knowledge

[Tool] Changemakers Toolkit Module 1: Idea Development

10 กรกฎาคม 2019


, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
จุดเริ่มต้นที่ดีของการสร้างโปรเจกต์หรือกิจการเพื่อสังคมควรเริ่มจากตรงไหน? เราจะมองหาโอกาสในการแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิธีอะไรได้บ้าง?

School of Changemakers ได้พัฒนา Changemakers Toolkit ชุดเครื่องมือสร้างโปรเจกต์หรือกิจการเพื่อสังคมสำหรับ (ว่าที่) นักสร้างการเปลี่ยนแปลง (Chengemaers to be) จากการทำงานสนับสนุนนักเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เพื่อช่วยสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่สามารถริเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาสังคม อย่างสร้างสรรค์ ด้วยทักษะ ความสนใจที่ตนเองมี เพราะเราเชื่อว่า ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่ตัวเอง โดยชุดเครื่องมือทั้งหมดแบ่งออกเป็น 3 Modules ตามลำดับขึ้นของการพัฒนาโครงการ จากแนวคิด ไปสู่การลงมือทำ และวัดผล ได้แก่

Module 1: Idea DevelopmentModule 2: Model & Plan

Module 3: Take Action & Evaluation

ในบทความเป็นการสรุปเครื่องมือใน Module 1: Idea Development พร้อมกระบวนการแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาแนวคิดและไอเดียการเแก้ปัญหาของว่าที่นักสร้างการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะเริ่มทำ Prototype เพื่อทดสอบแนวคิดในการแก้ไขปัญหานั้น เหล่าว่าที่นักสร้างการเปลี่ยนแปลงจะต้องผ่านต้องผ่านขั้นตอนหลักๆ อะไรบ้าง โดยเครื่องมือใน Module นี้ประกอบไปด้วย

1. Find Your Passion or Inspiration
2. Empathize and Define Problem

3. Ideate and Validate Solution
Crazy 8’s
Solution sketch & Getting feedback 

4. Prepare to Prototype

สามารถดาวน์โหลด Module 1: Idea Development Worksheet  ได้ที่นี่

1. Find Your Passion or Inspiration: “ตัวเรา” คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

จากประสบการณ์การสนับสนุนนักสร้างการเปลี่ยนแปลง (Changemakers) ของ School of Changemakers เราพบว่า นักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จมากมายต่างเริ่มโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมจากความสนใจของ “ตัวเอง” เพราะการแก้ไขปัญหาสังคมนั้นต้องใช้เวลา และระหว่างทางอาจจะเจออุปสรรค ความยากลำบากต่างๆ รวมถึงต้องมีความเชื่อมั่นและมีแรงบันดาลใจในสิ่งที่ทำจึงจะสามารถหาแนวร่วมมาช่วยกันทำได้  หลายๆ เราพบว่า คนจำนวนมาก ไม่เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ต้องรอให้พร้อม รอนโยบาย รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ลงมือทำ มองไม่เห็นความเป็นไปได้ว่าตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาได้อย่างไร

ดังนั้นในเครื่องมือ Dream It Do It นี้ เราอยากให้ทุกคนที่สนใจเริ่มลงมือแก้ปัญหาบางอย่าง ได้เริ่มสร้างไอเดียการแก้ปัญหาด้วยจุดตั้งต้นจากความชอบ ความสนใจของตนเอง ทักษะที่มี สิ่งที่ทำได้ดี และลองค้นหาประเด็นปัญหาสังคมที่ตนเองสนใจ/เกี่ยวข้องด้วยผ่านเครื่องมือที่ 1.Dream it Do it (DIDI) 

2.  Empatize and Define Problem: ทำความเข้าใจปัญหา ค้นหาข้อมูลเชิงลึกและโอกาสในการแก้ไขปัญหา (Problem Insights) ผ่านการทำความเข้าใจปัญหาและกลุ่มเป้าหมาย

– Empatize

หลังจากสำรวจตัวเองกับประเด็นปัญหาที่สนใจ และได้ไอเดียตั้งต้นเพื่อแก้ปัญหาจาก DIDI แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการทำความเข้าใจปัญหาและกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาเหล่านั้น ผ่านเครื่องมือที่ 2. Problem Situation เพราะหัวใจของการแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ “การตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง” บางปัญหา (ที่เราคิดว่าเป็นปัญหา) อาจไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบางความต้องการ (ที่เราคิดว่าเขาต้องการ) ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเช่นกัน เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราสำรวจความเข้าใจที่เรามีต่อสถานการณ์ของปัญหาตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะพบกับข้อมูลเดี่ยวกับปัญหาที่เราไม่รู้หรือตอบไม่ได้ ต้องหาข้อมูลศึกษาเพิ่ม ไม่แน่ใจและต้องการการยืนยันอยู่จำนวนหนึ่ง จึงต้องมีการวางแผนเพื่อทำความเข้าใจผ่านเครื่องมือที่ 3. Problem Research Planning  พร้อมใช้เครื่องมือที่ 4. Empathize Form เป็นตัวช่วยเมื่อมีการสัมภาษณ์เพื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง และกลับมาสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากลงพื้นที่ รวมไปถึงสะท้อนหาโอกาสในการแก้ไขปัญหาด้วยเครื่องมือที่ 5. Reflextion

– Define Problem

เมื่อเก็บข้อมูลพร้อมทำความเข้าใจปัญหา และใส่ข้อมูลทั้งหมดที่ได้เรียนรู้และรับการยืนยันจากแหล่งข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมายลงไปในเครื่องมือ Problem Situation แล้ว เราจะได้ภาพรวมของสถานการณ์ปัญหาตามความเป็นจริงในปัจจุบัน และมีข้อมูลพร้อมสำหรับการวิเคราะห์หาโอกาสในการแก้ไขปัญหา (Problem Insight) ต่อในเครื่องมือ 6. Iceberg Model แบบจำลองการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ จากนั้นเลือก 1 ประเด็นตั้งต้นที่เป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปใช้ในการค้นหาไอเดียหาวิธีการแก้ไขในขั้นตอนต่อไป

3. Ideate and Validate Solutions: ค้นหาไอเดียในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ และการทดสอบไอเดีย


– Ideate 

จากที่เราได้โจทย์ของปัญหาสังคมที่เป็นข้อมูลเชิงลึกและโอกาสในการแก้ไขปัญหา (Problem Insights) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการค้นหาไอเดีย ซึ่งสามารถทำด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Crazy 8’s , Brainstorming หรืออื่นๆ นอกจากนี้อย่าลืมว่าไอเดียที่ใช้แก้ปัญหาที่เลือกสุดท้ายควรพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องกับความสนใจและทักษะของตนหรือสมาชิกในทีม (เครื่องมือ Dearm it Do it ) ประกอบเข้าไปด้วยหรือไม่

– Validate Solutions

ทวนความถูกต้อง (Re-Check) ของไอเดียเพื่อให้แน่ใจว่าไอเดียนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมายได้จริง ด้วยเครื่องมือ Solution Sketch และ Idea Validation โดย Solution Sketch เป็นการวาดไอเดียที่เลือกออกมาเป็นรูป พร้อมเขียนบรรยายให้เข้าใจง่ายว่าเราจะทำอะไร อย่างไร จากนั้นทำการ Idea Validation ด้วยการขอความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายเพื่อ Re-Check ว่าไอเดียนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงก่อนลงมือทำ นอกจากนี้ขั้นตอนนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้รับข้อเสนอแนะเพื่อนำมาต่อยอดให้ไอเดียของเราตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

4. Prepare to Prototype: เห็นภาพรวมทั้งโปรเจกต์ด้วยการตั้งสมมติฐานในทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change)

จากการระดมไอเดียเพื่อหาวิธีที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาโดยเน้นการใช้ทักษะ ความสนใจของตนหรือสมาชิกในทีมแล้ว หลังจากนี้จะเข้าสู่การตั้งสมมติฐานด้วยเครื่องมือสุดท้ายใน Module นี้ คือ 8. Theory of Change (ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง) เครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการทดสอบว่าแนวคิดหรือวิธีการที่เราคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ อย่างไร ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์หรือกิจการเพื่อสังคมในภาพเดียว


Module 1 tips: 

  • เครื่องมือต่างๆ ใน module นี้เป็นเพียงจุดตั้งต้นเพื่อพัฒนาแนวคิด ไปสู่สมมติฐานการเปลี่ยนแปลงสามารถนำมาใช้แยกกันได้ และข้ามขั้นตอนได้ เพราะแต่ละโปรเจกต์อาจอยู่ใน stage ที่ต่างกัน เช่น บางโปรเจกต์มี insight ปัญหามาแล้ว สามารถข้ามไปหาไอเดียได้เลย
  • แต่ในขณะเดียวกัน แม้ทีมจะมีไอเดียมาแล้ว ถ้าทีมรู้สึกว่าประเด็นปัญหาที่ frame ออกมายังไม่แข็งแรงพอ หรือมี insights ที่ไม่ชัดเจน ไม่สมเหตุสมผล ก็ควรกลับไป empathize เพิ่มเติม
  • ใน Module 1 นี้ อาจต้องมีการทำขั้นตอนต่างๆ ย้อนกลับไปกลับมา เพื่อ reframe ปัญหาจนกว่าจะได้ประเด็น insights และไอเดีย การต้องกลับมาทำซ้ำ จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่ความล่าช้า  เช่น ถ้าทีมยังตอบ Problem Situation ไม่ได้ ก็ต้องให้ถอยกลับไปทำความเข้าใจปัญหา (empathize) ใหม่ หรือถ้ายังทำ ไม่ได้ ก็ต้องกลับไปเตรียมข้อมูล Problem Situation ให้มากขึ้นก่อน เป็นต้น
  • โดยส่วนมากแล้ว การตั้งต้นจาก คำถามที่ใช่ สำคัญมาก เป็นเหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้เวลาในส่วนนี้ 50-60% เลยทีเดียว อย่าเพิ่งกระวนกระวาย รีบกระโดดไปหา “ทางแก้” หากเรายังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร เพราะเมื่อปัญหาเราชัด การออกไอเดียในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก
  • ในขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา การลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจปัญหา การตั้งเป้าหมาย หรือการคิดหาไอเดียนั้น มีเครื่องมือและวิธีอื่นๆ อีกมากมายที่ทีมเลือกใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเครื่องมือนี้ (สามารถใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่เรียนรู้มาได้)  แต่สุดท้ายต้องสามารถตอบ Theory of Change ได้อย่างชัดเจน

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below