

มีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของคนใน ‘สังคมเมือง’ แย่ไปกว่านี้ : Charles Montgomery เป็นชาวเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา แถมยังเป็นนักเขียน และนักภูมิศาสตร์ 

 

Charles เห็นว่าปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Connection) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างความสุขให้เกิดกับคนเมืองใหญ่ โดยเขาพบว่า…

  1. Happy = Social : จากการทำการสำรวจในประเทศแคนาดาพบว่าคนที่เชื่อใจเพื่อนบ้านมากกว่าจะมีความสุขมากกว่า โดยคนที่มี Social connection จะมีความยืดหยุ่นในชีวิตมากกว่า จะผ่านเรื่องร้ายๆในชีวิตไปได้ง่ายกว่า มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่า แถมยังมีอายุยืนกว่าคนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมเฉลี่ย 15 ปีเลยทีเดียว! ดังนั้นตามเมืองใหญ่ๆ จะมาเร่งรีบพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอย่าลืมสร้างพื้นที่ให้เกิด Social Connection ด้วย เพราะถ้าคนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แล้วคนความสุข มีสุขภาพดี ทำงานได้มีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจก็ย่อมดีตามไปด้วย

     

  2. Cities design Emotional life : รูปแบบของสิ่งก่อสร้าง พื้นที่สาธารณะ และผังเมือง มีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึก และการกระทำของคน เช่นว่า การออกแบบเมืองให้เดินทางถึงกันได้ง่าย ไปทำงานแถวนั้น พาลูกไปเดินเล่นแถวนี้ แล้วก็เดินไปซื้อของแถวนู้น ก็ทำให้เราสร้างความเชื่อมโยงกับพื้นที่รอบๆ และมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้ไม่ยาก แต่การออกแบบเมืองที่กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรเรียงกันเป็นตับๆอย่างทุกวันนี้ ย่อมทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอยากไว้ใจใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ที่คนรู้สึกมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยที่สุด ก็หนีไม่พ้นคอนโด/อพาร์ทเมนต์ ที่ผลสำรวจพบว่าพวกเขารู้สึกแออัด แต่ก็รู้สึกเหงาในขณะเดียวกัน !

      

  3. new ways of ‘feeling’ cities : มีหลายการทดลองที่ชี้ให้เห็นว่าเราต้องสร้างเมืองที่ไม่ใช่แค่ ‘น่ามอง’ แต่ต้อง ‘มีความรู้สึก’ ด้วย โดยจากการทดลองให้อาสาสมัครนั่งมองรูปภาพธรรมชาติทุ่งหญ้าเขียวขจี ฟังเสียงนกร้อง ในขณะที่อีกคนนั่งดูภาพตีกคอนกรีตในเมือง พบว่าคนที่นั่งมองธรรมชาติจะมีปฏิกริยาของร่างกายในเชิงบวก รู้สึกกระชุ่มกระชวย และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่า…การทดลองนี้จึงช่วยพิสูจน์ว่าพื้นที่สีเขียวมีผลต่อความรู้สึกคนแค่ไหน ถ้าเราเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้มากกว่านี้ ให้ผู้คนได้ยินเสียงลมเสียงนก ได้เดินผ่านต้นไม้เขียวๆ หรือแม้แต่ได้ทำสวนด้วยกัน ผู้คนก็จะมีความสุข และรู้สึกดีมากขึ้น

     

    หรืออีกการทดลองที่ให้อาสาสมัครทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวไปยืนหลงทางอยู่ตามสถานที่ที่แตกต่างกันก็พบว่า คนมักจะให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีชีวิตชีวา เช่น เป็นบริเวณที่มีร้านค้า หรือร้านอาหารเปิดเรียงๆกัน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไปยืนอยู่ตรงอาคารคอนกรีตใหญ่ๆ กำแพงสูงๆ มักจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะคนจะรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่บริเวณนั้น…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความรู้สึกของคนมีผลต่อการกระทำของคนในเมืองมากจริงๆ 

      

หลังจากที่ Charles เรียบเรียงไอเดียต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องเมืองที่เขาสนใจออกมาเป็นหนังสือ Happy City แล้ว เขาก็ได้รับคำเชิญจาก Guggenheim Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะยุคใหม่ชื่อดังในเมือง New York ให้ทำการทดลอง ‘Happy City Experiment’ เพื่อพิสูจน์ว่าการออกแบบสถานที่และกิจกรรมที่เอื้อให้เกิด Social Connection จะทำให้เกิดเป็นเมืองแห่งความสุขได้จริงๆ โดยสถานที่จัดกิจกรรมเป็นตึกร้างย่าน Manhattan ใน New York ที่สกปรก เสียงดังจอแจ แออัด และเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างชุมชนคนมีฐานะกับคนหาเช้ากินค่ำ

 

แต่เนื่องจาก Charles มาจากเมืองเล็กๆ เป็นคนนอก และมีความรู้จำกัดทางสถาปัตยกรรม โจทย์ที่ได้รับทำให้เขาถึงกับเครียด ไม่รู้จะเปลี่ยนตึกร้างแห่งนี้ให้เป็น ‘ตึกแห่งความสุข’ ได้ยังไง (เราเองแค่เห็นรูปก็เงิบแล้ว) Charles จึงเริ่มด้วยการขอความช่วยเหลือจากพรรคพวก และออกไปปาร์ตี้ make friend กับคนเจ๋งๆ มากมาย จนค่อยๆ ออกแบบกิจกรรม Love Night ขึ้นมาที่ตึกร้างแห่งนั้น โดยสิ่งที่เขาทำแต่ละอย่างนั้นง่ายแสนง่ายยย (แต่ได้ผลมหาศาล) สิ่งที่เขาทำมีดังนี้

  1. มาถึงก็เสิร์ฟช็อคโกแลตอุ่นๆ : Charles โทรไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนักจิตวิทยาถึงวิธีที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นกันเอง ซึ่งเพื่อนเขาก็ตอบมาง่ายๆ ว่าแค่ถือของอุ่นก็ทำให้คนอุ่นใจและรู้สึกเป็นมิตรกับคนรอบข้างได้แล้ว การต้อนรับคนที่เข้ามาด้วยช็อคโกแลตอุ่นๆ คนละแก้ว เลยช่วยให้พวกเขารู้สึกเป็นกันเอง และอยากทำความรู้จักกันมากขึ้น ถือว่าเริ่มต้นได้ดีทีเดียว !

      

  2. แปะมือบนกระดาษ : เพื่อนของ Charles อีกคนเป็นศิลปินชื่อ Ryan Brennan ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานศิลปะ street art ที่มีชื่ออย่าง Stranger/Unstranger ที่ถูกแปะอยู่ทั่วเมือง กระดาษนี้ออกแบบมาให้คน 2 คนที่ไม่รู้จักกันได้มีโอกาสพูดคุยกันระหว่างที่มือของทั้งสองวางทาบอยู่บนกระดาษ และจะนำมือออกได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองหมดความ ‘แปลกหน้า’ ต่อกัน และไอเดียนี้ก็เลยถูกหยิบยกมาใช้ในงานนี้ด้วย 

     

     

  3. สัมผัสกันไปถึงใจ : อีกคนที่ Charles เข้าไปปรึกษาคืออาจารย์มหาวิทยาลัย ด้านเทคโนโลยีแฟชั่น ซึ่งก็ได้นำเสนอเสื้อที่ผลิตจากผ้าที่ไวต่อความร้อน เมื่อคนหนึ่งไปแตะที่เสื้อของอีกคน ความร้อนจากมือเราก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเปลี่ยนสี เหมือนกับเราได้สัมผัสหัวใจของอีกคนยังไงยังงั้น 

  4. จบด้วยการกอด : Pual Zak เพื่อนนักประสาทวิทยา ยืนยันกับ Charles ว่า การกอดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่ร่างกายจะผลิตสาร oxytocin สารแห่งความเชื่อใจออกมา และทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกัน ไว้ใจกันมากขึ้น เลยไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการจบกิจกรรมด้วยการกอดอีกแล้ว! 

      

ไม่น่าเชื่อว่า ในคืนนั้นมีนิวยอร์กเกอร์หลายร้อยคนหลั่งไหลเข้ามาสนุกสนานกับทุกกิจกรรม คนที่เคยเป็นคนแปลกหน้าเมื่อชั่วโมงที่แล้วก็มานั่งดื่มช็อคโกแลตร้อนๆ แล้วเริ่มคุยกัน สวมเสื้อรูปหัวใจและสัมผัสกัน และก็เล่นกิจกรรมอื่นๆ จนตึกร้างเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวา จากการที่คนมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเคยหรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อนช่วยกันเติมเต็ม จนเกิดความเป็นเพื่อน และความใกล้ชิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

  

ผลจากการทดลอง :

Charles วัดผลด้วยการให้คนเล่นเกมบนเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า Urbanology ที่ให้คนเมืองตอบคำถามว่าเขาอยากได้เมืองแบบไหน อยากอยู่กับคนแบบไหน แล้วใช้คำตอบเป็นตัวชี้วัด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 

  • ก่อนมี Love night – คนนิวยอร์กไม่โอเคกับการที่จะต้องขึ้นค่าแรงให้กับคนที่ทำงานกะกลางคืน ด้วยเหตุผลที่ว่า “นี่มันนิวยอร์กนะ ไม่มีใครสบายทั้งนั้นแหละ!” แต่หลังจากกิจกรรมนี้ 90% ของผู้เข้าร่วมบอกว่ายินดีจะขึ้นค่าแรงให้คนเหล่านั้น
  • พวกเขายินดีจ่ายเงินมากขึ้น และยอมให้ภาษีสูงขึ้น เพื่อแลกกับพื้นที่่สีเขียว และเมือง slow life ที่ยั่งยืน

ยังมีปัญหาใหญ่ๆ ของโลกอีกมากมาย ทั้งปัญหาโลกร้อน ปัญหาความยากจน และอีกหลายความท้าทายที่รอการแก้ไข ทุกปัญหาต้องการสิ่งเดียวกัน คือ ‘การร่วมมือกัน’ ของทุกคนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น…แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเรายังไม่เริ่มสร้าง Social Connection ตั้งแต่วันนี้

Happy City สร้างได้ทุกที่แม้ในตึกร้าง หรือในเวลาสั้นๆ ขอแค่มีพื้นที่ และมีกิจกรรมง่ายๆ ที่ชวนคนมาละลายพฤติกรรมความเป็นเขาเป็นเรา…แล้วความแปลกหน้าก็จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มและเพื่อนใหม่ได้ไม่ยาก 

เรามาเริ่มสร้างเมืองที่มีชีวิตกันเถอะ 🙂  

id old content:
475
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below