knowledge

Active Listening

29 มกราคม 2015


Active Listening

โดยคุณ ธัญธิดา สาสุนทร

บริษัท ฮิวแมน ไดนามิค ( ประเทศไทย ) จำกัด


การสื่อสาร ( communication )

การสื่อสารของมนุษย์มีหลายรูปแบบ เช่น การพูด การฟัง การเขียน เป็นต้น แต่สำหรับสถานการณ์ที่ผู้พูดและผู้ฟังอยู่ในสถานะของผู้ให้คำปรึกษาและผู้รับคำปรึกษา ทักษะการสื่อสารที่สำคัญจะมีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่

  1. การฟัง ผู้ให้คำปรึกษาควรให้ความสำคัญกับการฟัง 60 % ของการสื่อสารทั้งหมด
  2. การถาม ผู้ให้คำปรึกษาควรให้ความสำคัญกับการถาม 30 % ของการสื่อสารทั้งหมด
  3. การพูดตอบโต้ ผู้ให้คำปรึกษาควรให้ความสำคัญกับการพูดตอบโต้ 10 % ของการสื่อสารทั้งหมด
  4. การตอบคำถาม ผู้ให้คำปรึกษาควรให้ความสำคัญกับการตอบคำถาม 0 % ของการสื่อสารทั้งหมด

ถ้าทุกคนไม่ฟังจะเกิดปัญหาอะไรได้บ้าง?

เกิดการไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน เนื่องจากมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ดังนั้น การไม่รับฟังสามารถที่จะเป็นรากของปัญหาหลายอย่างได้นั่นเอง กิจกรรม Active Listening จึงมีจุดประสงค์ที่จะช่วยค้นหาความสำคัญของการฟัง และเป็นตัวช่วยนำทางไปสู่การเป็นผู้ฟังและผู้ให้คำปรึกษาที่ดี

กระบวนการ

  1. ผู้ร่วมกิจกรรมจับคู่กัน โดยหนึ่งคนเป็น A คือผู้ฟัง และอีกคนหนึ่งเป็น B คือผู้พูด
  2. แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม A และกลุ่ม B
  3. รอบที่ 1 ให้แต่ละกลุ่มแยกกันไปรับโจทย์

กลุ่ม B รับโจทย์ในการพูด เรื่อง “ ชีวิตตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ” ใช้เวลาพูดทั้งหมด 3 นาที

กลุ่ม A รับโจทย์ในการฟัง เมื่อผู้พูด( B )พูดจบ ให้เล่ากลับไปว่าผู้พูดพูดเรื่องอะไรให้ฟังบ้างในเวลา 1 นาที โดยขณะฟังสามารถถามได้ มีกระดาษสามารถจดบันทึกคำพูดได้ ( จะดีที่สุดหากผู้ฟังสามารถเล่ากลับไปโดยใช้คำพูดเดียวกับที่ผู้พูดใช้ )

รอบที่ 2 ให้แต่ละกลุ่มแยกกันไปรับโจทย์

กลุ่ม A รับโจทย์ในการพูด เรื่อง “ สิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต 3 อย่าง ” ใช้เวลาทั้งหมด 3 นาที

กลุ่ม B รับโจทย์ในการฟัง เมื่อผู้พูด( A )พูดจบ ให้เล่ากลับไปว่าผู้พูดพูดเรื่องอะไรให้ฟังบ้างในเวลา 1 นาที โดยขณะฟังห้ามใช้กระดาษ ห้ามจด ห้ามถาม ปล่อยให้ผู้พูดพูดให้เต็มที่ ถ้าอึดอัดหรือตามไม่ทัน ให้ยกมือแล้วนับ 1 2 3 เพื่อให้เว้นจังหวะการพูดและให้ผู้ฟังจัดการตัวเองกับความรู้สึกอยากถามหรืออยากแสดงความคิดเห็นของตนเอง

ผลที่ได้จากการทำกิจกรรม


เมื่อต้องเป็นผู้พูดรู้สึกอย่างไร ?
  • รู้สึกผ่อนคลายหากผู้ฟังเชิญชวนให้นั่งหรือทานอาหารขณะคุย
  • รู้สึกสบายใจที่ได้พูดหรือเล่า
  • รู้สึกอึดอัด/รู้สึกว่าไม่มีคนฟังและรู้สึกเกร็งหากผู้ฟังจดข้อมูลไปด้วย
เมื่อต้องเป็นผู้ฟังรู้สึกอย่างไร?
  • กังวลว่าจะจำที่ผู้พูดพูดได้หรือไม่
  • รู้สึกอยากจะถาม เพื่อลงรายละเอียด
  • รู้สึกอยากแสดงความคิดเห็น
ได้เรียนรู้อะไร?
  • โจทย์ทำให้อยู่กับปัจจุบัน ต้องมีสติ ตั้งใจในการฟัง
  • ถ้าไม่มีใครฟังผู้พูดก็จะไม่มีกำลังใจในการพูด
  • การพูดขัด อาจทำให้ผู้พูดเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ต้องการพูด ทำให้สารที่ต้องการสื่อเปลี่ยนแปลงไป

ระดับของการฟัง

  1. Ignore : ไม่ฟัง
  2. Pretend : แสร้งว่าฟังแต่ไม่สนใจ
  3. Selective : ฟังเฉพาะสิ่งที่สนใจ
  4. Attentive : การฟังแบบหาข้อเท็จจริงให้ได้ โดยใช้ทักษะการถาม เช่น ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร ทำไม
  5. Empathetic : การฟังแล้วจับความรู้สึก การสังเกตอวัจนะภาษา เช่น น้ำเสียง ภาษากาย เป็นต้น
  6. Inspire : การฟังเพื่อจับประเด็นปัญหา รู้ความต้องการของผู้ที่เล่า ใช้ทักษะการถามและการพูดเข้ามาช่วย

ระดับการฟังนี้ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ แต่สำหรับการฟังแบบ Inspire, Empathetic และ Attentive เป็นระดับการฟังที่ต้องนำมาใช้เมื่ออยู่ในฐานะผู้ให้คำปรึกษา

ข้อแนะนำสำหรับผู้ฟังที่ดี : ผู้ฟังที่ดี ควรมี RASA

  • R : Receive : การตั้งใจในรับข้อความที่ผู้พูดส่ง
  • A : Appreciate : แสดงออกให้รู้ว่ารับฟังอยู่
  • S : Summarize : สรุปกลับโดยไม่ใส่ความคิดส่วนตัว
  • A : Ask : ถามมากกว่าตอบ

รูปประกอบบจาก : http://www.mindful.org/

id old content:
92
0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below