knowledge

DC Central Kitchen : วิธีคิด Social Business Model ดีๆที่ช่วยคนได้จริง

28 มกราคม 2017


ช่วงที่ไปเรียนรู้ Social Enterprise ที่สหรัฐอเมริกาของโครงการ YSEALI เราแวะเวียนไปเป็นอาสาที่ Food Bank, Soup Kitchen และ องค์กรที่มุ่งมั่นกำจัดปัญหาปากท้องของคนไร้บ้านและกลุ่มคนรายได้น้อยหลายแห่ง พบว่าทุกแห่งประสบปัญหาเดียวกันคือความสม่ำเสมอของคนบริจาค เพราะคนเราหิวกันทุกวัน แต่คนบริจาคไม่ได้ต่อเนื่องตลอด โดยเฉพาะฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตขององค์กร เราเก็บความสงสัยไว้ในใจว่าองค์กรพวกนี้จะผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวที่ต้องปล่อยให้คนหิวโหยไปได้อีกกี่ฤดูกัน? จนกระทั่งมาเจอ DC Central Kitchen องค์กรที่แก้ไขปัญหาสังคมแต่ไร้ปัญหาเรื่องเงิน เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่กำลังมองหา Business Model

ใครที่กำลังเจอทางตันอยู่ ลองอ่านเรื่องราวของ DC Central Kitchen ต่อไปนี้ อาจจะได้แนวทางที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้ เพราะใช้โมเดลธุรกิจขับเคลื่อน หาเงินจากหลายทาง ซึ่งแต่ละวิธีสนุกจนอยากนำมาเล่าให้ทุกคนฟังค่ะ

จุดเริ่มต้นของ DC Central Kitchen นั้นเริ่มด้วยความบังเอิญ ใครจะคิดว่า Social Entreprise แห่งนี้ก่อตั้งโดย Robert Egger อดีตผู้จัดการ Night Club ที่กำลังออกมาเปิด Club ของตัวเอง ขณะลาออกจากงานและกำลังหาไอเดียทำ club  ได้อาสาเป็น Volunteer กับโบสถ์ เพื่อแจกอาหารให้กับคนไร้บ้านและคนขาดแคลนเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็ม เขาได้เห็นคนกลุ่มนี้ยืนต่อแถวรอรับอาหารด้วยความหวัง และตั้งคำถามกับตัวเองว่า พวกเขาต้องต่อแถวรออาหารไปตลอดชีวิตเลยหรือ? ทำไมเราไม่พยุงเขาให้ลุกขึ้นมาหาอาหารได้ด้วยลำแข้งตัวเอง หลังจบทริป Volunteer  เขาล้มแผนเปิด Night Club และสร้าง DC Central Kitchen ในปี 1989

  DC Central Kitchen เริ่มเปิดรับสมัครคนขาดโอกาสที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง คนที่สมัครมีทั้งคนไร้บ้าน คนคุก แก๊งเตอร์ เด็กติดยา คนกลุ่มนี้โดนตราหน้าว่า loser แต่ DC Central Kitchen เปิดหลักสูตรเทรนนิ่ง 14 สัปดาห์เปลี่ยนคนกลุ่มนี้ให้เป็นเชฟ ทุกคนที่จบหลักสูตรจะได้เกียรติบัตรรับรองจาก Office of the State Superintendent of Education (OSSE) เป็นใบเบิกทางให้เข้าทำงานตามร้านอาหารดังๆได้แบบสบายๆ ความพิเศษของหลักสูตรนี้ไม่จบเพียงเท่านั้น ทุกวันเชฟฝึกหัดกลุ่มนี้โชว์ฝีมือแปลงวัตถุดิบเหลือที่ได้รับบริจาคจำนวนกว่า 3,000 ปอนด์ เป็นอาหารจำนวน 5,000 ชุดสำหรับให้องค์กรด้านอาหารใน washington dc นำไปแจกคนไร้บ้านและคนขาดแคลนตามพื้นที่ต่างๆ แต่กระบวนการเทรนนิ่ง 14 สัปดาห์ใช้เงินจำนวนไม่น้อย DC Central Kitchen เลยค้นหาโมเดลธุรกิจหาเงินมาสนับสนุนค่าดำเนินการ จากการพูดคุยกับ Crystal อดีตคนคุกที่เข้าเทรนนิ่งและทำงานเป็นผู้จัดการของที่นี่ เธอพาเราเดินชมส่วนต่างๆพร้อมเล่าว่า DC Central Kitchen เริ่มค้นหาโมเดลธุรกิจด้วยการระดมความคิดจากสิ่งใกล้ตัว

      1. เปลี่ยนทรัพยากรในมือให้มีมูลค่า เริ่มคิดจากสิ่งที่เรามี สิ่งที่เก่ง สิ่งที่ถนัด DC Central Kitchen มีห้องครัวที่ครบครันผลิตอาหารได้ครั้งละมากๆ มีเชฟฝีมือดี มีวัตถุดิบราคาถูกจากการติดต่อซื้อโดยตรงจำนวนเยอะกับฟาร์มท้องถิ่น แถมวัตถุดิบบางส่วนได้รับบริจาค ปกติห้องครัวของ DC Central Kitchen จะวุ่นวายกับการคิดเมนูสุขภาพเพื่อแจกคนไร้บ้านอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองผลิตอาหารให้คนกลุ่มอื่นที่มีกำลังจ่ายควบคู่ไปด้วย จากไอเดียตั้งต้นอยากใช้ทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่หารายได้กลายเป็น Healthy School Food รับเหมาทำอาหารกลางวันให้โรงเรียน 15 โรงเรียนในเขต Washington DC เพราะแต่ละโรงเรียนได้งบอาหารกลางวันอยู่แล้ว แต่งบประมาณจำกัดไม่มากพอจะทำอาหารสุขภาพให้เด็กๆ อาหารกลางวันเด็กส่วนใหญ่เน้นแป้งเป็นหลัก ขาดโปรตีน ขาดผักใบเขียว และผลไม้ แต่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในมือทั้งคน ครัว วัตถุดิบ DC Central Kitchen จึงเนรมิตกล่องอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพในราคาจำกัดได้ไม่ยาก โรงเรียนก็ถูกใจ นักเรียนก็แข็งแรง DC Central Kitchen ก็มีรายได้เข้าองค์กรสม่ำเสมอแบบสบายใจไร้กังวล

ตอนนี้มีเด็กนักเรียนจากครอบครัวรายได้ตำ่กว่า 3,600 คนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เสริฟอาหารกลางวันสุขภาพกว่า 870,000 มื้อ และช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรท้องถิ่นกว่า 296,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี

  2. หาความต้องการที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม DC Kitchen พบว่าชนชั้นกลางมีโอกาสเข้าถึงอาหารสดที่มีคุณภาพ และสามารถซื้อผักและผลไม้ได้ในราคาที่ถูกกว่าผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากราคาอาหารตามซุปเปอร์มาเก็ตชุมชน ราคาผัก ผลไม้สดนั้นขายราคาสูงมาก และถ้าหากต้องการซื้อในราคาที่ถูกตามซุปเปอร์มาเกตขนาดใหญ่ จำเป็นต้องซื้อในปริมาณที่เยอะมาก ทำให้กลุ่มคนรายได้น้อยจึงไม่มีทางเลือกจึงต้องซื้อแต่ผักผลไม้แช่แข็ง หรืออาหารกระป๋องที่มีราคาถูกกว่าเท่านั้น

DC Central Kitchen มองเห็นโอกาส ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการซื้อผัก ผลไม้สด จำนวนน้อยๆ ในราคาถูก แต่ในท้องตลาดกลับมีคนขายราคาสูงเกินไปหรือจำนวนเยอะเกินไป DC Central Kitchen จึงติดต่อซุปเปอร์มาเก็ตชุมชนเพื่อจัดตั้ง Healthy Corner ขายผักผลไม้สด ที่หั่นใส่กล่องเล็กๆ ขายในราคาถูกกว่าซุปเปอร์มาเกตขนาดใหญ่ แถมมีการอบรมพนักงานซุปเปอร์เพื่อบอกต่อความรู้เรื่องสุขภาพกับกลุ่มคนรายได้น้อย จากการทดลองขาย ยอดขายผักและผลไม้หั่นสดของเครือข่ายซุปเปอร์มาเกตที่เข้าร่วม Healthy Corner เพิ่มขึ้นจนเจ้าของหน้าบาน แต่คนที่หน้าบานกว่าคงเป็น DC Central Kitchen

3. อีเว้นท์ไม่ประจำทำเงิน    ถึงแม้ Healthy School Food และ  Healthy Corner เป็นรายได้ขาประจำเข้ากระเป๋าทุกๆเดือน แต่ DC Central Kitchen ยังมีรายได้ขาจรจากการจัดอีเว้นท์ที่จัดปีละครั้ง  แต่ว่าจัดครั้งนึงได้เงินเป็นกอบเป็นกำ  แต่เดิมนั้นเป็นการจัดอีเว้นท์เพื่อโชว์ฝีมือเชฟฝีกหัด ผลปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ต่อมาเมื่อชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักใน Washington และมีพันธมิตรเป็นเชฟ ร้านอาหาร รวมถึงคนดัง ขนาดอดีตประธานาธิบดีโอบาม่าร์ ยังเคยแวะมาเยี่ยมชม พวกเขาจึงใช้ความดังหาเงินเพื่อการกุศลเสียเลย ด้วยการจัดงาน Gala รวมร้านอาหารชื่อดังทั่วประเทศมาร่วมไว้ที่เดียวและขายบัตรเข้าร่วมงาน อย่างปีล่าสุดงาน Sips & Suppers ที่จัดในวันที่ 28-29 มกราคม ได้ร่วมกับ Martha’s Table รายการอาหารชื่อดังและมีร้านอาหารชื่อดังร่วมกว่า 100 ร้าน ส่วนค่าบัตรนั้นมี 3 ราคาตามความพรีเมียม 150$ , 250$ จนถึง 600$ งานระดมทุนครั้งนี้เรียกว่าเหนื่อยแต่คุ้ม เพราะได้ข่าวว่าบัตรขายหมดเกลี้ยงเลยทีเดียว

ถ้าสังเกตดีๆแหล่งรายได้ของ DC Central Kitchen มาจากการขายอาหารทั้งหมด เปลี่ยนแค่กลุ่มลูกค้าและวิธีการขายเท่านั้นเอง Crystal เล่าให้ฟังว่าเหตุผลที่มุ่งโฟกัสขายแต่อาหารอย่างเดียวเพราะ Core Value ของ DC Central Kitchen คือ เทคนิคการปรุงอาหาร ทีมชำนาญด้านนี้ มีครัวพร้อม คนพร้อม ยิ่งขายอาหารได้เยอะ ขายได้หลากรูปแบบ ขายได้หลายกลุ่ม เด็กที่เข้าเทรนนิ่งยิ่งได้ประสบการณ์ เปิดเวทีให้โชว์ฝีมือ และสำคัญที่สุดคือทาง DC Central Kitchen ควบคุมคุณภาพได้

เราโบกมือลา  Crystal และ DC Central Kitchen ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะมีโอกาสมาเยี่ยมห้องครัวสุดมหัศจรรย์แห่งนี้อีก แต่ที่แน่ๆเรากักตุนความรู้โดยเฉพาะเรื่อง

การคิด Business Model กลับไปเต็มกระเป๋า คงถึงเวลาที่เราต้องมานั่งคิดและหา Core Value ของ โปรเจตก์ที่เราทำอย่างจริงจัง ถ้า  Core Value ของ  DC Central Kitchen  คือ เทคนิคการปรุงอาหาร แล้ว Core Value ของโปรเจกต์ที่เราลงมือทำคืออะไรกัน?

 

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below